รีวิว "เศรษฐกิจไทย ไตรมาสที่ 2" ต่ำที่สุดในรอบ 22 ปี

รีวิว “เศรษฐกิจไทย ไตรมาสที่ 2” ต่ำที่สุดในรอบ 22 ปี

3 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2563 สภาพัฒน์ฯ ได้ประกาศ GDP ไตรมาสที่ 2 ของปี 2563 ออกมาที่ -12.2% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 22 ปีนับหลังจากวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540
  • การหดตัวของเศรษฐกิจกระทบทั้งการบริโภคภายในประเทศ การลงทุน แต่ที่หนักสุดก็คือ การท่องเที่ยว แต่เนื่องจากมีการใช้จ่ายของภาครัฐเข้ามาช่วยก็เลยทำให้ติดลบน้อยลง
  • หลาย ๆ สำนักคาดการณ์ว่าไตรมาสที่ 2 ของปี 2563 จะเป็นจุดที่ต่ำที่สุด จากนั้นก็จะฟื้นตัวแบบช้ามาก ๆ เพราะโควิด-19 ได้สร้างรอยแผลให้กับเศรษฐกิจโลกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

ในที่สุดตัวเลข “เศรษฐกิจไทย ไตรมาสที่ 2” หรือ GDP ที่ใครหลายคนรอคอยรวมถึงพี่ทุยด้วยก็ได้ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็นับว่าเป็นไปตามคาดหรือดีกว่าคาดเล็กน้อยด้วยซ้ำ โดยที่ก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะภาครัฐหรือเอกชนต่างก็คาดการณ์กันว่าน่าจะออกมาย่ำแย่และต่ำสุด ๆ เผลอๆ อาจจะแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของไทยเลย แต่สุดท้าย GDP ก็ออกมาที่ -12.2% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน ยังไม่ได้โตต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ แค่แย่เป็นอันดับที่ 2 เท่านั้นเอง ไม่รู้เหมือนกันว่าจะดีใจหรือเสียใจดี

แต่ยังไงก็ตาม พี่ทุยว่า ณ เวลานี้ เราคงจะดูกันแค่เรื่องตัวเลขเพียงอย่างเดียวไม่ได้ วันนี้พี่ทุยอยากพาไปดูรายละเอียดแบบเจาะลึกกันเสียหน่อย อย่างที่บอกไป GDP ไทยเคยขยายตัวต่ำสุดที่ -12.5% ในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง แต่แอบกระซิบบอกก่อนเลยว่าตัวเลขในภาพรวมตอนต้มยำกุ้งมีความใกล้เคียงกับครั้งนี้มาก ๆ

การบริโภคเอกชนภายในประเทศหดตัวถึง -6.6%

เริ่มที่องค์ประกอบแรกที่พี่ทุยคิดว่าสำคัญที่สุดอย่าง การบริโภคภาคเอกชนภายในประเทศที่ หดตัวที่ -6.6% ซึ่งพี่ทุยบอกได้เลยว่าเห็นตัวเลขแล้วน่ากลัวมาก เพราะการบริโภคภาคเอกชน จริง ๆ แล้วมันก็คือ กำลังซื้อในประเทศนี่แหละ หรือการมีรายได้ของประชาชนคนไทยด้วยกัน โดยปกติแล้วแค่เห็นตัวเลขการบริโภคติดลบนี่ก็ว่ายากแล้วนะ อย่างในปีที่เราเจอวิกฤต Subprime การบริโภคภาคเอกชนของเรายังลบอ่อน ๆ ที่ 1-2 % เท่านั้นเอง หรืออย่างตอนน้ำท่วมที่ว่าหนักแล้วโรงงานปิดกันเป็นแถวก็ยังไม่แย่เท่านี้เลย

ที่สำคัญอย่าลืมว่า มาตรการแจกเงินเยียวยา 5,000 บาท มันจะมาอยู่ที่รายการการบริโภคนี่แหละ ซึ่งพี่ทุยขอคิดแบบคร่าว ๆ เลยนะ มีการจ่ายเงินให้คนละ 5,000 บาท 3 เดือน ได้คนละ 15,000 บาท มีอย่างต่ำ ๆ คือ 15 ล้านคน เท่ากับว่ามีเงินอัดฉีดเข้าการบริโภคภาคเอกชนอย่างน้อย 200,000 กว่าล้านบาท คิดเป็นประมาณ 10% ของการบริโภคภาคเอกชน นี่ขนาดนั้นไม่รวมมาตรการอื่น ๆ นะ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ก็มีลักษณะเดียวกันคืออัดฉีดเงิน แสดงว่าหากไม่มีมาตรการเหล่านี้การบริโภคภาคเอกชนน่าจะลบไม่น้อยกว่า 15% เป็นอย่างน้อย และโดยปกติแล้วการบริโภคจะนับเป็นสัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่งของ GDP หากการบริโภคหายไป 10% GDP ก็หายไปคร่าว ๆ 5% นั่นแหละ ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าถ้าไม่มีมาตรการเยียวยา 5,000 บาท เราอาจเห็น GDP ที่โตต่ำสุดในประวัติการณ์จริง ๆ ก็ได้ ซึ่งจะทิ้งห่างจากของเดิมเยอะเลย

