ทุกคนน่าจะเห็นผ่านตาหรือได้ยินแว่ว ๆ กันมาบ้างว่า รัฐบาลร่วมกำลังผลักดันนโยบายปรับขึ้นค่าเเรงขั้นต่ำเป็น 400 บาทต่อวันให้กับรัฐบาลชุดปัจจุบัน ฟังดูเผิน ๆ การขึ้นค่าเเรงนี้ถือเป็นข่าวดีอย่างมากของบรรดาลูกจ้างเเละพนักงาน เพราะจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นมากขนาดนี้ย่อมทำให้มีอำนาจการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น แต่อย่างที่พี่ทุยพูดเสมอว่านโยบายทุกอย่างเป็นเหมือนดาบสองคม เหมือนกุหลาบที่แม้จะสวยงามแค่ไหน ถ้าเราจับไม่ระวัง หนามแหลมที่ก้านก็อาจจะตำมือเอาได้น
พี่ทุยค้นหา “ค่าแรงขั้นต่ำ” ในปัจจุบันนี้มาฝาก ตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 9) ที่มีผลบังคับไปแล้วเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา กำหนดให้ค่าเเรงขั้นต่ำน้อยที่สุดอยู่ที่ 308 บาทที่จังหวัดนราธิวาส ปัตตานีและยะลา สูงสุดที่ 325 บาทในกรุงเทพและเขตปริมณฑล ค่าจ้างขั้นต่ำนี้ถูกปรับขึ้นเเล้วจาก 300 บาท ซึ่งคงที่มาหลายปีตั้งเเต่ช่วงปี 2555 โดยค่าแรงขั้นต่ำนี้ถูกปรับขึ้นเรื่อยๆ และครั้งที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก คือเมื่อปี 2555 ในสมัยรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
สาเหตุหลักที่นำมาสู่การขึ้นค่าเเรงขั้นต่ำในครั้งนี้ ก็น่าจะมาจากการที่เราไม่ได้ปรับค่าเเรงขั้นต่ำขึ้นหลายปี ในขณะที่เงินเฟ้อทำให้อำนาจการซื้อของเราลดลงเรื่อย ๆ (เงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย 10 ปีอยู่ที่ 1.46%) และถ้าเทียบกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกแล้ว ต้นทุนอาหารจัดเป็น 56.4% ของค่าเเรงขั้นต่ำเลยทีเดียว เรียกได้ว่าหลังขดหลังเเข็งหาเงินมาเท่าไหร่ ครึ่งนึงก็หมดไปกับค่าอาหาร แล้วนอกจากค่าอาหาร เรายังมีรายจ่ายจำเป็นอื่น ๆ อีกหลายรายการ อย่างเช่น ค่าเดินทาง ก็ยังเป็นสัดส่วนที่สูงไม่น้อยเมื่อเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำด้วยนะ
ข้อดีของการขึ้นค่าเเรงขั้นต่ำ
พี่ทุยขอข้ามเรื่องอำนาจในการจับจ่ายใช้สอยไปนะ เพราะเรื่องนี้น่าจะขึ้นกับปัจจัยอื่น ๆ ด้วย แต่สิ่งที่ได้รับอานิสงค์แน่ ๆ เมื่อมีการขึ้นค่าเเรงขั้นต่ำ คือ GDP ของประเทศ ขอบอกก่อนว่าอันนี้พูดถึงข้อมูลเชิงปริมาณหรือด้านตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น ไม่ได้ประเมินเทียบกับตัวชี้วัดอื่น ๆ เช่น โครงสร้างทางเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลา หรือ Potential Output (การเติบโตมากที่สุดที่จะเป็นไปได้) ถ้าสนใจอ่านเรื่องนี้เพิ่มเติม ขอผายมือรัว ๆ ไปที่บทความเรื่อง รัฐบาล คสช. กับเศรษฐกิจในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
GDP (Gross Demestic Products) ที่พี่ทุยพูดถึงจะนับเอารายได้ทุกบาททุกสตางค์ที่เกิดขึ้นภายในประเทศ ไม่ว่าจะเกิดจากกิจกรรมของคนชนชาติอะไรก็ตามมาคิดรวม เพราะฉะนั้นเมื่อขึ้นค่าเเรงขั้นต่ำ รายได้ของลูกจ้างและพนักงานทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นไทยหรือต่างด้าวก็จะถูกนำมาคิดรวมและตัวเลข GDP ของเราก็จะดูหรูหราขึ้น แต่เศรษฐกิจโดยรวมหรืออำนาจในการซื้อของเราจะเพิ่มขึ้นหรือไม่นั้น เป็นอีกเรื่องนะ
ข้อควรระวังในการใช้นโยบายขึ้น “ค่าแรงขั้นต่ำ”
ที่จริงแล้วเรื่องข้อควรระวังก็มีหลากหลายแง่มุมพอสมควรเลย พี่ทุยคัดเลือกอันที่ได้ต้องพิจารณาอันดับแรก ๆ มาก่อน ได้แก่
1. เงินเฟ้อ
ตามเนื้อหาเศรษฐศาสตร์ที่เรียนกันมาตอน ม.ปลายเลย การที่มีปริมาณเงินเพิ่มมากขึ้นในระบบ ก็ย่อมจะทำให้เกิด “เงินเฟ้อ” คือ การที่เรามีเงินมากขึ้น แต่กลับมีอำนาจในการซื้อลดลงซะงั้น ตัวอย่างเงินเฟ้อรุนเเรงจนทำลายระบบเศรษฐกิจก็อย่างเช่น Hyperinflation ที่เกิดในเยอรมันเมื่อปี 1923 ตอนนั้นรุนเเรงมาก ๆ จนคนต้องขนเงินไปเป็นรถเข็นเพื่อซื้อขนมปังก้อนเดียวเลย หรือตัวอย่างที่อินเทรนด์สุด ๆ ในช่วงที่ผ่านมาก็คือวิกฤติที่เวเนซุเอล่านั่นเอง แต่ต้องบอกว่าการที่เกิดเงินเฟ้ออย่างอ่อน ๆ ดีต่อเศรษฐกิจด้วยซ้ำไป แบงก์ชาติบ้านเราเลยมีการกำหนดกรอบเงินเฟ้อและควบคุมอย่างต่อเนื่อง
2. Domino Effect
การขึ้นค่าเเรงขั้นต่ำของแรงงานทั่วไป จะทำให้เกิดการขอขึ้นค่าเเรงเป็นลูกโซ่
คิดง่ายๆ ว่าหากมีการขึ้นค่าเเรงขั้นต่ำเป็น 400 บาท/วัน หรือคิดเป็น 12,000 บาท/เดือน พนักงานที่ทำงานอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าย่อมรู้สึกไม่ยุติธรรมที่จะไม่ได้ขึ้นเงินเดือนด้วย ซึ่งเรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อไปเป็นลูกโซ่
3. ต้นทุนสินค้าแพงขึ้น กำไรของธุรกิจต่างๆ ลดลง
ธุรกิจทั้งรายใหญ่และรายย่อยที่ต้องอาศัยแรงงานคนเป็นหลัก ย่อมได้รับผลกระทบที่หนักไปตาม ๆ กันจากการขึ้นค่าเเรงในครั้งนึง
- ธุรกิจรายย่อย เช่น ร้านอาหารใหญ่ๆ ทั่วไป ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ร้านค้าปลีก-ส่ง ธุรกิจทำไร่-สวน หรือธุรกิจอะไรก็ตามที่ต้องใช้แรงงานคนเยอะจะต้นทุนเพิ่มและกำไรลด
- ธุรกิจรายใหญ่ เช่น กลุ่มเกษตรเเละอาหาร กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ก็จะได้รับผลกระทบเหมือนกัน พี่ทุยยกตัวอย่างคร่าว ๆ เช่น
– กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ใช้เเรงงานคนเต็ม ๆ ซึ่งก่อนหน้านี้โดยเฉลี่ยเเล้ว ค่าเเรงคิดเป็น 10-15% ของต้นทุนก่อสร้างทั้งหมด ถ้าค่าเเรงปรับขึ้นจาก 300 บาทนิด ๆ (แล้วแต่จังหวัดตั้งแต่ 308-325 บาท) บริษัทหลักทรัพย์ Asia Plus คาดว่าจะทำให้อัตรากำไรขั้นต้นของเค้าลดลงประมาณ 2% จากเฉลี่ยที่ 8-12% และบริษัทที่กระทบคือบริษัทที่มีกำไรต่ำอยู่เเล้วเเละใช้เเรงงานเยอะ เช่น ITD, NWR
– กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ค่าใช้จ่ายด้านเเรงงานคนเป็นสัดส่วนประมาณ 5-8% ของต้นทุน ซึ่งการปรับค่าแรงขั้นต่ำขึ้นนี้จะส่งผลต่อกำไรของกลุ่มนี้เกือบ 12% เลย
– กลุ่มเกษตรและอาหาร จะกระทบต่อกำไรประมาณ 25%
4. อัตราการว่างงานสูงขึ้น
เกิดเนื่องมาจากข้อที่ 3 คือเมื่อต้นทุนแพงขึ้น กำไรหดตัว วิธีแก้ปัญหาวิธีแรกที่น่าจะปิ๊งมาในหัวผู้ประกอบการเลยก็คือ การลดการจ้างงานลง โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2561 มีคนตกงานเพียงเเค่ 1.1% เท่านั้น ซึ่งถ้าขึ้นค่าเเรงเกือบร้อยบาท คงจะทำให้ตัวเลขนี้เปลี่ยนแปลงไป และทางเลือกที่สองซึ่งคงต้องมีงบประมาณหน่อย คือการเอาเครื่องจักรเข้ามาทดแทนเเรงงานคน พี่ทุยขอตีคร่าว ๆ ถ้าหากจ้างงานลูกจ้าง 1 คนวันละ 400 บาทเป็นเวลา 1 ปี (ในที่นี้ขอสมมุติว่าทำงาน 300 วัน/ปี) จะต้องเสียค่าใช้จ่าย 120,000 บาท แต่หากซื้อเครื่องจักรมาใช้แทน ถึงแม้จะแพง แต่เป็นจ่ายครั้งเดียว ที่ต้องเสียเพิ่มก็มีเพียงเเค่ค่าดูแลรักษาเครื่องจักรเท่านั้น อาจจะคุ้มกว่า เพราะเครื่องจักรประท้วงขอขึ้นค่าเเรงไม่ได้
5. แรงงานไทยแพง ต่างชาติย้ายฐานการผลิต
ธรรมชาติของน้ำจะชอบไหลจากที่สูงไปที่ต่ำกว่าเสมอ การจ้างงานก็เช่นกัน ถ้าค่าจ้างเราแพงขึ้น ต่างชาติที่มีแนวโน้มจะย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่น ๆ เช่น ประเทศพม่า ที่มีค่าจ้างรายวันเพียงเเค่ 90-110 บาท ยกเว้นงานที่ต้องอาศัยทักษะ ซึ่งจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานไทยเท่านั้น
การที่เราเข้าใจหลักคิดและหลักการ รวมถึงผลกระทบของการใช้นโยบายต่าง ๆ ของภาครัฐก็จะช่วยทำให้เราเตรียมตัวรับมือได้ดีมากกว่า เรียกว่าสามารถปรับตัวรองรับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้เลย คนที่ปรับตัวก่อนก็ย่อมที่จะโดนผลกระทบที่น้อยกว่าแน่นอน ยุคนี้สมัยนี้อะไรก็เร็ว อะไรมาแปป ๆ เดี๋ยวก็ไป ความสามารถอย่างนึงที่คนยุคนี้ควรมี สำหรับพี่ทุยคิดว่าก็คือ ความสามารถในการปรับตัวเนี้ยแหละ
Comment