ช่วงนี้หลายๆคนก็คงได้ยินข่าวมาบ้างแล้วเกี่ยวกับ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแจกเงินไปเที่ยวคนละ 1,500 บาท เพื่อใช้จ่ายในเมืองรอง แต่สุดท้ายก็มีมติให้ไปกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจนแทน
พี่ทุยขอบอกไว้เลยว่าทั้ง 2 นโยบายจริงๆแล้วเป็นแง่มุมการ “กระตุ้นเศรษฐกิจ” ไม่แตกต่างกัน แล้วเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจก็ “ไม่ใช่เรื่องใหม่” แต่อย่างใด มาตรการแนวนี้มีมาตลอด เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบให้เข้ากับยุคสมัยและบริบทของประเทศในช่วงนั้นๆ เท่านั้น
ก่อนอื่นเลยพี่ทุยขอเล่าเกี่ยวกับมาตรการนี้ให้ชัดเจนขึ้นกันสักหน่อยละกัน มาเริ่มนโยบายแรกก่อนเรื่อง “เที่ยวเมืองรอง” ว่าตอนแรกเราจะได้เงินจริงหรือป่าว เที่ยวเมืองไหนได้บ้าง จริงๆแล้วมาตรการส่งเสริมเศรษฐกิจออกมาทั้งหมด 3 มาตรการด้วยกัน ได้แก่
- มาตรการแจกเงินคนละ 1,500 บาท เป็นมาตรการแจกเงินคนละ 1,500 บาทให้กับคนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยให้ไปใช้ในเมืองรองได้ 55 จังหวัดด้วยกัน
- มาตรการลดหย่อนภาษีการท่องเที่ยว เป็นมาตรการที่หมดลงไปเมื่อหลายปีที่แล้วนั่นเอง
- มาตรการขยายระยะเวลาเปิดจุดให้บริการของคืนภาษีของชาวต่างชาติ
ตอนแรกสำหรับนโยบายนี้ พี่ทุยเห็นว่าตั้งงบประมาณไว้ที่ 15,000 ล้านบาท สำหรับพี่ทุยแล้วคิดว่ามันก็เป็นงบที่เยอะเหมือนกันนะ โดยส่วนตัวพี่ทุยมองว่ามาตรการนี้ไม่ได้ต่างอะไรกับมาตรการช็อปช่วยชาติที่ผ่านมาสักเท่าไหร่ เพียงแค่เปลี่ยนรูปแบบไป ซึ่งมาตรการช็อปช่วยชาติในปีที่ผ่านมามีงบประมาณไม่เกินหมื่นล้านบาทเท่านั้นเอง หรือแม้แต่มาตรการคืนภาษีช่วงตรุษจีน หรือที่เราเรียกว่า ภาษีอั่งเปานั่นแหละ ที่ตั้งงบไว้ที่ประมาณ 9 พันล้านบาท เพราะฉะนั้นมาตรการในครั้งนี้มีงบประมาณมากกว่าเยอะเลย
แต่ยังไงก็ตาม พี่ทุยว่าถึงจะตั้งงบไว้ เราก็ต้องมาดูกันอีกทีว่าจะมีคนมาใช้มากน้อยแค่ไหน อย่างมาตรการช็อปช่วยชาติมีมา 4 ครั้งแล้ว โดยที่ครั้งแรกในปี 2558 ได้รับความนิยมอย่างท่วมท้น แต่หลังจากนั้นความนิยมก็ค่อยๆลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างในปี 2560 หรือครั้งที่ 3 ข้อมูลล่าสุดจากกรมสรรพากรพบว่า มีคนมาขอคืนรายได้ไปเพียง 1,800 พันล้านบาทเท่านั้น
นั่นก็หมายความว่าใช้ไปไม่ถึงครึ่งหนึ่งของงบที่ตั้งไว้ด้วยซ้ำ แล้วยิ่งไปกว่านั้น จากที่พี่ทุยได้ติดตามข่าวมาตรการช็อปช่วยชาติครั้งที่ 4 ที่มีการกำหนดว่าให้สามารถขอคืนภาษีได้เฉพาะสินค้า OTOP หนังสือและยางรถยนต์ก็ค่อนข้างเงียบ ไม่ค่อยมีคนขอยื่นคืนภาษีสักเท่าไหร่ เช่นเดียวกับมาตรการอั่งเปาที่เปรียบเสมือนการแจกเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์คนละ 500 บาทที่ได้ข่าวว่าไม่ค่อยคึกคักเท่าที่ควร เนื่องจากผู้คนไม่ค่อยอยากที่จะสมัครเข้าระบบอิเล็คทรอนิกส์ อาจจะเพราะกลัวตรวจสอบอะไรนู่นนั้นนี้แหละพี่ทุยว่านะ