การลงทุนจากภาคเอกชนติดลบกว่า -15%

การใช้จ่ายในประเทศนอกจากการบริโภคภาคเอกชนแล้ว ยังมีอีกตัวที่สำคัญก็คือ การลงทุนภาคเอกชนนั่นเอง หลายคนอาจจะยังไม่เห็นตัวเลขนี้สักเท่าไหร่ เนื่องจาก ตารางแยกรายองค์ประกอบของ NESDC ที่เผยแผ่จะรวบรวมการลงทุนภาคเอกชนกับรัฐบาลไว้ด้วยกัน ต้องไปเปิดอีกตาราง ซึ่งพี่ทุยเปิดมาให้แล้ว นั่นคือ การลงทุนภาคเอกชน -15%

สำหรับพี่ทุยก็คิดว่าไม่ได้เยอะมากเท่าไหร่นะ โดยปกติตัวเลขการลงทุนจะค่อนข้างเหวี่ยงอยู่แล้ว ตัวเลขแถว ๆ ลบสิบมีให้เห็นอยู่บ้าง แม้จะไม่ใช่อยู่วิกฤตระดับโลก เช่น ช่วง Bangkok Shut Down ซึ่งพี่ทุยว่าก็เป็นไปตามคาดของหลายสำนัก ผู้ประกอบการหลายแห่งก็ใช้ช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตมีการปิดเมือง เปลี่ยนให้เป็นโอกาสโดยมีการจัดการปรับปรุงร้านหรือสถานที่ประกอบกิจการของตัวเองซะเลย

สำหรับตัวเลขการบริโภคที่ส่วนใหญ่น่าจะมาจากแรงงานนั้นมีตัวเลขที่แย่มาก แต่เมื่อเทียบกับการลงทุนที่พี่ทุยมองว่าเป็นเหมือน Demand ของภาคธุรกิจก็ถือว่ายังดีกว่า (ถึงแม้ว่าตัวเลขจะแย่ไม่ต่างกัน) พี่ทุยจึงคิดว่าในครั้งนี้การบริโภคแย่กว่าการลงทุนเยอะ (ซึ่งการที่เราจะบอกได้ว่าตัวไหนแย่กว่ากัน ไม่ใช่ว่าเอาตัวเลขของทั้ง 2 หมวดมาเทียบกันตรง ๆ ได้เลย ตามหลักการที่ถูกต้องเราจะต้องเทียบกับตัวเองในอดีต ห้ามเทียบข้ามหมวดกัน)

จึงอาจจะพอใช้เป็นหลักฐานได้ว่า วิกฤตในครั้งนี้มันกระทบลูกจ้างและคนที่มีรายได้ประจำเป็นส่วนใหญ่เยอะกว่าภาคธุรกิจ ซึ่งมันต่างจากวิกฤตครั้งอื่น ๆ อย่างตอนต้มยำกุ้งหรือ Subprime ที่พวกนักลงทุนหรือนักธุรกิจตายกันเป็นแถว ๆ ก็เลยไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ที่จะเห็นมาตรการของภาครัฐที่เน้นหนักไปทางช่วยเหลือลูกจ้างนั่นเอง

การท่องเที่ยวทรุดตัวกว่า -70.4% ถือว่าเป็นช่วงติดลบมากที่สุด

ต่อมา อีกหนึ่งองค์ประกอบที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลย นั่นก็คือ การส่งออกภาคบริการหรือว่าการท่องเที่ยวของนักชาวต่างชาติ ตามที่พี่ทุยเคยได้อธิบายไป เวลาที่ชาวต่างชาติเข้าเที่ยวบ้านเรา ก็เหมือนเราส่งออกการบริการ เวลามาเปิดในตารางก็จะอยู่ในหมวดนี้ ซึ่งจริง ๆ แล้วหมวดนี้จะมีตัวอื่น ๆ อีก แต่ประมาณ 70 % ก็คือ เรื่องของการท่องเที่ยว พี่ทุยเลยชอบเรียกการส่งออกบริการว่าการท่องเที่ยวไปเลย ตัวเลขที่ติดลบถึง -70.4% ถือว่าหนักมากเมื่อเทียบกับช่วงที่โรค SARS ระบาดติดลบกันแค่ -18.5% เท่านั้น

