จากที่หลาย ๆ คนคาดการณ์การเปิดตัวของ Apple ในช่วงเดือนมีนาคม 2020 โดยเหมือนเป็นธรรมเนียมไปแล้วที่ Apple จะมีการเปิดตัวสินค้าปีละ 2 ครั้ง ในช่วงมีนาคมและปลายปีกันยายน ถึงพฤศจิกายน ทำให้หลาย ๆ คนคาดว่าเดือนมีนาคม 2020 ต้องมีอะไรเจ๋ง ๆ ออกมา แต่ด้วยสถานการณ์ Covid-19 นั้น ทำให้การเปิดตัวแบบใหญ่โตที่มีคนมากกว่าพันคนอาจจะไม่ใช่เรื่องดีซักเท่าไหร่ โดยสิ่งที่หลาย ๆคนคาดคิดและรออยู่เลยคือการเปิดตัว “iPad” ตัวใหม่ iPhone 9 และ iPhone SE2 ที่เหมือนมีสเปคหลุดออกมา แต่เหมือนตัว iPhone นั้น อาจจะถูกเลื่อนไปก่อน
โดยตัว iPhone 9 และ iPhone SE2 อาจจะไปโผล่ในงาน WWDC ในช่วงเดือนมิถุนายน 2020 ในครั้งนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นรูปแบออนไลน์เพื่อลดผลกระทบจาก Covid-19 และ 18 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา Apple ปล่อยน้ำจิ้ม ส่ง iPad Pro 2020 (Gen 4) ออกมาพร้อมกับ New Macbook Air โดยสิ่งที่น่าสนใจและเป็นตัวชูโรงอย่างนึงเลยคือ Magic Keyboard Case เคสที่ทำให้ “iPad” สามารถตั้งลอยเหนือพื้นได้ ทำลายข้อจำกัดของ iPad ไปเลย
โดยรอบนี้มาด้วยสโลแกน “Your next computer is not a computer” คล้ายเป็นการบอกกลาย ๆ ว่า “iPad” กำลังจะมาแทนที่ Computer หรือ Notebook
วันนี้พี่ทุยอาจไม่ได้ลงเนื้อหารายละเอียดสเปคของ iPad Pro และ New Macbook Air แต่จะหยิบในส่วนที่โดดเด่นและอาจจะเป็นทิศทางของธุรกิจเป็นหลัก
Magic Keyboard Case เปลี่ยน iPad ให้ทดแทน Notebook
ข้อจำกัดของ iPad Keyboard ก่อนหน้านี้คือเวลาเราพิมพ์แล้วต้องการใช้งานบนหน้าจอต้องเอื้อมมือไปแตะที่หน้าจอ ซึ่งต่างกับ Note Book ที่มี Track Pad อยู่ข้าง ๆ สามารถควบคุมการทำงานได้ทันที รอบนี้ Apple จึงนำ Track Pad ติดมากับ Keyboard ด้วย เพื่อการใช้งานที่สะดวกขึ้น
อีกสิ่งหนึ่งคือตัวเคสที่พิเศษ คือการที่เคสสามารถยกไอแพดให้ลอยเหนือพื้น 60 องศาได้ ทำให้สามารถทำงานคล้าย Monitor ด้วยองศาที่เหมาะสมมากขึ้น และน่าจะช่วยลดอาการปวดคอเมื่อทำงานนาน ๆ ได้อีกด้วย ส่วนน้ำหนักของ Magic Keyboard Case ยังไม่มีรายละเอียด แต่ราคาจะอยู่ที่ 9,990 บาท สำหรับรุ่น 11 นิ้ว และ 11,690 บาท สำหรับรุ่น 12.9 นิ้ว ทำให้พี่ทุยนึกถึง Pro Stand ขาตั้ง Mac ที่ราคาเหยียบ 3 หมื่นบาทเลยทีเดียว
ด้วยเทคโนโลยี Bionic Chip ของ Apple แล้ว การประมวลผลและการทำงานผ่านไอแพดก็ไหลลื่นมากทำให้งานใหญ่ ๆ หลาย ๆ งานสามารถจบในไอแพดได้ คนที่มีแพลนจะซื้อ Notebook ใหม่ อาจจะสะดุดกันเลยทีเดียวเพราะตัวไอแพดอาจทดแทนการทำงานของ Notebook ได้เกือบหมดแล้ว และด้วยขนาดและการใช้งานที่สะดวกสบายกว่า
