เมื่อ 100 กว่าปีที่แล้ว วงการอุตสาหกรรมของโลกเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อ “Ford Motor” บริษัทรถยนต์สัญชาติอเมริกัน ได้เปลี่ยนแนวทางในการผลิตไปตลอดกาล
ในปี 1913 การปฏิวัติวงการ ทำให้ระยะเวลาในการประกอบรถยนต์ขั้นสุดท้ายลดลงจากกว่า 12 ชั่วโมง เหลือเพียงไม่ถึง 3 ชั่วโมง สิ่งที่ Henry Ford ผู้ก่อตั้งได้ทำในเวลานั้นคือ การประยุกต์ระบบสายพานการผลิตเข้ากับการผลิตยานยนต์ในจำนวนมากๆ จนนักทฤษฎีสังคมหลายรายเรียกช่วงประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและสังคมขณะนั้นว่า ‘Fordism’
ด้วยระบบนี้ส่งผลให้ต้องผลิตรถยนต์เพิ่มขึ้นจาก 82,388 คัน ในปี 1912 เป็น 585,388 คัน ในปี 1916 ขณะเดียวกันราคาขายก็ลดลงจาก 600 ดอลลาร์ต่อคัน มาเหลือเพียง 360 ดอลลาร์ต่อคัน
ข้ามมา ณ ปัจจุบัน Ford Motor ยังคงเป็น 1 ใน 10 บริษัทที่มียอดผลิตรถยนต์ต่อปีมากที่สุดของโลก ด้วยยอดขายในปี 2018 รวม 5.73 ล้านคัน และยังคงรั้งอันดับ 8 ของบริษัทยานยนต์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกที่ 3.6 หมื่นล้านดอลลาร์ แม้จะยังคงเป็นหนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านยานยนต์ของโลก แต่ล่าสุด กลับถูกลดอันดับความน่าเชื่อในลงไปต่ำกว่าระดับที่น่าลงทุน หรือเรียกได้ว่าเป็นระดับ ‘ขยะ (Junk)’
การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือในครั้งนี้ มาจาก Moody’s ซึ่งมีความกังวลต่อกระแสเงินสด และความสามารถในการทำกำไรของบริษัท ซึ่งอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าคู่แข่ง เป็นผลจากการเร่งลงทุนในกระบวนการผลิตทั่วโลก รวมถึงการปรับโครงสร้างธุรกิจในภาพรวม ฐานะการเงิน ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2019 มีหนี้สินระยะยาวประมาณ 1 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นมาราว 1 หมื่นล้านดอลลาร์ จากปี 2015 ขณะที่กระแสเงินสดในมือของบริษัทอยู่ที่ 3.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ลดลงเล็กน้อยในช่วงเวลาเดียวกันนี้
กำไรจากการดำเนินงานของ Ford Motor ก็เป็นขาลงในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา
ปี 2016 ทำได้ 5.78 พันล้านดอลลาร์ ลดลง 59.68% จากปีก่อน
ปี 2017 ทำได้ 4.88 พันล้านดอลลาร์ ลดลง 15.64% จากปีก่อน
ปี 2018 ทำได้ 3.20 พันล้านดอลลาร์ ลดลง 34.38% จากปีก่อน
และครึ่งปีแรกของปี 2019 ทำได้ 1.29 พันล้านดอลลาร์ ลดลง 24.11 จากปีก่อน
แน่นอนว่าผลประกอบการที่อ่อนแอ ย่อมทำให้ราคาหุ้นลดลงในทิศทางเดียวกัน ซึ่ง 5 ปีที่ผ่านมา ราคาหุ้น ลดลงประมาณ 50% จาก 16-17 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 8-9 ดอลลาร์ ที่ผ่านมาก็ได้พยายามแก้ปัญหา โดยการลดพนักงานลงถึง 7,000 ตำแหน่งทั่วโลก ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายประมาณ 600 ล้านเหรียญต่อปี แต่นักวิเคราะห์มองว่า Ford อาจจะจำเป็นต้องลดพนักงานลงอีกกว่า 23,000 ตำแหน่ง ในระหว่างนี้ถึงปี 2022 จากจำนวนพนักงานที่มีทั้งหมดในปัจจุบัน 196,000 คน
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารมองว่า การปรับโครงสร้างบริษัทในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงมาตรการระยะสั้นเพื่อแก้ปัญหาต้นทุน แต่เป็นส่วนของแผนระยะยาวอยู่แล้ว นอกจากความเห็นของ Moody’s แล้ว บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถืออีก 2 แห่ง อย่าง S&P Global และ Fitch ยังคงจัดอันดับเรทติ้งของ Ford Motor ที่ BBB- สูงกว่าระดับ Junk อยู่สองขั้น อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลงสู่ระดับต่ำกว่าระดับ ‘ลงทุน’
เมื่อปี 2005 บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทั้ง 3 แห่ง ต่างปรับลดความน่าเชื่อถือ รวมถึงเพื่อนร่วมอุตสาหกรรมอย่าง General Motors และ Chrysler ลงสู่ระดับขยะด้วยเช่นกัน แต่ในเวลานั้นก็สามารถบริหารงานจนรอดพ้นจากการล้มละลาย และสามารถเอาตัวรอดได้ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่ตามมาเมื่อปี 2008
ส่วนปัจจุบันจะเป็นอย่างไรนั้น คงต้องติดตามกันต่อไปว่า Ford Motor จะมีแนวทางในการบริหารอย่างไร นอกจากการลดพนักงานที่ได้เริ่มทำไปพอสมควรแล้ว
Comment