พี่ทุยเชื่อว่าหลายคน น่าจะได้ดูหนังสั้นตัวใหม่ที่ทางกรุงศรีได้ปล่อยออกมาแล้วพร้อมกับแคมเปญที่ชื่อว่า “ความห่วงไม่เคยห่าง” #กรุงศรีอยู่นี่นะ ผ่านคอนเซ็ปต์บอดี้การ์ดที่คอยเข้ามาดูแลทุกช่วงจังหวะของชีวิต โดยเฉพาะเรื่องของเงิน ๆ ทอง ๆ ที่คอยเตือนให้เราระมัดระวังการใช้จ่ายและคำนึงถึงความเสี่ยงอยู่เสมอ ซึ่งทุกช่วงของหนังยังซ่อนข้อคิดทางการเงินไว้หลายเรื่อง
ซึ่งถ้าเราลองกลับมานึกดูสิ่งที่ทางกรุงศรีพยายามทำมาโดยตลอดเพื่อส่งต่อ “ความรู้ทางการเงินอย่างถูกต้อง” ที่ออกมาหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นบทความต่าง ๆ ที่ครอบคลุมความรู้เรื่องการเงินทุกแขนง แถมยังมี PODCAST ให้ฟังสำหรับคนที่ชื่นชอบฟังมากกว่าอ่าน แต่ก็ไม่ใช่แค่นั้น เพราะยังคงมีคอร์สสัมมนาทั้งออฟไลน์และออนไลน์ รวมถึงการทำ Workshop เพื่อให้เกิดการ Learning by doing มาอย่างต่อเนื่อง
ส่วนสำหรับคนที่เป็นเจ้าของกิจการ ทางกรุงศรีเองก็มีบริการ “กิจกรรมจับคู่ธุรกิจ” (Business Matching) รวมถึงกิจกรรม “Meet the Angles by Krungsri Finnovate” ที่จับให้สตาร์ทอัพของไทยมาพบปะกับนักลงทุนเพื่อเพิ่มโอกาสการร่วมทุน เพื่อสร้างการเติบโตในอนาคต
เราจะเห็นได้ว่าทางกรุงศรีพยายามช่วยเหลือมาในรูปแบบทั้งการให้ความรู้ กิจกรรม รวมไปถึงนวัตกรรมทางการเงินต่าง ๆ ที่เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของคนไทยอย่างต่อเนื่อง ตามคอนเซ็ปต์ “ความห่วงไม่เคยห่าง กรุงศรีอยู่นี่นะ” ตามชื่อแคมเปญจริง ๆ
พี่ทุยว่าโรแมนติกดีเหมือนกันนะ ที่ทางกรุงศรีแสดงความห่วงใยผ่านการกระทำมากกว่าแค่คำพูด เพราะแค่พูดใคร ๆ ก็พูดได้ แต่การกระทำจะเป็นตัววัดที่ดีที่สุดว่าใครคือตัวจริง พี่ทุยเชื่อว่าถ้ามีปัญหาเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ก็แวะหากรุงศรีสักหน่อย อย่างน้อยก็น่าจะช่วยทำให้จากหนักเป็นเบาได้แน่นอน
หลังจากพี่ทุยนั่งดูคลิปนี้เสร็จแล้วพี่ทุยนึกถึงตัวเองเหมือนกันนะ โดยเฉพาะเรื่องการเตือนให้บริหารความเสี่ยงอยู่เสมอ ปัญหาเรื่องการเงินเป็นปัญหาที่ใกล้ตัวมากกว่าที่คิดจริง ๆ ยิ่งเราสามารถบริหารจัดการให้ดีเพื่อรองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน อย่างการตกงาน โดนลดเงินเดือน อุบัติเหตุ ป่วย ฯลฯ ได้มากเท่าไหร่ พอเกิดเหตุขึ้นมาจริง ๆ ผลกระทบก็จะยิ่งน้อยหรือแทบจะไม่รู้สึกว่าได้รับผลกระทบเลย
อย่างเหตุผลที่ต้องมี “เงินสำรองฉุกเฉิน” อย่างน้อย 6 เดือน ก็เพราะว่าเราไม่มีวันรู้เลยว่าพรุ่งนี้เราจะยังมีรายได้เหมือนเดิมหรือไม่ แต่หากเราโชคร้ายเกิดรายได้ขาดหายไปจริง ๆ เราก็ยังมีเวลาปรับตัวหางานใหม่ ทำอย่างอื่นเพิ่มเติม พูดง่าย ๆ คือ มีเวลาให้ปรับตัว รวมถึงสิ่งที่พี่ทุยพูดมาอย่างสม่ำเสมอ คือ ไม่ควรผ่อนชำระเกิน 40% ของรายได้ต่อเดือน เพราะเมื่อรายได้ขาดหายไป เราจะยังสามารถบริหารจัดการเงินให้มาผ่อนชำระได้อย่างต่อเนื่องไม่ขาดช่วง
พี่ทุยเชื่อว่า ทุกคนต่างก็มีเป้าหมายทางการเงินอื่น ๆ ที่ต้องจัดการ เช่น เกษียณอายุ ซึ่งการมีภาระผ่อนชำระไม่สูงจนเกินไปจะทำให้เรามีเงินเหลือพอที่จะจัดการเป้าหมายการเงินอื่น ๆ ได้
การมีคนที่คอยเน้น คอยย้ำ คอยเตือนให้เรารู้ตัวอยู่เสมอ พี่ทุยว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ แต่พี่ทุยเชื่อว่าบางคนมีนะ แต่อาจจะรู้สึกรำคาญว่าจะมียุ่งเรื่องอะไรของเราหนักหนาก็เป็นไปได้ แต่พี่ทุยอยากให้คิดว่าถ้าเรามีคนบางคนที่คอยห่วงใยเราแบบนั้น นั่นคือเค้าห่วงใยเราอยู่จริง ๆ
5 ข้อคิดแบบสั้น ๆ ที่ได้จากหนังโฆษณาเรื่องนี้
1. รายได้จะดีขึ้นอยู่กับว่ามีรายจ่ายเท่าไหร่
2. คิดก่อนซื้อ ว่าสิ่งนั้นจำเป็นมั้ย ?
3. ควรเริ่มออมเงินอย่างน้อย 10% ของรายได้
4. ผ่อนชำระไม่ควรเกิน 40% ของรายได้ต่อเดือน
5. ควรออมเงินสำรองอย่างน้อย 6 เดือน เพราะอนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน
ทัศนคติเรื่องการใช้เงินให้ถูกต้อง เป็นสิ่งที่พี่ทุยอยากให้ทุกคนต้องมีติดตัวเอาไว้ ถ้ามีทัศนคติที่ผิดหรือไม่เปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการเงินใหม่ ก็คงเป็นอะไรที่น่าเสียดาย และวันนึงเราอาจจะต้องกลับมาบอกกับตัวเองว่า “รู้งี้” แน่นอน
ถ้าใครยังไม่เห็นภาพ พี่ทุยแนะนำให้ลองดูหนังสั้นเรื่องนี้กันอีกสักรอง พี่ทุยเชื่อได้เลยว่าหลายคน อาจจะนึกถึงภาพของตัวเองอยู่ในนั้นอย่างแน่นอน
คลิกชมวิดีโอได้ ที่นี่

Comment