ฝรั่งเศสอาการหนัก "กรุงปารีส" ยกระดับเตือนภัยโควิด-19 ขั้นสูงสุด

ฝรั่งเศสอาการหนัก “กรุงปารีส” ยกระดับเตือนภัยโควิด-19 ขั้นสูงสุด

2 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • ฝรั่งเศสประกาศยกระดับการเตือนภัยโควิด-19 ในกรุงปารีสขั้นสูงสุด (Maximum Alert) หลังจากพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มสูงขึ้นกว่า 12,000 คน ภายใน 24 ชั่วโมง
  • ทางการฝรั่งเศสออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2563 นี้เป็นต้นไป
  • ดัชนี Service PMI ล่าสุดในเดือนกันยายน 63 อยู่ที่ระดับ 47.5 ซึ่งสะท้อนการหดตัวของภาคบริการอย่างชัดเจน

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

ล่าสุดฝรั่งเศสได้ประกาศยกระดับการเตือนภัยการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ใน “กรุงปารีส” ขึ้นสู่ระดับสูงสุด (Maximum Alert) โดยมีมาตรการควบคุมอย่างเข้มงวดเป็นเวลา 2 สัปดาห์ มีผลตั้งแต่วันอังคารที่ 6 ตุลาคม 2563 นี้เป็นต้นไป โดยมาตรการที่ออกมา ได้แก่

  • การสั่งปิดผับและบาร์ทันที โดยไม่อนุญาตให้เปิดบริการ
  • ร้านอาหารยังอนุญาตให้เปิดบริการอยู่ แต่ยังต้องดำเนินมาตรการ Social Distancing ด้วยการจัดโต๊ะห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร และนั่งรวมกันต่อโต๊ะได้ไม่เกิน 6 คน และต้องปิดให้บริการก่อน 22.00 น.
  • งดการจัดงานเลี้ยง งานรื่นเริง งานที่จัดในสนามกีฬาในร่ม และกิจกรรมกลางแจ้งทุกประเภท
  • พนักงานบริษัทให้ Work from home ถ้าเป็นไปได้
  • มหาวิทยาลัยให้นักศึกษาเข้าเรียนได้จำนวนไม่เกินครึ่งหนึ่ง

แต่อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันยังมีกีฬาที่พี่ทุยกำลังติดตามและยังสามารถดำเนินการแข่งขันได้ต่อไป ก็คือ “การแข่งขันเทนนิสแกรนด์แสลม (Frence Open 2020)” ใน “กรุงปารีส” ซึ่งเป็น 1 ใน 4 รายการแข่งขันเทนนิสที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งถูกเลื่อนมาจากเดือนพฤษภาคม 2563 แต่การแข่งขันนี้ก็มีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดด้วยการจำกัดผู้เล่น กรรมการ ผู้ชม และผู้ที่เกี่ยวข้องให้อยู่ในสนามรวมกันไม่เกิน 1,000 คนและอนุญาตให้นักกีฬาถอดหน้ากากอนามัยได้เฉพาะตอนแข่งขันเท่านั้น

ทั้งนี้จากมาตรการดังกล่าวถือว่าเป็นมาตรการที่กลับมาคุมเข้มอีกครั้งของทางการฝรั่งเศส เพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของโควิด-19 หลังจากที่ล่าสุดพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ภายใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมามีจำนวนสูงกว่า 12,000 คน

และเมื่อหากดูแนวโน้มของจำนวนผู้ติดเชื้อแล้วก็พบว่ายังเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง นับตั้งแต่ผ่อนคลายมาตรการ Lockdown เมื่อเดือนมิถุนายน 2563 ที่ผ่านมาจากราว ๆ 400-800 คนต่อวัน พุ่งขึ้นมาจนแตะระดับสูงสุดที่กว่า 13,000 คนต่อวัน และในช่วง 7 วันหลังสุดก็เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 11,000 คนต่อวัน จนกลายเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อวันสูงสุดในยุโรปไปแล้ว

พี่ทุยคิดว่าถ้าหากสถานการณ์ในระยะข้างหน้ายังไม่คลี่คลายอาจจะกลับมาสร้างความเสียหายในด้านเศรษฐกิจอีกระลอกอย่างแน่นอน สะท้อนได้จากดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อภาคบริการ (Service PMI) ของฝรั่งเศส ซึ่งถือเป็นตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญตัวหนึ่งสำหรับนักลงทุน มีแนวโน้มลดลงมาตั้งแต่ผ่อนคลายมาตรการ Lockdown จากระดับ 57.3 ในเดือกรกฎาคม 2563 ลงมาอยู่ที่ระดับ 51.5 ในเดือนสิงหาคม 63 และล่าสุดในเดือนกันยายน 63 อยู่ที่ระดับ 47.5 ซึ่งสำหรับดัชนี PMI ถ้าหากมีค่าต่ำกว่า 50 ภาคบริการกำลังหดตัวอยู่ ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณที่ไม่ดีอย่างมาก

แล้วถ้าย้อนกลับมาที่ไทยเรากันบ้าง พี่ทุยคงต้องบอกว่าสถานการณ์ดังกล่าวเปรียบเสมือน “การได้อย่างเสียอย่าง (Trade-Off)” ระหว่างการผ่อนปรนเพื่อให้ภาคธุรกิจและประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงกับปกติเร็วที่สุด รวมทั้งการเปิดรับนักลงทุนและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ กับโอกาสเกิดความเสี่ยงที่ไทยจะกลับมาพบจำนวนผู้ติดเชื้ออีกครั้ง ดังนั้นแล้วในเมื่อหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งรอบข้างของเราที่สถานการณ์ยังไม่แน่นอน เราก็คงยังต้องช่วยกันตั้งการ์ดให้สูงอยู่เสมอหรืออาจลดการ์ดลงมาบ้างเล็กน้อย เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้เร็วที่สุด

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply