หากใครได้ติดตามตลาดคริปโตในช่วงนี้จะเริ่มเห็นว่า มันเริ่มมีการเคลื่อนไหวมากขึ้นเป็นพิเศษ สาเหตุมาจากราคาของหลาย ๆ เหรียญในตลาดนั้นพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง ทำให้ตลาดเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง และในรอบนี้ไม่ใช่เป็นขาขึ้นเพียง 2 หรือ 3 วัน แบบรอบก่อนๆ แต่ดำเนินต่อเนื่องกว่า 1 เดือนแล้ว ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่น่ายินดีในรอบปีเลยก็เป็นได้ แต่เห็นตลาดเป็นขาขึ้นแบบนี้ ก็อย่าเพิ่งคิดว่าจะทำกำไรได้ง่าย ๆ ในบทความนี้พี่ทุยจะมาแนะนำว่า สำหรับตลาดขาขึ้นแบบนี้ นักลงทุนคริปโตควรทำอะไรจึงได้กำไรแบบยั่งยืนกัน
ลงทุนคริปโตห้ามตามกระแส แต่ต้องตามเทรนด์
หนึ่งในสิ่งที่นักลงทุนคริปโตมักจะเป็นกันคือ “ตามกระแส” โดยอาจจะเกิดจากสื่อต่าง ๆ ทั้งไทยและนอกประโคมข่าวดีมาต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการที่โปรเจกต์นั้น โปรเจกต์นี้จับมือหน่วยงานหรือบริษัทใหญ่ ๆ และราคาของมันพุ่งขึ้นหลายสิบเปอร์เซ็นต์ในเวลาต่อมา จนทำให้เกิดความเชื่อผิดๆ นั่งจ้องเฝ้าข่าวอย่างเดียว หรือเล่นตามข่าว
การเล่นตามข่าว หรือตามกระแสที่สื่อต้องการให้เป็นนั้น เป็นเรื่องที่ร้ายแรงและไม่ควรทำเป็นอย่างมาก เพราะให้เราคำนึงเสมอว่า ในตลาดการเงินการลงทุนนั้นมีเพียงส่วนน้อยในตลาดเท่านั้นที่ได้กำไร กล่าวคือ คนส่วนใหญ่ขาดทุนจากการลงทุนและมีเพียงส่วนน้อยไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ได้กำไร
สาเหตุที่คนส่วนใหญ่ขาดทุนนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร แต่ก็เป็นเรื่องการเล่นตามกระแสนี่แหละ หากเราอยู่ในเกณฑ์เหล่านี้ให้เลิกพฤติกรรมเหล่านี้ให้ไวที่สุด:
- ราคาเหรียญพุ่งขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์อย่างรวดเร็ว คิดว่าราคาจะขึ้นต่อแน่ ๆ ก็เลยซื้อตามเพราะกลัวที่จะตกรถ จนสุดท้ายติดดอยยาวเป็นปี ไม่กล้าขาย
- พอเข้าซื้อและเจอข่าวร้าย ก็รีบขาย เพราะกลัวว่าราคาของเหรียญที่ซื้อจะลดลง เมื่อขายเสร็จ กราฟก็กลับเป็นขาขึ้นทะยานขึ้นแบบทะลุจอ
- นั่งรีเฟรชข่าวทุกนาที เพราะกลัวไม่ทันข่าว และตัดสินใจไม่ทัน จนไม่เป็นอันกินอันนอน
จากตัวอย่างพฤติกรรมที่ยกมา คือพวกที่เล่นตามกระแสหรือเล่นตามอารมณ์ตัวเอง ซึ่งเป็นข้อห้ามในการลงทุน วิธีแก้คือให้ลงทุนตาม “เทรนด์” แทน โดยเทรนด์นั้นจะสามารถดูได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นกราฟภาพรวม, เทคโนโลยี และปัจจัยพื้นฐานอื่นๆ