LiDAR และโลกของ AR เทคโนโลยีที่ค่อย ๆ เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเรา
ถ้าใครตามอัพเดทเรื่องธุรกิจและเทคโนโลยีใหม่ ๆ กับพี่ทุย น่าจะแอบคุ้น ๆ คำนี้อยู่ LiDAR เป็นเทคโนโลยีที่สามารถตรวจสอบวัตถุข้างหน้าได้ ทั้งการเก็บรายละเอียด ลักษณะ ความลึกของวัตถุนั้น ๆ ซึ่งเทคโนโลยีนี้เราก็จะเห็นกันเยอะในโปรเจครถยนต์สมัยใหม่ ที่ช่วยในการทำระบบ Self-Driving สามารถคำนวณและตรวจจับวัตถุข้างหน้ารถได้
อีก 1 คำที่มาคู่กับ LiDAR คือ AR ย่อมาจาก Augemented Reality เป็นการนำวัตถุ 3D มาจำลองเข้าสู่โลกความจริงของเรา และเมื่อเราสามารถเก็บรายละเอียดผ่าน LiDAR การสร้างวัตถุ 3D ขึ้นมาก็เป็นเรื่องง่ายขึ้น และไปช่วยสนับสนุนการทำงานของ AR ให้ดีมากยิ่งขึ้น
และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เทคโนโลยีมาอยู่ในอุปกรณ์พกพาอย่าง iPad Pro ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ในอนาคตได้กับหลาย ๆ ธุรกิจ เช่น ธุรกิจ Fitness หรือกายภาพบำบัด ที่สามารถใช้ LiDAR ตรวจสอบความสูง ขนาดร่างกาย และเก็บรายละเอียดต่าง ๆ บนร่างกายมาได้อย่างรวดเร็ว
การแต่งบ้านของเราเองก็สามารถใช้ ARKit ในไอแพดที่สามารถสร้างภาพเสมือนจริงนำ Furniture ต่าง ๆ ไปวางภายในบ้านของเราก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ ทำให้เห็นขนาดและภาพรวมก่อนตัดสินใจ ซึ่ง Studio Mode ของ IKEA สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้แล้ว
ถ้าใครเคยเดินหลงในห้าง อนาคตคุณอาจจะแค่หยิบมือถือขึ้นมาเปิดกล้อง ก็สามารถหาร้านค้าที่ต้องการได้ง่าย ๆ ก็เป็นไปได้
ยอดขาย iPad ย้อนหลัง
ไอแพดเริ่มเปิดตัวครั้งแรกตอนต้นปี 2010 โดยปัจจุบันออกมาแล้วถึง 20 รุ่น แบ่งเป็น 4 Series ได้แก่ ไอแพดธรรมดาออกมาแล้วถึง Gen 7th, iPad Air ออกมาแล้วถึง Gen 3rd, iPad Mini ออกมาแล้วถึง Gen 5th และ iPad Pro ตัวล่าสุด Gen 4th
อายุเฉลี่ยของไอแพดนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 5 ปี วัดจากช่วงปีที่เปิดตัวจนถึงปีที่ Apple เลิก Support หรือไม่มีการอัพ iOS ต่อ โดยไอแพดที่หยุดการ Support แล้วมีอายุการ Support นั้นอยู่ 5 ปี 10 เดือน ได้แก่ iPad Air รุ่นแรก และ iPad Mini 2 ซึ่ง iPad ที่คาดว่าจะหยุด Support เป็นรุ่นต่อไปได้แก่ iPad Air 2 และ iPad mini 4
Apple อาจเข้าซื้อ Disney
