ในนิยามของความสำเร็จ หลายๆคนมักใช้ตัวชี้วัดจากเรื่องการเงินเป็นอันดับแรก ก็แน่นอนล่ะ ว่าเงินจะทำให้ตัวเราเองและครอบครัวสุขสบายได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงไม่แปลกนักที่เราจะใช้การประสบความสำเร็จทางการเงินเป็นเครื่องวัดความสำเร็จในชีวิต แต่ว่า คำว่า “ประสบความสำเร็จทางการเงิน” นี่มันวัดยังไง ต้องมีบ้านกี่หลัง รถกี่คัน ถึงจะเรียกว่าประสบความสำเร็จทางการเงินกันนะ ?
พี่ทุยเจอคำถามนี้บ่อยเหมือนกัน ทำงานมาตั้งหลายปี เก็บเงินลงทุนไปเรื่อยๆ เพื่อเป้าหมายในการประสบความสำเร็จทางการเงิน แต่มันก็ดูเป็นเป้าหมายที่เคว้งคว้างดูจะเอื้อมไม่ถึงสักที
ถ้าลองค้นหาดู จะพบว่านักธุรกิจหลายๆคน นักลงทุน หรือ CEO ระดับโลก ต่างก็มีเป้าหมายประสบความสำเร็จทางการเงินที่ต่างกัน
ในเมื่อการวัดความสำเร็จของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้นก็ไม่ต้องกังวลไปว่าคนอื่นจะวัดด้วยอะไร เรามาลองกำหนดเป้าหมายของเรากันด้วยตัวเองเถอะ
ใช้ค่าเฉลี่ยเป็นเกณฑ์
การวัดความสำเร็จทางการเงินแบบง่าย อาจจะเริ่มจากการเทียบกับเพื่อนๆหรือคนรอบตัว ถ้าจะเอาให้กว้างหน่อย ก็เทียบกับคนทั้งประเทศไปเลย ลองใช้ค่าเฉลี่ยรายได้ของคนทั้งประเทศเป็นตัวชี้วัดว่า เรามีรายได้มากแค่ไหน อาจจะเทียบจากค่าเฉลี่ยหรือเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ได้
รายได้ของเรา > รายได้เฉลี่ย
ผลสำรวจจากสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนของคนในกรุงเทพฯ เท่ากับ 45,707 บาทต่อเดือน นั่นหมายความว่า ถ้าในครอบครัวนึงมีคนทำงานคนเดียวเลี้ยงดูทั้งครอบครัว คนๆนั้นก็จะมีเงินเดือนประมาณ 45,000 บาท แต่ถ้าทำงานทั้งคู่ ก็จะมีเงินเดือนเฉลี่ยประมาณ 22,500 บาท
วิธีนี้พี่ทุยนึกถึงสมัยตอนเรียนมหาวิทยาลัยที่คะแนนสอบของแต่ละคนไม่ได้ถูกแบ่งเกรดตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ แต่จะถูกแบ่งจากกลุ่ม ถ้าเราได้คะแนนเพียงแค่ครึ่งเดียว แต่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยของคนทั้งห้อง ก็จะถือว่าทำคะแนนได้ดี
ข้อดีของการใช้วิธีนี้ก็คือ เราจะสามารถหักผลทางเศรษฐกิจออกไปได้ ถึงแม้ว่ารายได้เราอาจจะลดลงจากปีที่ผ่านมา แต่ถ้าเทียบกับคนอื่นๆในประเทศแล้วยังสูงขึ้น นั่นก็แสดงว่าเรามีรายได้สูงขึ้น แต่อาจจะแค่ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดีแค่นั้นเอง
แต่วิธีนี้พี่ทุยว่าอาจจะไม่เหมาะกับมนุษย์เงินเดือนเท่าไหร่นะ เพราะเงินเดือนที่ได้อย่างสม่ำเสมออาจจะไม่ค่อยแปรผันกับสภาพเศรษฐกิจสักเท่าไหร่ แต่สามารถลองนำไปคิดเล่นๆ กันดูได้นะ
ใช้ Passive income เป็นเกณฑ์
ถ้าจะให้พูดแบบย่อๆ Passive income ก็คือ รายได้ที่เราไม่ต้องออกแรง ส่วนใหญ่ก็จะเป็นรายได้ที่มาจากการลงทุนนั่นเอง ส่วนรายได้จากการทำงานหรือเงินเดือน จะถูกเรียกว่า Active income
Passive Income > รายจ่าย = ไม่ต้องทำงานก็มีใช้
การที่เรามี Passive Income มากๆ อาจจะเป็นฝันของหลายๆคน ก็แน่ล่ะ ไม่ต้องทำงานก็ได้เงินมาใช้เรื่อยๆ แบบเหนื่อยใช้เงินมากกว่าเหนื่อยหาเงิน เป็นใครจะไม่ชอบล่ะ แต่ปัญหาก็คือการจะได้มาซึ่ง Passive Income ที่มากกว่ารายจ่ายในชีวิตประจำวัน เราจะต้องมีเงินแค่ไหนกันเนี้ย
