สงครามการค้า หรือ เทรดวอร์ (Trade war) เวอร์ชั่น 2019 ดูเหมือนจะเป็นหนึ่งในการกีดกันทางการค้าครั้งที่รุนแรงและส่งผลกระทบต่อการค้าขายทั่วทั้งโลก เพราะทั้ง สหรัฐอเมริกาและจีน ถือได้ว่าเป็นสองยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบัน ในบทความนี้พี่ทุยจะมาบอกว่า “Smooth-Hawley Act” ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไรบ้าง
“Smooth-Hawley Act” คืออะไรและส่งผลกระทบอะไรต่อเศรษฐกิจโลกบ้าง
แม้ทิศทางของเทรดวอร์ในปี 2020 จะทุเลาลงจากปีก่อน หลังจากมีการเจรจาและทำสัญญากันได้ในเฟสแรก ซึ่งสหรัฐฯ ได้สัญญาว่าจะลดภาษีที่บังคับใช้กับสินค้าจีนก่อนหน้านี้ลงครึ่งหนึ่ง จาก 15% เหลือ 7.5% ต่อมูลค่าสินค้าราว 1.2 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะเดียวกันจีนเองก็ได้สัญญาว่าจะนำเข้าสินค้าและบริการจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วง 2 ปีข้างหน้านี้ ตามทฤษฏีทางเศรษฐศาสตร์แล้ว ผลลัพธ์ของ “เทรดวอร์” นั้นไม่ได้ต่างไปจากสงครามประเภทอื่น ๆ เท่าใดนัก นั่นก็คือ “ไม่มีใครได้ประโยชน์จากมันอย่างแท้จริง” หรือก็คือ ทุกฝ่ายที่เข้ามามีส่วนร่วมกับสงคราม ย่อมต้องสูญเสียบางสิ่งบางอย่างไป เพื่อหวังจะเป็นผู้ชนะในท้ายที่สุด
สำหรับเทรดวอร์นี้ ในระยะสั้นมันดูเหมือนจะให้ผลลัพธ์ที่ดี เพราะกำแพงภาษีที่ตั้งขึ้นมาช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ผลิตในประเทศ ราคาของสินค้าหรือบริการที่ผลิตในประเทศย่อมถูกกว่าการนำเข้ามาอย่างแน่นอน แต่ในระยะยาว สิ่งที่ผู้ทำสงครามต้องจ่ายคือ การชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นผลจากการค้าขายที่ลดน้อยลง จริง ๆ แล้ว สหรัฐฯ เคยมีบทเรียนจากการทำเทรดวอร์มาหลายต่อหลายครั้ง และหนึ่งในครั้งที่เรียกได้ว่าเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจให้แย่ลงไปอีก คือการตั้งกำแพงภาษีที่ชื่อว่า Smoot-Hawley Tariff ในปี 1930
Smoot-Hawley Tariff ถูกออกแบบมาเพื่อหวังว่าจะช่วยเกษตรกรในสหรัฐฯ ซึ่งต้องทนทุกข์จากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 รัฐบาลสหรัฐฯ ในขณะนั้นตั้งกำแพงภาษีสินค้าเกษตรที่นำเข้าถึง 900 รายการ เฉลี่ยเพิ่มภาษี 40 – 48% ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ ราคาอาหารในสหรัฐฯ พุ่งขึ้นทันที ขณะเดียวกันการตอบโต้จากประเทศอื่น ๆ ทำให้การค้าขายของโลกลดลงไปถึง 65% และทำให้ตัวเลขการส่งออกของสหรัฐฯ ลดลงจาก 7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 1929 มาเหลือเพียง 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 1932
เมื่อการค้าขายของโลกหดตัวลงอย่างรุนแรงในช่วงปี 1929 – 1934 ทำให้เศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกต่างย่ำแย่ลงไปอีก และเยอรมันก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเทรดวอร์ในตอนนั้น ทำให้ตัวเลขอัตราการว่างงานของเยอรมันพุ่งขึ้นไปสูงถึง 30% จนทางรัฐบาลของเยอรมันต้องเริ่มหันหน้าไปพึ่งพิงแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์ และให้การสนับสนุนนาซี ขณะเดียวกัน การตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ยังเป็นการตั้งแบบบังคับญี่ปุ่นในทางอ้อมให้ต้องขยายอาณานิคม เพื่อเสาะหาน้ำมัน อาหาร มารองรับประชากรที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ในที่สุด
กลับมาที่สถานการณ์ปัจจุบัน ผลกระทบจากเทรดวอร์ในครั้งนี้ ก็มีทีท่าว่าจะส่งผลลัพธ์ในทางลบมากกว่าทางบวก อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต หากสหรัฐฯ และจีน รวมถึงประเทศอื่น ๆ ยังเดินหน้าตั้งกำแพงภาษีใส่กัน ก็มีโอกาสที่สถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายลงไปอีก เพราะห่วงโซ่อุปทานของโลกในขณะนี้มันเชื่อมโยงเข้าด้วยกันเป็นวงกว้างมาก ๆ อาทิ การผลิตโทรศัพท์ 1 เครื่อง ชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่นำมาประกอบก็มาจากหลายแหล่ง ฉะนั้นแล้ว ถ้าเทรดวอร์ยังคงยืดเยื้อต่อไป สุดท้ายก็อาจจะไม่มีผู้ชนะในสงครามครั้งนี้เลยก็เป็นได้
Comment