แต่ยังไงก็ตามอาจจะด้วยเหตุผลที่พี่ทุยกล่าวมา รวมถึงปัจจัยอื่นๆอีก สุดท้ายผลก็ออกมาเป็นว่ามาตรการเที่ยวเมืองรองไม่ผ่าน ลองพิจารณาแล้วดูเหมือนจะ “ไม่คุ้มค่า”
แต่ก็มีมติให้กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านอีกนโยบายนึงแทน นั่นก็คือ ผ่าน “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจนแทน” ให้กับผู้มีรายน้อยที่มีจำนวนเกือบๆ 15 ล้านคนแทน เท่าที่พี่ทุยดูก็ไม่ได้แตกต่างกับคราวที่แล้วนะ แค่เพิ่มวงเงินเข้าไปแล้วให้นำเงินไปซื้อของผ่านร้านค้าธงฟ้าประชารัฐนั่นเอง โดยจะมีการเปลี่ยนเป็นเติมเงินให้ 500 บาท/เดือน เป็นระยะเวลา 2 เดือน จากเดิมที่คนที่มีรายได้ 30,000 – 100,000 บาทต่อปี จะได้รับการเติมเงิน 200 บาท/เดือน เป็นระยะเวลา 2 เดือน และสำหรับคนที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี จะได้รับการเติมเงิน 300 บาท/เดือน เป็นระยะเวลา 2 เดือน
ถ้าถามว่านโยบายบัตรคนจนมีจุดบอดหลายเรื่องมั้ย ต้องตอบเลยว่าเยอะอยู่เหมือนกันนะ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นที่ร้อนที่สุดก็คือคนที่ได้รับ “บัตรคนจน” นั้นบางคนไม่จนจริง แต่ได้สิทธิ์ก็เพราะว่า “แหล่งรายได้” ไม่ได้ลงทะเบียนในระบบหรือง่ายๆ ก็คือ รายได้ไม่เสียภาษี กรมสรรพากรตรวจสอบไม่ได้ ทำให้รายได้ไม่สะท้อนความจริงหรืออาจจะเรียกว่าไม่มีรายได้ในสายตาของภาครัฐไปเลย ปัญหานี้เลยหนักมากๆเพราะทำให้เงินไม่ลงไปที่ระดับล่างจริงๆ
หรือจะเป็นประเด็นร้านค้าที่มีเครื่องรูดให้เราใช้เงินในบัตรคนจนได้ เป็นของที่คนๆนั้นไม่อยากได้จริงๆก็เป็นปัญหาอีกเหมือนกัน ทำให้เงินในบัตรไม่ถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์จริง หรือง่ายๆก็คือ มีการคอร์รัปชั่นตรงนี้ได้ง่ายมากๆเหมือนกัน ส่วนเรื่องเอาเงินออกจากบัตรยังไง เอาไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ยังไง พี่ทุยขอไม่พูดถึงละกันเนอะ ไม่งั้นยาววววแน่ (ฮ่า)
แต่ๆๆๆๆ ต้องบอกว่าจริงๆแล้วเนื้อแท้ของมาตรการเหล่านี้ที่พี่ทุยพูดถึงไปทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นช็อปช่วยชาติก็ดี เที่ยวเมืองรองหรือจะบัตรคนจนก็ตาม ก็คือ “การกระตุ้นให้ผู้คนจับจ่ายใช้สอยเพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ” แล้วพวกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆก็เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการคลังนั่นเอง ซึ่งก็ต้องบอกว่าเป็นนโยบายที่ทั่วโลกนิยมใช้และใช้กันมานานแล้ว ไม่ใช่เพียงแค่ประเทศเราที่ใช้กันประเทศเดียวอย่างที่หลายคนเข้าใจ
ใครคือคนแรกที่ใช้นโยบายการคลัง ?