มาลองคำนวณดูเล่นๆกันดีกว่า ถ้าสมมติว่าเรามีรายจ่ายต่อเดือน 30,000 บาท 1 ปีก็ 360,000 บาท
เงินฝากในธนาคารให้อัตราดอกเบี้ย 2% ต่อปี
จะต้องมีเงินฝากทั้งหมด 18,000,000 บาท ถึงจะมีเงินใช้โดยไม่ต้องทำงาน
แต่ถ้าเลือกลงทุนที่ให้ผลตอบแทน 5% ต่อปี
จะต้องมีเงินลงทุนทั้งหมด 7,200,000 บาท ถึงจะมีเงินใช้โดยไม่ต้องทำงาน
และถ้าลองทำธุรกิจเช่นเปิดร้านกาแฟ ที่ให้ผลตอบแทนสัก 20% ต่อปีดูซิ
จะต้องมีเงินลงทุนทั้งหมด 1,800,000 บาท ถึงจะมีเงินใช้โดยไม่ต้องทำงาน
แต่แอบกระซิบหน่อยว่า ยิ่งผลตอบแทนสูงๆเนี่ย มักมาพร้อมกับความเสี่ยงเสมอ และถ้าเป็นธุรกิจถึงผลตอบแทนจะมากแต่ความเสี่ยงก็มักจะมากขึ้นตามไปด้วยน้า และอาจจะต้องมาดูร้านทุกวัน อย่างงี้ก็ใกล้เคียงกับการมาทำงานอยู่นะ
Passive Income เป็นสิ่งที่ควรมี แต่การที่เราจะหวังพึ่งมันไปตลอดก็คงจะไม่ดี เพราะทุกอย่างย่อมมีความเสี่ยง แต่สิ่งเดียวที่จะสามารถหาเงินให้เราได้ตลอดไป นั่นก็คือ ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ต่างหาก
ใช้ความสุขเป็นตัวชี้วัด
แต่สุดท้ายแล้ว ตัวชี้วัดการประสบความสำเร็จทางการเงินที่ดีที่สุดอาจจะเป็นแค่ความพึงพอใจของตัวเราเองก็ได้
ความจริง – ความคาดหวัง = ความสุข
จากบทความชื่อดังของ “waitbutwhy” ที่ได้พูดถึงสมการของความสุข ซึ่งเราสามารถนำสมการนี้มาประยุกต์ใช้กับการวัดเป้าหมายในการประสบความสำเร็จทางการเงินของเราได้
หลายคนอาจเคยเห็นว่า ทำไมเขาคนนั้น มีบ้านมีรถ มีเงินพอใช้ในทุกๆวัน แต่ทำไมเขาถึงยังไม่มีความสุขสักที ทุกคนต่างยกย่องว่าเขาเป็นคนที่ประสบความสำเร็จทางการเงินแล้ว แต่ตัวเขาเองกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น นั่นก็เป็นเพราะว่าความคาดหวังของเรา ยังน้อยกว่าความจริงที่เขามีอยู่
หรือกับอีกคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตลำบากมาตลอด พอวันนี้ได้แค่มีห้องเช่าเล็กๆ กับงานที่ได้เงินพอใช้ชีวิตประจำวัน ก็มีความสุขและเรียกได้ว่าตัวเองประสบความสำเร็จทางการเงินได้แล้ว เพราะว่าความเป็นจริงของเขาได้สูงกว่าความคาดหวังแล้วนั่นเอง
การสร้างความคาดหวังให้ตัวเอง หรือการวางเป้าหมายทางการเงินเป็นสิ่งที่สำคัญ และควรกำหนดให้เหมาะสม วางให้สูงพอที่จะเอื้อมถึง ประเมินศักยภาพแบบไม่ดูถูกตัวเอง วางให้สูงเพื่อเป็นแรงผลักดันในการทำงาน และก็ไม่ควรสูงเกินไปจนท้อแท้และไม่เหลือความสุขในชีวิต
จริงๆแล้วการกำหนดเป้าหมายเป็นตัวเลขที่จับต้องได้ก็มีข้อดีอยู่เหมือนกัน นั่นก็คือทำให้เรารู้ว่าตัวเองไปถึงจุดไหนแล้ว เทียบกับเป้าหมายปัจจุบันของเราเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของเป้าหมายแล้ว จะทำให้เรา ประสบความสำเร็จทางการเงิน
ถ้าใกล้แล้วก็จะได้แบ่งเวลาไปพักผ่อนหรืออยู่กับครอบครัวบ้าง หรือถ้าเป้าหมายยังดูอีกห่างไกล แล้วเราไปด้วยความเร็วเท่านี้น่าจะไม่ได้ไปถึงความสำเร็จ ก็อาจจะต้องเริ่มต้นทำอะไรสักอย่างเพิ่มเติมแล้ว