Telegram คืออะไร ?
Application ที่เป็น Talk of the Town ในตอนนี้ คงหนีไม่พ้น “Telegram” หรือ Application ที่มีไว้ส่งข้อความคล้าย LINE หรือ Whatsapp แต่สิ่งที่ทำให้ “Telegram” พิเศษกว่า Application อื่นเลยคือความเร็วและความปลอดภัย เพราะใช้ระบบ End-to-end encryption ทำให้ผู้ที่จะสามารถดูข้อมูลการสื่อสารนั้น สามารถมีเพียงคู่สนทนาเท่านั้น
นอกจากนี้ข้อมูลของ “Telegram” นั้น ยังถูกแยกเก็บไว้หลาย ๆ Server ในหลาย ๆ ประเทศ ทำให้ข้อมูลของ “Telegram” นั้นเรียกได้ว่าแทบจะเป็น Messaging App ที่มีความปลอดภัยอันดับต้น ๆ เลยทีเดียว ในด้านของความรวดเร็วเอง “Telegram” สามารถสร้างห้องสนทนาที่สามารถจุผู้ใช้งานได้สูงถึง 200,000 คนพร้อมกันได้ แถมยังมีโหมด Secret Chat สำหรับการส่งข้อความแบบลับสุดยอดอีกด้วย
การเติบโตในฮ่องกง
ด้วยความปลอดภัยของข้อมูลและปริมาณการจุคนมหาศาลไว้ในห้องสนทนานั้น ทำให้ “Telegram” ถูกหยิบมาใช้ในม็อบ หรือการประท้วงรัฐบาลอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีการประท้วงใน Hong Kong และ Iran
และด้วยจุดยืนของ “Telegram” เองที่เป็นกลางและไม่เข้าข้างรัฐบาลทำให้ตัว Application ได้รับความไว้วางใจ จนทำให้ยอดผู้ใช้งานใหม่ใน Hong Kong เพิ่มขึ้นกว่า 323% เมื่อเทียบ Year-on-Year ในเดือนกรกฎาคม 2019 เป็นผู้ใช้งานใหม่ถึง 120,000 Users ต่อเดือน จากก่อนหน้านี้ที่มีผู้ใช้งานใหม่ประมาณ 20,000 กว่า Users ต่อเดือน
Active Users ย้อนหลังของ Telegram
“Telegram” นั้นเพิ่งเปิดตัวในช่วงปี 2013 และในช่วงปี 2014 “Telegram” ก็ค่อย ๆ เติบโตจนมียอดผู้ใช้งานสูงถึง 35 ล้านผู้ใช้งานต่อเดือน ก่อนที่จะเติบโตขึ้นมาอย่างเรื่อย ๆ และในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นช่วงของ “Telegram” เลยทีเดียว
โดย World Wide Active Users ของ “Telegram” นั้น ขึ้นไปแตะ 300 ล้านผู้ใช้งานในเดือนตุลาคม 2019 ก่อนที่จะไปแตะ 400 ล้านผู้ใช้งานในเดือนเมษายน 2020 ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นมากว่า 100 ล้านผู้ใช้งานภายใน 1 ปีกว่า ทำให้ “Telegram” ขึ้นไปติดอันดับ 3 Top Productivity Apps Download Worldwide ทั้งฝั่ง Google Play และ App Store
รายได้และแหล่งเงินทุนของ Telegram
“Telegram” นั้นมีจุดยืนที่จะเป็นองค์กรอิสระ โดยไม่มุ่งเน้นทำธุรกิจที่โฟกัสในการทำกำไร โดยเงินสนับสนุนนั้นได้รับจาก Pavel Durov นักธุรกิจหนุ่มสัญชาติ Russia วัย 36 ปี ซึ่งนอกจาก “Telegram” แล้วยังเป็นเจ้าของ Social Network “VK” อีกด้วย ติดอันดับ 2 เว็บไซต์ที่คนใช้งานมากที่สุดใน Russia และติดอันดับ 14 ของโลก
นอกจากนั้น “Telegram” ยังมีการออกเหรียญ Crypto Currency เองอีกด้วย โดยได้ทำการ ICO เหรียญ TON หรือ Gram ไปในเดือนมีนาคม 2018 ได้เงินทุนไปกว่า 1.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 53,000 ล้านบาทไทยเลยทีเดียว โดยเหรียญดังกล่าวถูกวางแผนไว้เพื่อเป็นตัวกลางในการใช้จ่ายผ่าน Application ในอนาคต
โดยทาง “Telegram” เองวางแผนไว้ว่าในอนาคตปี 2022 User ของ “Telegram” จะมีการใช้เหรียญดังกล่าวเป็นจำนวน 80% ของ Users ทั้งหมด และจะสร้างรายได้กว่า 3.72 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 116 ล้านบาทไทยในปี 2022 หากเป็นไปตามแผนที่วางไว้
ซึ่งจากสถานการณ์ในปัจจุบันนั้น ยอดผู้ใช้งานก็ดูเหมือนจะสามารถทะลุได้สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ ที่เหลือก็ต้องมาดูกันต่อไปว่าตัวเหรียญของ “Telegram” เองนั้นจะมียอดใช้ไต่ไปถึง 80% ทันในปี 2022 ไว้อย่างที่คาดหรือเปล่า
รัฐบาลไทยสั่งแบนและวิธีต่อกรของ Telegram
สำหรับ “Telegram” ในไทย ช่วงนี้ก็กำลังเป็นที่สนใจจากกลุ่มม็อบเลยทีเดียว เพราะตัว Application เองไม่สามารถตรวจสอบได้ แถมจะกีดกันและสั่งแบนก็ยังเป็นเรื่องยากอีก เพราะตัว “Telegram” ก็ได้วางแผนในการป้องกันการแบนของรัฐจากประสบการณ์ที่ผ่านมาในม็อบหลาย ๆ ประเทศแล้ว
โดยการป้องกันของ “Telegram” จะใช้วิธี Domain Fronting หรือการนำ IP ของ “Telegram” ไปซ่อนใน Server สำคัญ ๆ อย่าง Google หรือ Amazon ทำให้รัฐบาลนั้นไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า IP ไหนเป็นของ Google หรือ “Telegram” เอง
ซึ่งหากรัฐบาลจะแก้ปัญหาโดยการแบนแบบเหมารวม ปิด IP Google ทั้งหมดเลย ก็อาจกระทบต่อระบบการทำงานและเศรษฐกิจของประเทศได้ เพราะสำหรับไทยเอง Google แทบจะเรียกได้ว่าเป็น Website สำคัญอันดับต้น ๆ ในไทยเลยก็ว่าได้
พี่ทุยต้องบอกว่าเทคนิคนี้นั้น “Telegram” ก็เคยต่อสู้กับรัฐบาล Russia มาแล้วกว่า 2 ปี จนรัฐบาล Russia เองต้องยอมถอยยกธงขาว ยอมแพ้ให้กับเทคนิคนี้ ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่ารัฐบาลไทยจะมุมมองและวิธีการรับมือต่อไปอย่างไรต่อจากนี้
ใครอยากอ่านต่อเกี่ยวกับการสูญเสียรายได้ของ “BTS MRT” ที่ถูกสั่งปิดบางสถานี อ่านต่อได้ที่นี่เลย
Comment