ช่วงที่เราเริ่มต้นลงทุน ความท้าทายแรกที่เราต้องเจอเลย คือ จะลงทุนอย่างไรให้ได้ตามเป้าหมายที่เราต้องการ ช่วงที่เรายังอายุไม่เยอะ พี่ทุยมักจะแนะนำให้จัดพอร์ตการลงทุนที่มีสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นในสัดส่วนที่สูง เพราะนอกจากจะช่วยให้ผลตอบแทนคาดหวังเพิ่มสูงขึ้นแล้ว ถ้าเกิดความผิดพลาดเรายังมีโอกาสที่จะเริ่มต้นกันใหม่ได้
ถ้าเราลองย้อนดูผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทย (SET TRI) จะเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่ามีช่วงที่ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนติดลบกว่า -46.57% แต่ก็มีบางปีที่ให้ผลตอบแทนสูงถึง 126.35% แล้วจากข้อมูลในอดีต แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเลยว่า ถ้าหากเรามีเวลาลงทุนมากกว่า 6 ปีขึ้นไปในตลาดหุ้นไทย จะไม่มีช่วงเวลา 6 ปีไหนที่เราขาดทุนเลย แต่หากเราลงทุนได้สั้นกว่านั้นก็จะมีความเสี่ยงที่ขาดทุนได้ พูดง่าย ๆ ก็คือ ยิ่งลงทุนได้ยาวนานเท่าไหร่ ความเสี่ยงก็ยิ่งลดลงเท่านั้น
แต่สำหรับคนที่อยู่ในช่วงวัยใกล้เกษียณ ที่เหลือเวลาในการลงทุนได้น้อยกว่าช่วงวัยอื่น ๆ วิธีหนึ่งที่พี่ทุยแนะนำให้ทำเลย ก็คือ ให้ “ปรับสัดส่วนการลงทุน” ให้ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงน้อยลง และลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำอย่าง “ตราสารหนี้” มากขึ้น
เพราะยิ่งมีอายุมากขึ้น โดยทั่วไปมักจะรับความเสี่ยงได้น้อยลง เนื่องจากมีเวลาลงทุนให้เงินงอกเงยน้อยลง หรือในอีกแง่มุมนึงก็คือ ถ้าหากเราลงทุนแล้วอยู่ดี ๆ เกิดวิกฤตขึ้นมา ทำให้ตลาดปรับตัวลงอย่างรุนแรง แน่นอนว่าจะส่งผลต่อพอร์ตการลงทุนของเรา อาจจะทำให้เราไม่มีเวลาถือรอให้ปรับตัวขึ้นมาได้ตามเดิมก็เป็นไปได้
สำหรับคนที่ลงทุนผ่านกองทุนทั่ว ๆ ไป ก็สามารถแบ่งกองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูง แล้วก็แบ่งไปซื้อกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำลงได้ แต่สำหรับใครที่ใช้ SSF หรือ RMF ในการจัดพอร์ตการลงทุนเพื่อใช้สิทธิ “ลดหย่อนภาษี” แน่นอนว่าถ้าหากลงทุนไม่ครบตามเงื่อนไขจะยังไม่สามารถขายออกมาได้ แต่เราสามารถ “สับเปลี่ยน” กองทุนไปยังกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนที่มีความเสี่ยงน้อยลงตามความต้องการของเราได้ ทั้งนี้จะสับเปลี่ยนได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของ บลจ. นั้น ๆ ด้วย
โดยทั่วไปแล้วไม่ว่าจะเป็น SSF หรือ RMF ก็มักจะมีกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนที่มีความเสี่ยงปานกลางหรือความเสี่ยงต่ำอยู่ด้วยเช่นกัน สำหรับใครที่หา SSF และ RMF ลงทุนแล้วกำลังหา บลจ. ที่มีให้เลือกเยอะ ๆ มีนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย พี่ทุยแนะนำ “ที่มี SSF และ RMF ให้เลือกมากกว่า 23 กองทุน
ถ้าใครอยากสับเปลี่ยนมาสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ กองทุนบัวหลวง ก็มี “กองทุนเปิดบัวหลวงมันนี่มาร์เก็ตเพื่อการเลี้ยงชีพ (MM-RMF)” ที่เป็นกองทุนเสี่ยงระดับ 2 มีนโยบายการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลความเสี่ยงต่ำ
หรือถ้าใครรู้สึกว่ายังรับความเสี่ยงได้ อาจจะเลือกที่กองทุนผสมอย่าง “กองทุนเปิดบัวหลวงเฟล็กซิเบิ้ลเพื่อการเลี้ยงชีพ (BFLRMF)” ที่จะมีความยืดหยุ่นในการลงทุนมากกว่ากองทุนหุ้นทั่วไป โดยถ้าผู้จัดการกองทุนมองว่าช่วงนี้ตลาดมีความผันผวนสูง ก็จะทำการย้ายมาลงทุนในตราสารหนี้แบบอัตโนมัติให้เลยทันที
หรือถ้าใครลงทุน SSF อยู่แล้วไม่อยากเสี่ยงมากก็สามารถเลือกลงทุนผสมอย่าง “กองทุนผสมบัวหลวง 70/30 เพื่อการออม (BM70SSF)” ที่จะมีนโยบายการลงทุนในตลาดหุ้น 65-70% ที่เหลือก็จะนำมาลงในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำอย่างตราสารหนี้ก็จะช่วยลดความเสี่ยงได้
การลงทุนไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว ถ้าหากเราลงทุนอย่างเข้าใจและมีความรู้ แต่สิ่งที่น่ากลัวคือการที่เราลงทุนแบบที่ไม่มีความรู้ ไม่สามารถคัดเลือกการลงทุนที่เหมาะกับตัวเราเองได้ บางคนอาจจะคิดว่าการลงทุนมีความเสี่ยง แต่สำหรับพี่ทุยยิ่งไม่ลงทุนยิ่งมีความเสี่ยงมากกว่าเดิมด้วยซ้ำไป
สำหรับใครที่อยากดูว่า กองทุนมี SSF และ RMF อะไรให้เลือกลงทุนบ้าง
สามารถเข้าไปดูที่ได้ ที่นี่ และ ที่นี่
คำเตือน ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุในคู่มือลงทุน RMF หรือ SSF ก่อนตัดสินใจลงทุน
Comment