ปัจจุบัน McDonald’s มีสาขากระจายอยู่ถึง 118 ประเทศ จาก 195 ประเทศทั่วโลก ทำให้เมนูหลักของ McDonald’s อย่าง Big Mac ยังคงถูกใช้เป็นหนึ่งในเครื่องมือชี้วัดทางด้านการเงินและเศรษฐกิจ ที่เรียกว่า “Big Mac Index” มาตั้งแต่ปี 1986
เมนูหลักของ McDonald’s อย่างแฮมเบอร์เกอร์ ซึ่งมีลักษณะเหมือน ๆ กัน ไม่ว่าจะถูกผลิตขึ้นที่ประเทศใดก็ตาม ทำให้ The Economist วารสารทางด้านเศรษฐกิจและการเงินชื่อดังของโลก นำความแตกต่างของราคา Big Mac ในแต่ละประเทศ มาทำการเปรียบเทียบ และจัดทำ “Big Mac Index” ขึ้นมา โดยอิงจากทฤษฎีความเสมอภาคของอำนาจซื้อ (PPP)
เจ้า Big Mac Index ถูกจัดทำขึ้นมาเพื่อช่วยสะท้อนค่าครองชีพในแต่ละประเทศ และช่วยสะท้อนจุดสมดุลของค่าเงินในแต่ละประเทศ ลองมาดูตัวอย่างเพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้น สมมุติว่า Big Mac 1 ชิ้น ในสหรัฐฯ ราคา 5.67 ดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนในไทย 1 ชิ้น ราคา 115 บาท เพราะฉะนั้นอัตราแลกเปลี่ยนตาม Big Mac Index จึงควรจะอยู่ที่ 20.28 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แต่อัตราแลกเปลี่ยน ณ ต้นปี 2020 ที่ผ่านมาอยู่ที่ 30.28 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เพราะฉะนั้น เงินบาทจึงมีมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริงอยู่ 33% เมื่ออิงกับดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม จุดมุ่งหวังของการจัดทำดัชนี Big Mac Index ขึ้นมานั้น ไม่ใช่เพื่อเป็นเครื่องมือสะท้อนมูลค่าของค่าเงินประเทศต่าง ๆ อย่างละเอียด แต่เพียงเพื่อให้ทฤษฎีเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนเข้าใจได้ง่ายมากขึ้นเท่านั้น
และในความเป็นจริง ปัจจุบันเรามีตัวเลขทางเศรษฐกิจอยู่มากมายที่ช่วยสะท้อนให้เห็นสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน อาทิ ดัชนีผู้บริโภค (CPI) ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) การใช้ Big Mac index เพียงอย่างเดียว อาจจะไม่สามารถพยากรณ์ได้แม่นยำ 100% แต่เราก็สามารถใช้เจ้า Big Mac เป็นเครื่องมือในการช่วยหาความผิดปกติที่เกิดขึ้นได้เหมือนกัน
อย่างในช่วงปี 2010-2012 ราคาของ Big Mac ในอาร์เจนตินา เฟ้อขึ้นมา 19% ตาม Big Mac index แต่ตัวเลขเงินเฟ้ออย่างเป็นทางการที่ออกมา ปรับขึ้นแค่ 10% ณ เดือน มกราคม 2011 ซึ่งหลังจากนั้นเงินเฟ้อในอาร์เจนตินาก็ปรับสูงขึ้นจริง นอกจากการดูความสัมพันธ์ตรง ๆ จากราคา Big Mac และอัตราแลกเปลี่ยน เรายังสามารถพิจารณาในมิติของการนำ GDP ต่อหัว เข้ามาร่วมด้วย ซึ่งหากพิจารณาในรูปแบบนี้ สำหรับประเทศไทยแล้ว ราคา Big Mac ควรจะถูกลงอีก 41% ขณะที่เงินบาทกำลังมีมูลค่าสูงกว่าความเป็นจริง 14.4% อิงกับดอลลาร์สหรัฐฯ
ตัวเลขที่แสดงออกมานี้ นำมาซึ่งคำถามที่ว่ารายได้โดยเฉลี่ยของคนไทยยังน้อยเกินไปหรือไม่ เมื่อเทียบกับสถานะทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และนำไปสู่เรื่องค่าครองชีพของคนไทย ข้อมูลจาก UBS ในปี 2018 จะเห็นว่าคนในกรุงเทพฯ โดยเฉลี่ย ต้องใช้เวลาทำงานถึง 46.9 นาที เพื่อจะซื้อ Big Mac 1 ชิ้น ซึ่งตัวเลขนี้กลับเพิ่มขึ้นจากปี 2015 ซึ่งเดิมทีคนกรุงเทพฯ ต้องทำงาน 37 นาที เพื่อซื้อ Big Mac 1 ชิ้น ขณะที่คนในนิวยอร์กต้องทำงาน 15.2 นาที เพื่อซื้อ Big Mac 1 ชิ้น
จากตัวเลขที่แสดงออกมา ดูเหมือนว่าค่าครองชีพของคนในกรุงเทพฯ จะเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้โดยเฉลี่ย ในขณะที่เมืองใหญ่ 3 อันดับแรก ซึ่งใช้เวลาทำงานเพื่อซื้อ Big Mac น้อยสุดคือ ฮ่องกง 11.8 นาที ไทเป 12 นาที และโตเกียว 12.2 นาที นอกจาก Big Mac แล้ว ปัจจุบันยังได้มีการนำเอาราคาไอโฟน รวมถึงชั่วโมงการทำงานเพื่อซื้อไอโฟน 1 เครื่อง ของแต่ละประเทศมาเปรียบเทียบกันด้วย สำหรับคนกรุงเทพฯ ต้องใช้เวลาทำงาน 261.9 ชั่วโมง สำหรับไอโฟน 1 เครื่อง ส่วนเมืองที่ใช้เวลาน้อยสุดคือ ซูริค ใช้เวลาเพียง 38.2 ชั่วโมงเท่านั้น
หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้คนไทยยังเผชิญกับปัญหาค่าครองชีพไม่สัมพันธ์กับรายได้ คือ กับดักประเทศรายได้ปานกลาง (Middle-income Trap) รวมถึงความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ที่กำลังขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้ UBS เคยวิเคราะห์ไว้ว่า อย่างเร็วที่สุด ประเทศไทยจะพ้นกับดักนี้ในปี 2031 ซึ่งพี่ทุยก็ได้แต่หวังให้เป็นแบบนั้นจริง ๆ อยู่เหมือนกัน
Comment