นักเศรษฐศาสตร์คนแรกที่ใช้นโยบายการคลังก็คือ John Maynard Keynes เค้าใช้ในการกอบกู้วิกฤตเศรษฐกิจในยุคที่เรียกว่า The Great Depression หรือ ยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรงและยาวนาน
John Maynard Keynes บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่
หากใครเรียนเศรษฐศาสตร์มาน่าจะคุ้นกับชื่อนี้อย่างแน่นอน บางคนถึงกับเกลียดเลยแหละ (ฮ่า) เพราะว่า Keynes เนี่ยถึงขนาดที่ถูกยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของแนวความคิดแบบ Keynesian ที่มีการใช้นโยบายการเงินและการคลังร่วมกัน ซึ่ง 1 ในเหตุผลที่นโยบายการคลังเป็นที่นิยมนั้น ก็เพราะว่าสามารถใช้กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงและส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ง่ายๆว่าเป็นนโยบายระยะสั้นตรงจริตกับคนโดยทั่วๆไปนั่นเอง
ในประเทศไทย นโยบายการคลังที่เน้นการกระตุ้นอัดฉีดเงินเข้าระบบอย่างรวดเร็วไม่ได้เพิ่งมี แต่ได้รับความนิยมมานานแล้วเช่นเดียวกับต่างประเทศเหมือนที่พี่ทุยได้เล่าไปข้างต้น อย่างในปี 2552 ในสมัยรัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็มีนโยบายเช็คช่วยชาติเช่นกัน ซึ่งเป็นการแจกเงินคนละ 2,000 บาท หรืออย่างมาตรการกองทุนหมู่บ้านที่มีวงเงินงบประมาณอยู่ถึง 35,000 ล้านบาทมากกว่าในครั้งนี้เกือบ 2 เท่าด้วยซ้ำ หรืออย่างล่าสุดเรื่องมาตรการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่เพิ่งผ่าน พรบ. ให้มีการใช้อย่างเป็นประจำทุกปี พี่ทุยก็มองว่ามันเป็นนโยบายการคลังรูปแบบหนึ่งเหมือนกัน
พี่ทุยขอเสริมอีกนิดว่า นโยบายการคลังเป็นการอัดฉีดการใช้จ่ายจากภาครัฐเข้าไป หากใครยังจำกันได้ GDP จะเท่ากับ C+I+G+X-M หรือก็คือ GDP จะเท่ากับ การบริโภค + การลงทุน + การใช้จ่ายภาครัฐ + ส่งออก หักด้วยนำเข้า ซึ่งนโยบายเหล่านี้ตามทฤษฏีแล้วก็จะเพิ่มขึ้นที่ตัว G โดยตรง
แต่พี่ทุยบอกเลยว่าในทางปฎิบัติเราจะเรียกงบประมาณในส่วนนี้ว่า “เงินโอน” เนื่องจากมีการโอนเงินไปให้ประชาชนหรือภาคเอกชนเป็นผู้ใช้จ่าย ดังนั้นหากใครต้องการจะติดตามว่ามาตราพวกนี้ได้ผลหรือไม่ เราต้องดูที่ “การบริโภค” ไม่ใช่การใช้จ่ายภาครัฐนะ
และสุดท้าย พี่ทุยอยากจะบอกว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเหล่านี้จะได้ผลหรือไม่มันก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ใช่แค่ตั้งงบเยอะๆใส่ๆไป ขึ้นกับวิธีการแจกจ่ายด้วยเหมือนกันอย่างที่พี่ทุยได้เล่าให้ฟัง ถ้ามีขั้นตอนเยอะมากเกินไปก็อาจทำให้มาตรการไม่ได้รับความนิยมได้ เช่น มาตรการอั่งเปา เป็นต้น
นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้จ่ายของคนในประเทศด้วยเช่นกัน หากคนส่วนใหญ่ได้เงินไปแล้วเก็บไม่ค่อยใช้ก็อาจทำให้ประสิทธิผลของมาตรการต่างๆน้อยลงได้ โดยส่วนตัวยังไงพี่ทุยก็คิดว่ามาตรการเที่ยวเมืองรองก็นับเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่คอยช่วยพยุงเศรษฐกิจใน “ระยะสั้น” ได้ดี แต่พี่ทุยอยากจะย้ำว่ามันจะได้ผลเพียงระยะสั้นเท่านั้นเอง และทุกๆมาตรการที่ใช้ย่อมมีต้นทุนเช่นกัน จึงมีความจำเป็นอย่างมากที่ผู้ออกนโยบายต้องเลือกให้ดีระหว่างการกระตุ้นในระยะสั้นกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว
พี่ทุยเชื่อว่าเมืองไทยยังคงต้องการการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆอีกเยอะ พี่ทุยก็ได้แต่หวังว่าภาครัฐจะกันงบบางส่วนลงทุนระยะยาวบ้าง หากมีความคืบหน้าของมาตรการนี้พี่ทุยจะมาอัพเดทให้ฟังอีกนะ มออออออว์
Comment