ปกติแล้วประเทศไทยพึ่งพาการท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ การเติบโตในช่วง 5-6 ปีหลังมานี้ ต้องบอกว่าการท่องเที่ยวมีส่วนสำคัญมาก ทางแบงก์ชาติมีการเปรียบเทียบการท่องเที่ยวไทยในครั้งนี้ว่า เป็นเหมือนการได้รับบาดเจ็บจนเป็นแผลลึกที่อาจจะถึงขั้นทำให้พิการ แต่ยังไงเราก็ยังมีหนทางที่ทำให้เป็นแค่เพียงรอยแผลอยู่ ซึ่งตอนนี้แบงก์ชาติเค้าก็มีหน่วยงานที่ช่วยกันวางกลยุทธ์และมาตรการ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการระหว่างที่รอการกลับมาของนักท่องเที่ยวอยู่อย่างต่อเนื่อง

อีกตัวที่แย่ไม่แพ้กัน คือ การส่งออกสินค้า แต่พี่ทุยคิดว่าไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่เพราะประเทศที่นำเข้าหลัก ๆ ของโลกยังซึมหนักอยู่เลย ถ้าไปดู GDP ของสหรัฐอเมริกาก็เละกว่าของไทยอีก เลยไม่แปลกใจที่การส่งออกเราจะแย่ไปด้วย

แต่พี่ทุยอยากให้ลองสังเกตการนำเข้า โดยปกติการนำเข้าของไทยส่วนใหญ่จะนำเข้าวัตถุดิบขั้นต้น (Raw Material) เพื่อมาผลิตต่อแล้วส่งออกอีกที ดังนั้น ถ้าการส่งออกลดลง การนำเข้าก็ย่อมลดลงด้วยเช่นกัน เลยทำให้ GDP ไม่ลดลงมากนัก

เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ยังทำงานได้เพียงเครื่องเดียวก็คือ การใช้จ่ายภาครัฐ

ตัวเดียวที่ยังดูเหมือนเป็นพระเอกในครั้งนี้ คือ การใช้จ่ายของภาครัฐ ทั้งการลงทุนและการบริโภคเลย ซึ่งพี่ทุยก็เห็นด้วยนะ ว่าในเวลาแบบนี้ต้องใช้นโยบายการคลังเท่านั้น มันต้องอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบเพื่อให้ระบบมันยังเดินได้ ให้ยังมีน้ำหล่อเลี้ยง ซึ่งมันก็ค่อนข้างสอดคล้องกับผลการประชุมนโยบายการเงินครั้งก่อน แบงก์ชาติออกมาบอกเองเลยว่า ในตอนนี้ดอกเบี้ยมันต่ำมาก ๆ แล้ว ดอกเบี้ยไม่สามารถจะเป็นพระเอกได้ ต้องยกบทนี้ให้นโยบายการคลัง

พี่ทุยฟันธงเลยว่า เราจะเห็นตัวเลขของภาครัฐพุ่งแบบนี้ไปจนกระทั่งไตรมาสที่ 1 ของปี 2564 อย่างแน่นอน ไม่ว่าปีหน้าใครที่เป็นรัฐบาล บอกเลยว่าลำบากแน่นอน

โดยรวมแล้ว “เศรษฐกิจไทย ไตรมาสที่ 2” ปี 2563 ก็อยู่ในระดับแย่มาก ถึงแม้ว่าจะไม่ได้แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์แต่ก็แย่ที่สุดในรอบ 22 ปี ยังไงก็ตามทั่วโลกเค้าก็เป็นแบบนี้กันหมด พี่ทุยยังเชื่อเหมือนที่หลายสำนักวิเคราะห์กันว่า ไตรมาสที่ 2 นี้จะเป็นจุดที่ต่ำที่สุดแล้ว หลังจากนี้คงทยอยปรับตัวดีขึ้นแบบช้ามาก ๆ เพราะวิกฤตครั้งนี้ทิ้งรอยแผลเอาไว้ และวิกฤตครั้งนี้กระทบคนที่เป็นลูกจ้างมากกว่าภาคธุรกิจ

วิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากวิกฤตครั้งอื่น ตรงที่การบริโภคภาคเอกชนถือว่ามีตัวเลขเลวร้ายมาก ถ้าไม่มีมาตรการช่วยเหลือคงจะแย่กว่านี้ จึงไม่แปลกที่นโยบายภาครัฐจะอัดฉีดไปที่ลูกจ้างเยอะ พี่ทุยคิดว่าไทยเรายังมีความเสี่ยงอีกมากมาย การท่องเที่ยวก็นับว่าเป็นอีกตัวที่แย่มาก และต้องอาศัยความช่วยเหลือจากภาครัฐเพราะอาจจะทำให้การท่องเที่ยวของเราพิการไปเลยก็เป็นไปได้

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply