เป็นที่ฮือฮากันอย่างมาก เมื่อเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี แห่งไทยเบฟฯตัดสินใจซื้อ Starbucks แต่อันนี้พี่ทุยไม่ได้หมายถึง “เจ้าสัวเจริญ” สั่งเลขาฯ ให้ไปซื้ออเมริกาโน่ร้อนหรือลาเต้เพิ่มวิปครีม ไซต์ Venti มาแก้วนึงนะ (ฮ่า) แต่หมายถึง เจ้าสัวเจริญเข้าซื้อกิจการ Starbucks 720 สาขาในประเทศไทยเลยล่ะ! แต่บทความนี้พี่ทุยขอโฟกัสไปที่ประวัติชีวิตของเจ้าสัวเจริญแทน
ชีวิตของเจ้าสัวเจริญคนนี้น่าสนใจในหลายแง่มุมทีเดียว และเมื่ออ่านประวัติของท่านแล้วจะรู้ซึ้งเลยแหละว่าฉายา “ราชาเทคโอเวอร์” ไม่ได้ถูกอุปโลกน์ขึ้นมาลอยๆ แต่รายชื่อกิจการที่ถูกท่านเทคโอเวอร์ยาวเป็นหางว่าวเลยแหละ ไม่เชื่อลองไปอ่านย้อนหลังดูได้ในบทความ ไทยเบฟฯ ผู้ปกครองคนใหม่ของสตาร์บัคในไทย
ก่อนที่จะมาเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 2 ของเมืองไทย ด้วยทรัพย์สินและสินทรัพย์รวมมูลค่า 14,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯหรือคิดเป็น 4.6 แสนล้านบาทไทย และจัดเป็นมหาเศรษฐีอันดับที่ 87 ของโลกอย่างทุกวันนี้
เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2487 เด็กชายเจริญ ศรีสมบูรณานนท์ (ตอนนั้นยังไม่ได้รับพระราชทานนามสกุล “สิริวัฒนภักดี”) ในครอบครัวของชาวจีนแต้จิ๋วแซ่โซว จึงมีชื่อจีนอีกชื่อว่า “เคียกเม้ง”
ในสมัยนั้น คนนิยมมีลูกมาก การคุมกำเนิดและการวางแผนครอบครัวก็ยังไม่แพร่หลาย ครอบครัวของเด็กชายเจริญก็เช่นกัน เพราะมีลูกมากถึง 11 คน เป็นผู้ชาย 6 คนและผู้หญิง 5 คน หลายคนคงคิดว่าเหล่ามหาเศรษฐีทุกวันนี้นั้นล้วน “คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด” ประมาณว่าครอบครัวรวยมาก่อนอยู่แล้ว พอเอาเงินต่อเงิน ก็แน่นอนว่าเงินจะเพิ่มจำนวนได้ง่ายกว่าและรวดเร็วกว่าการมีแต่เหรียญสิบ เหรียญห้าอย่างคนทั่วๆไปน่ะสิ
ถ้าเด็กชายเจริญคาบช้อนมาเกิด ก็คงเป็นช้อนสังกะสี เพราะนายติ่งเลี้ยง แซ่โซว พ่อของเขาเป็นพ่อค้าขายหอยทอดอยู่ในซอยที่ติดกับโรงเรียนจีน เด็กชายเจริญใช้เวลาถึง 8 ปีกว่าจะเรียนจบป.4 ไม่ใช่เพราะหัวไม่ดี แต่เพราะต้องเรียนไปทำงานไปด้วยโดยการค้าขายเล็กๆน้อยๆ จะเห็นได้ว่า เจ้าสัวเจริญมีหัวทางการค้าตั้งแต่เด็กเลย ท่านเริ่มฝึกขายตั้งแต่ของชิ้นเล็กชิ้นน้อย จนปัจจุบันมาซื้อขายของที่ชิ้นใหญ่ขึ้นอย่างบริษัทไงล่ะ (ฮ่า)
ต่อมาเมื่ออายุ 11 ปี เด็กชายเจริญก็เลิกเรียนหนังสือ ออกมาทำงานเต็มตัวโดยรับจ้างเข็นรถส่งสินค้า ย่านสำเพ็ง ทรงวาด จากนั้นจึงขยับเป็นพ่อค้าหาบของขาย
จุดเริ่มต้นในวงการสุราของ “ราชาน้ำเมา” คนนี้ โหมโรงขึ้นในปี 2504 เมื่อนายเจริญ ในวัย 17 ปีได้ผันตัวไปเป็นลูกจ้างของชาวจีนอพยพคนหนึ่ง ซึ่งชาวจีนคนที่ว่านี้ได้จัดส่งสินค้าให้โรงสุราบางยี่ขัน เรื่องราวก็ดำเนินไปไวเหมือนในหนังไม่มีผิด เพราะเพียงแค่ปีเดียว ลูกจ้างคนนั้นก็กลายเป็น “ซัพพลายเออร์” ผู้กระจายสินค้าให้กับโรงงานสุราบางยี่ขันเสียเอง ในตอนนี้เองนายเจริญก็ได้รู้จักกับนายจุล กาญจนลักษณ์ ผู้เชี่ยวชาญการปรุงรสสุราโดยเฉพาะสูตร “แม่โขง”
อาจจะเพราะนิสัยอ่อนน้อมถ่อมตนประกอบกับความขยันขันแข็งและความมีหัวการค้าของเขา ไม่นานนัก นายเจริญก็ได้เป็นขุนพลคู่ใจของ “เจ้าสัวเถลิง เหล่าจินดา” ผู้ที่มีอำนาจในการจัดซื้อจัดหาอุปกรณ์ทุกอย่างของโรงงาน
ถ้ามีคนนำเอาเรื่องราวชีวิตของเจ้าสัวเจริญไปทำหนังแล้วล่ะก็ เจ้าสัวเถลิงคนนี้คงถือเป็นตัวละครที่มีความสำคัญไม่น้อย เพราะเขาเป็นผู้ชักนำให้ลูกจีนธรรมดาๆ อย่างโซวเคียกเม้งหรือนายเจริญเข้ามาคลุกวงในเหล่าเจ้าสัว จนได้พบรักกับ “วรรณนา แซ่จิว” ซึ่งปัจจุบันก็คือ “คุณหญิงวรรณนา สิริวัฒนภักดี” นอกจากนี้ เจ้าสัวเถลิงยังเป็นหุ้นส่วนเปิดซิงการเทคโอเวอร์กิจการอีกด้วย จนทำให้เจ้าสัวเจริญติดใจและเทคโอเวอร์กิจการนับสิบอย่างทุกวันนี้
การเทคโอเวอร์กิจการครั้งแรกของนายเจริญและเจ้าสัวเถลิงได้เกิดขึ้นในปี 2518 ในครั้งนั้นคือ “บริษัทธารน้ำทิพย์” ผู้ผลิต “ธาราวิสกี้” ซึ่งในตอนนั้นบริษัทประสบภาวะขาดทุนจนต้องติดป้ายเซลล์ แต่เมื่อกิจการถูกเปลี่ยนมือและบริหารโดยคนที่คว่ำหวอดในวงการน้ำเมาอย่างเจ้าสัวเถลิงและนายเจริญแล้ว ก็รุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ และคือ “บริษัทแสงโสม” ในปัจจุบัน
ชีวิตของนายเจริญก็ยังโฟกัสอยู่ที่การค้าขาย แม้จะเปลี่ยนจากนายเจริญมาเป็น “เจ้าสัวเจริญ” แล้วในปี 2529 เจ้าสัวเจริญในวัย 42 ปีเข้าซื้อหุ้นในกลุ่มธนาคารต่างๆ ในขณะนั้น โดยมีพ่อตาให้ความช่วยเหลือ
หลังจากนั้น เจ้าสัวเจริญก็เข้าเทคโอเวอร์กิจการต่างๆ มากมาย เช่น โออิชิ กรุ๊ป บริษัทเสริมสุข KFC ห้าง Big C เรียกได้ว่า เวลาที่เราออกไปจับจ่ายใช้สอยนอกบ้าน ไม่ว่าจะซื้อหรือใช้บริการอะไร คงหลีกเลี่ยงที่จะใช้บริการสินค้าจากบริษัทเจ้าสัวได้ยาก
คติจีนข้อที่หนึ่งที่ เจ้าสัวเจริญยึดถือ คือ “อดทน เสียสละ สุขุม ร่าเริง” แต่ความอดทนที่ท่านพูดถึง ไม่ใช่ความอดทนอย่างเดียวที่ขาดปัญญามากำกับ ซึ่งบางทีอาจเรียกได้ว่า “การดันทุรัง” แต่ท่านได้รดน้ำพรวนดินก่อนจะนำเอาความอดทนนั้นลงไปเพาะปลูกอย่างดีแล้ว ซึ่งการรดน้ำพรวนดินที่พี่ทุยหมายถึง คือ การขวนขวายศึกษาในเรื่องที่สนใจอย่างเป็นจริงเป็นจัง จนรู้ลึกถึงแก่น จะเห็นได้ว่ากิจการต่างๆ ที่เจ้าสัวเจริญเข้าซื้อ ท่านเน้นเลือกซื้อหลักๆ คือ กิจการในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งมีความรู้ ความเข้าใจดีอยู่แล้ว
ส่วนข้อที่สอง คือ “การเสียสละ” ซึ่งท่านบอกว่าคุณสมบัติข้อนี้จะทำให้พ้นภัยและไม่มีศัตรู
ข้อที่สาม คือ “ความสุขุม” เจ้าสัวเจริญได้อธิบายว่า ความสุขุมจะทำให้มีสติ และเมื่อมีสติย่อมเกิดปัญญา ส่วนความร่าเริง จะทำให้เราสุขภาพดีและอายุยืนยังไงล่ะ
นอกจากคติประจำใจนี้เเล้ว สิ่งที่พี่ทุยเห็นได้ชัดจากเรื่องราวชีวิตของท่าน คือ การเป็นคนที่รู้จักการวิ่งเข้าหาโอกาส แต่พิเศษตรงที่ว่าการวิ่งเข้าหาโอกาสของท่าน เป็นการวิ่งที่มีการเตรียมตัวมาอย่างดี ทั้งการมีหัวการค้า มีความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่จะทำและมีทิศทางแน่ชัดว่าจะวิ่งไปทางไหน ซึ่งก็คือ การเลือกวิ่งในลู่วิ่งหรือธุรกิจที่ตัวเองมีความชำนาญเป็นอย่างดี
สุดท้ายแล้ว การวิ่งเข้าหาโอกาสของเจ้าสัวเจริญจึงไม่เจ็บตัว ไม่เอาหัวโหม่งเสาหรือกล้ามเนื้ออักเสบระหว่างทาง เพราะเตรียมการมาอย่างดีแล้ว ส่วนเราๆที่ยังไม่ได้เป็นเจ้าสัวก็อย่าลืมเร่งเตรียมตัวเข้าล่ะ เหลาดินสอที่จะใช้ให้คมเอาไว้ แต่ถ้าไม่มีประตูแห่งโอกาสไหนเปิดอ้าต้อนรับ ก็ใช้ดินสอแท่งนั้นวาดประตูขึ้นมาซะเองเลยสิ!
Comment