เคยสงสัยไหมว่าทำไมพนักงานร้านอาหารญี่ปุ่นถึงกล่าวคำต้อนรับ “อิรัชชัยมาเสะ” ด้วยเสียงอันดังและหนักแน่นทุกครั้งเมื่อเราเข้าร้านของพวกเขา ในขณะที่ร้านสัญชาติอื่นมักจะมีวิธีแสดงออกถึงการต้อนรับที่แตกต่างกันไปที่
พี่ทุยจะยกเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนนึกถึงวัฒนธรรมที่แตกต่างได้ง่ายและชัดเจนขึ้น ซึ่งในฐานะลูกค้าก็คงไม่ต้องรับมืออะไร แต่ถ้าสิ่งเหล่านี้มาอยู่ในที่ทำงานของเราล่ะ ?
“คัลเจอร์ช็อค” หมัดแรกในสังเวียนธุรกิจญี่ปุ่น
เคยได้ยินเรื่องการเลือกที่นั่งของชาวญี่ปุ่นไหม นักธุรกิจแดนอาทิตย์อุทัยมักจะใส่ใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ เรียกกันว่า “คามิสะ” โดยมีเทคนิคการจำง่าย ๆ คือที่นั่งที่เหมาะสำหรับผู้มีตำแหน่งใหญ่จะ “ไกลสุด ลึกสุด ปลอดภัยสุด” เช่นถ้าเป็นห้องประชุมหรือห้องอาหารคือเก้าอี้ตัวที่อยู่ด้านในสุดของห้อง และเห็นเป็นตัวสุดท้ายเมื่อค่อย ๆ เปิดประตู ในขณะที่ถ้าเป็นรถยนต์ก็จะเป็นตำแหน่งหลังคนขับ ด้วยความเชื่อว่าผู้ขับรถยนต์จะระวังความปลอดภัยของฝั่งตัวเองเป็นพิเศษ ดังนั้นตำแหน่งนี้จึงมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บเมื่อมีอุบัติเหตุต่ำสุดเช่นกัน
นอกจากเรื่องคามิสะแล้ว ชาวญี่ปุ่นยังมีมารยาทยิบย่อยอีกมากมาย แต่พี่ทุยจะนำเสนอในสิ่งที่แตกต่างออกไปจากที่อื่น ๆ ด้วยการนำหลักมารยาทสไตล์ญี่ปุ่นมาแยกย่อยให้เห็นทุกด้านโดยภาพรวมทีละด้าน
1. การทักทาย
การโค้งคำนับที่มีระดับความสุภาพคล้ายการไหว้ของบ้านเรา โดยทั่วไปจะใช้อยู่ 3 แบบหลัก ๆ ได้แก่การโค้งทักทายขณะเดินผ่านที่จะก้มหลังประมาณ 15 องศาให้ระดับสายตาอยู่ประมาณอกของอีกฝั่ง หรือการโค้งขณะยืนอยู่กับที่แบบ 30 องศาเพื่อใช้ทักทายและขอบคุณอย่างสุภาพ ในขณะที่โค้ง 45 องศาเมื่อต้องการขอโทษหรือขอบคุณอย่างสุดซึ้ง ซึ่งการโค้งแบบ 30-45 องศาเราจะนับ 1 2 3 ช้า ๆ ก่อนค่อย ๆ เงยขึ้นสู่ท่ายืนตรง และการโค้งทั้งหมดจะโน้มศีรษะลงไปตามองศาของตัวด้วยเช่นกัน
2. สีหน้าแววตาและท่าทาง
ความประทับใจแรกพบเริ่มต้นได้ด้วยสีหน้าและแววตาอันเป็นมิตร โดยทั่วไปการยิ้มแบบที่เป็นมิตรที่สุดคือการยิ้มแบบทั่วไป ร่าเริง และเป็นปกติในแบบฉบับคนไทย ดังที่คนญี่ปุ่นเรียกประเทศไทยว่า “โฮโฮเอมิ โนะ คุนิ” (ประเทศแห่งรอยยิ้ม) ซึ่งสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือการยิ้มสไตล์ “นิยะริ” หรือการยิ้มแบบมีความนัย ดูเจ้าเล่ห์ นอกจากนี้การแสดงอารมณ์ร่วมในขณะอีกฝั่งพูดคุยก็เป็นสิ่งจำเป็น เรียกกันว่า “ไอสึจิ” เช่นการพยักหน้ารับรู้เมื่อสนทนากับอีกฝั่ง หรือการออกเสียงอุทานเล็ก ๆ เมื่อเข้าสู่ประเด็นที่น่าสนใจ
3. เสื้อผ้าหน้าผม
ชาวญี่ปุ่นมีค่านิยมด้านการแต่งกายที่ค่อนข้างเข้มงวด โดยหลาย ๆ คนอาจยึดคำกล่าว “หากเสื้อผ้ายุ่งเหยิง จิตใจก็ยุ่งตาม” เรียกได้ว่าการแต่งกายคือหัวใจหลักข้อหนึ่งสำหรับนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นเหมือนที่สะท้อนออกมาตามละครต่าง ๆ โดยพื้นฐานคือแต่งกายเรียบร้อย เสื้อกางเกงรีดเรียบไม่ยับยู่ยี่ และทรงผมดูมีระเบียบก็เป็นอันใช้ได้
4. การเลือกใช้ถ้อยคำ
“ปากเป็นเอก เลขเป็นโท” ใช้ได้กับทุกวัฒนธรรม การใช้ระดับคำให้เหมาะสมถือเป็นหนึ่งในมารยาทชาวญี่ปุ่น แต่ในภาษาอื่น ๆ ที่ไม่ได้แยกระดับภาษาตามความสุภาพอย่างละเอียดนั้น เพียงใช้คำพูดที่ไม่คุกคามและคอยเห็นอกเห็นใจคู่สนทนาก็จัดว่าเพียงพอ
ที่กล่าวมาด้านบนคือหัวใจใช้สร้างบุคลิกเปี่ยมมารยาทสไตล์ญี่ปุ่น พี่ทุยยังขนเทคนิคลับกระชับมิตรมาฝากทุกคนด้วยการพูดอีกด้วยนะ
เริ่มด้วยการสร้างจังหวะให้ตัวเองมีเวลาคิดนิดหน่อย ก่อนพูดอะไรออกไป สิ่งนี้จะช่วยให้คำพูดดูหนักแน่นและเกิดคำแนะนำดี ๆ ได้ง่ายขึ้น ต่อมาคือการจับใจความ ซึ่งจะทำให้งานมีความชัดเจนและสร้างความประทับใจกันทั้งสองฝ่าย ต่อด้วยการเสนอไอเดียและยิงประเด็นอย่างมีศิลปะ เช่นการพูดในสิ่งที่อีกฝั่งอยากได้ยินเช่นการเข้าข้างและแสดงความเห็นใจก่อนพาเข้าสู่ประเด็นหลักที่เราต้องการสื่อ ซึ่งจะทำให้การเจรจาง่ายขึ้นอย่างแน่นอน
Comment