เทรนด์นั้นจะเป็นอะไรที่ภาพใหญ่กว่า กระแสที่เป็นเพียงช่วงสั้นๆ เทรนด์เป็นอะไรที่เป็นความจริง กระแสเป็นอะไรที่ถูกปั่นหรือถูกทำให้เชื่อแบบนั้น ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าเป็นแบบไหน
ทางแก้คือไม่ต้องสนใจข่าวมาก ให้ความสนใจเฉพาะที่เกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐานจริง ๆ อย่างเช่น กฎหมาย ถึงแม้จะเป็นตลาดขาขึ้นก็ตาม และเอาเวลาไปศึกษาปัจจัยพื้นฐานจริง ๆ ของเหรียญเรา และดูเทรนด์ให้เป็น จากนั้นค่อยลงทุนอย่างเหมาะสมตามเทรนด์ แบบใช้หลักเหตุผล มีแบบแผนจับต้องได้ เพราะถ้าไม่มีแบบแผน เล่นตามกระแส FOMO (กลัวตกรถ) ไปวันๆ เราจะไม่ได้พัฒนาอะไรเลย ถึงแม้จะเล่นมาเป็นสิบๆปีก็ตาม
กุญแจสำคัญในการลงทุนก็คือ Money Management
นอกเหนือจากแนวคิดในการลงทุนแล้ว คำที่คุ้นหูอย่างการแบ่งไม้ หรือ Money Management ก็เป็นเรื่องที่ห้ามมองข้ามเช่นกัน เพราะมันสำคัญยิ่งกว่าเข้าซื้อหรือขายเสียอีก ยิ่งเฉพาะตอนที่กระแสขาขึ้นกำลังมาเช่นตอนนี้ ความรู้เรื่องการแบ่งเงินลงทุนที่หลาย ๆ คนศึกษามาก็อาจกระเจิงไปหมดแล้วก็ได้ เพราะฉะนั้นให้ตัดอารมณ์ทิ้งออกไปก่อน และลงทุนตามแผนที่เราศึกษามา
Money Management คือการแบ่งเงินลงทุนของเราออกเป็นหลายๆ ก้อน จากนั้นนำเงินไปลงทุนตามระบบที่วางไว้อย่างมีแบบแผน ทำให้ความเสี่ยงในการลงทุนลดลง
การวางแผนนั้นไม่ได้เพียงแต่จะทำให้มีโอกาสได้กำไรมากขึ้น แต่ยังลดความเสี่ยงในการลงทุนได้ด้วย ลองเปรียบเทียบระหว่าง
- มีเงิน 10,000 บาท เมื่อเห็นตลาดคริปโตเป็นขาขึ้น ก็จะคิดว่า All-in ไปเลย ขาขึ้นแบบนี้กำไร 2 เท่าแน่นอน จากนั้นก็จะเข้าซื้อด้วยเงินทั้งหมดที่มี ถ้าตลาดขาขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงเป้า ก็อาจขายได้กำไร แต่ในทางกลับกันหากตลาดเป็นขาลง จะเท่ากับขาดทุนแบบไม่มีทางแก้ไขได้เลย
- มีเงิน 10,000 บาท แต่รู้จักการแบ่งไม้ เมื่อเห็นตลาดคริปโตเป็นขาขึ้น ก็จะแบ่งเงินออกเป็นก้อน ๆ และค่อย ๆ เข้าซื้อ ในตอนที่ตลาดขึ้น อาจได้กำไรไม่เยอะเท่าแบบแรก แต่ในทางกลับกันหากตลาดเป็นขาลง ไม้แรกที่ลงทุนไปติดลบก็จริง แต่ยังเหลือไม้อื่น ๆ อีกเข้าไปแก้ โดยการซื้อถัวให้ได้กำไรได้ หรือหากตัดสินใจ Cut Loss ไม้แรก ก็ขาดทุนไม่หนักมาก
และพูดกันตามหลักความเป็นจริง ตลาดคริปโตที่ผันผวนมากอยู่แล้วในขาขึ้นนี้ การแบ่งไม้จะยิ่งสำคัญเข้าไปใหญ่ เพราะความเสี่ยงในการติดดอยจะสูงมากๆ การลดความเสี่ยงให้ได้มากที่สุดเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เมื่อบริหารความเสี่ยงได้ กำไรก็จะค่อยๆ ตามมาแบบยั่งยืนเอง