ดีลในฝันของหลาย ๆ คน Apple และ Disney เมื่อย้อนไปในอดีต Steve Jobs เคยเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นหลักของ Pixar สตูดิโอ Animation ที่ถูก Disney ซื้อไปในปี 2006 และ Steve Jobs ก็เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Apple ทำให้มีข่าวลือถึงการที่ Apple จะซื้อ Disney ไปในซักวันหนึ่ง หรืออาจจะเรียกว่าเป็นความต้องการของ Steve Jobs เลยก็ได้ “หาก Steve Jobs ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันเขาคงหาทางหรือวิธีที่จะทำให้ทั้งสองบริษัทรวมเป็นหนึ่ง” กล่าวโดย Robert Allen Iger Executive Chairman ของ Walt Disney Company
และด้วย “วิกฤต Covid-19” ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้สวนสนุกของ Disney ในเอเชียต้องปิดไปหลายแห่งทำให้หุ้นของ Disney ลดลงกว่า 35% ในปีนี้ และโอกาสที่จะเกิดการเข้าซื้อ Disney ของ Apple ยิ่งมีสูงมากยิ่งขึ้น
Disney+ กับธุรกิจ Streaming หนัง
จุดอ่อนและปัญหาที่ Apple เจอเลยในธุรกิจ Streaming หนัง คือ Apple TV+ ไม่ได้มี Original Content ที่มากพอ ซึ่ง Original Contents นั้นเป็นจุดชูโรงที่สำคัญสำหรับการแข่งขันในธุรกิจ Streaming หนังที่กำลังดุเดือด และการที่ได้ Disney+ เข้ามาเน้นจะเป็นการเสริมธุรกิจนี้ให้แข็งแกร่งขึ้น เพราะตัว Disney เองก็มีลิขสิทธิ์และหนังจาก Marvel ที่กำลังแข็งแกร่งมากในปัจจุบัน อีกทั้งปีที่แล้วก็เพิ่งซื้อลิขสิทธิ์ตัวละคร Marvel จาก 21st Century Fox มาอีก พร้อมซีรี่ส์และหนังที่เรียงแถวจะเข้ามาในปีนี้อีกจำนวนมาก แน่นอนเลยหากสถานการณ์ Covid-19 นั้นยิ่งยืดเยื้อมากเท่าไหร่ ธุรกิจ Streaming หนังก็จะยิ่งได้รับผลดีไม่มากก็น้อย
การเข้าซื้อ Disney อาจจะไม่สวยงามอย่างที่คิด
ถึงแม้จะมีเรื่องราว และในบางธุรกิจที่อาจจะ Support ตัว Apple เอง ถึงแม้ช่วงนี้จะเป็นโอกาสที่จะทำให้ดีลนี้สามารถเกิดขึ้นได้ แต่ก็มีหลาย ๆ ปัจจัยที่ทำให้ Apple ไม่ควรซื้อ Disney
Disney เป็นบริษัทที่ใหญ่มาก และเป็นเจ้าของธุรกิจหลากหลายประเภท นั่นหมายความว่า Apple ต้องใช้เงินสดเป็นจำนวนมากถึง 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ ประมาณ 6.5 ล้านล้านบาท ในการเข้าซื้อและสิ่งที่ตามมาคือหลาย ๆ ธุรกิจที่ Apple ไม่ได้จับต้อง อย่างธุรกิจสวนสนุก หรือลิขสิทธิ์และธุรกิจสื่ออย่างช่อง ABC (American Broadcasting Company) หรือ ESPN
โดยปกติแล้ว Apple จะเข้าซื้อบริษัทเล็ก อย่างบริษัท Start up หรือ Tech ที่มีศักยภาพในการเติบโตที่ดีและมีเทคโนโลยีที่สามารถนำมาส่งเสริมให้กับบริษัทได้ ดังนั้นจึงอาจเป็นเรื่องแปลกที่บริษัท Tech ยักษ์ใหญ่อย่าง Apple จะตัดสินใจซื้อบริษัทสื่อยักษ์อย่าง Disney ได้อย่างง่ายดาย แม้จะเป็นดีลในฝันของหลาย ๆ คนที่อยากเห็น 2 บริษัทนี้อยู่ร่วมกันก็ตาม
Comment