ก่อนลงทุนต้องมีเป้าหมายการลงทุนเสมอ
นักลงทุนหน้าใหม่ส่วนใหญ่ เมื่อเห็นตลาดขาขึ้นแบบนี้มักจะไม่ได้กำหนดขอบเขตของการลงทุนของพวกเขาไว้เลย หากลองไปถามเขาดูว่า กะจะขายที่ราคาเท่าไร พวกเขาคงใช้เวลาคิดสักพักก่อนตอบกลับมา แต่ถ้าไปถามนักลงทุนที่มีประสบการณ์ พวกเขาจะตอบได้ทันทีเลยว่า จะขายที่ราคานี้ๆ เป็นจำนวนเท่านี้ จากคำตอบจะเห็นได้ชัดเลยว่า ความแตกต่างระหว่างทั้ง 2 คน คือประสบการณ์และแผนในการลงทุนนั่นเอง
การวางแผนในการลงทุน หรือที่เรียกกันว่า การมีวินัยในการลงทุน เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย ในตลาดขาขึ้นของคริปโต เพราะส่วนมากมักจะถูกความโลภครอบงำ ไม่ได้ตั้งเป้าไว้ว่าจะขายได้เท่าไร หรือถ้าตั้งก็ตั้งหลอกๆ เช่น ตอนแรกกะจะขายเมื่อได้กำไร 15 เปอร์เซ็นต์ พอได้กำไร 15 เปอร์เซ็นต์ ก็เปลี่ยนเป้าเป็น 30 เปอร์เซ็นต์ และผลัดไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายไม่กล้าขาย และติดดอยไปในที่สุด
การลงทุนในขาขึ้นที่ถูกต้องตั้งเป้าไว้เลยว่าจะทำการ Take Profit หรือ Cut Loss ที่เท่าไร ละในจุดนี้เองที่ Money Management จะเข้ามามีบทบาทด้วย เพราะการแบ่งไม้เข้า จะทำให้เราแบ่งไม้ขายได้ไม่ยาก ไม่ว่าจะในแง่ของการ Take Profit หรือ Cut Loss เพราะว่า ในแง่ของการ Take Profit ก็ไม่ต้องกังวลว่า ขายไปแล้ว เหรียญจะราคาขึ้นต่อ เนื่องจากยังคงมีคริปโตในไม้อื่น ๆ ไม่ได้ขาย หรือถ้าราคาลง ก็จะได้สบายใจว่า ขายไปส่วนหนึ่งแล้ว ดีกว่าติดดอยทั้งหมดนั่นเอง
การตั้งเป้าที่ดีสามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ แล้วแต่เทคนิคและความถนัดของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Fibonanci Retracement, แนวรับแนวต้าน หรือตัวชี้วัดอื่น ๆ ก็ได้เช่นกัน
กระแสขาขึ้นของคริปโตมักทำให้มือใหม่ลืมสิ่งที่เรียนรู้มาทั้งหมด และ All-in เพราะกลัวตกรถ ซึ่งทางที่ดี ไม่ควรตามข่าวจนเกินไปให้ดูที่เทรนด์โดยภาพรวมแทน ดูจากความเป็นจริง ที่ไม่ได้ถูกปรุงแต่งขึ้นมา หรือเป็นเรื่องที่คิดเอาเอง, ใช้การ Money Management กระจายความเสี่ยงให้เหมาะสมจะได้ไม่ต้องกังวลมาก และมีแบบแผนที่ชัดเจนในการ Take Profit หรือ Cut Loss อย่างเป็นระบบ จะทำให้ได้กำไรเยอะขึ้น, ความเสี่ยงน้อยลง และลงทุนอย่างสบายใจมากขึ้นในขาขึ้นของตลาดคริปโต และเทคนิคเหล่านี้ สามารถนำไปประยุกต์พลิกแพลงใช้ในตลาดขาลงได้เช่นกัน
Comment