ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ มีหลายเหตุการณ์ที่ส่งผลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะเป็นผลโหวต BREXIT หรือ การออกจากสหภาพยุโรปของประเทศอังกฤษ หรือแม้แต่การชนะการเลือกตั้งของประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ซึ่งนำมาสู่สงครามการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน
ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจโดยรวมที่เอื่อยเฉื่อยอยู่นี้ มีประเทศแห่งหนึ่งได้รับการจับตามองเป็นพิเศษ ถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
ไม่ใช่คนอื่นคนไกลที่ไหน เพื่อนบ้านของเรา “เวียดนาม” นี่เอง
เมื่อต้นปี 2018 ที่ผ่านมา เวียดนามประกาศตัวเลข GDP เติบโตขึ้น 7.38% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในรอบ 10 ปี และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอาเซียน และการเติบโตดังกล่าวเป็นมาอย่างต่อเนื่องหลายปีแล้ว
ด้วยการเติบโตอย่างมั่นคง “เวียดนาม” สามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติได้อย่างมหาศาลถึงกว่า 3,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
ในบทความนี้ พี่ทุยรวบรวมเบื้องหลังความก้าวหน้าของเวียดนาม 3 ข้อ ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ก้าวไปข้างหน้า ถึงขนาดที่บทวิเคราะห์จาก “PWC” (Price Waterhouse Coopers) กล่าวไว้ว่า เวียดนามอาจกลายเป็นประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตแซงหน้าจีนได้เลยทีเดียว
1. นโยบายทางเศรษฐกิจต้องเอื้อต่อการลงทุน
สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลของเวียดนามพยายามผลักดันมาตลอด คือ สภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินธุรกิจ การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (Foreign Direct Investment หรือการที่ต่างชาติจะนำเงินเข้าลงทุนในประเทศ) ในเวียดนามเป็นเรื่องง่าย และรัฐบาลยังมีการปรับลดภาษีสำหรับบางอุตสาหกรรม พร้อมทั้งกำกับดูแลเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยอย่างใกล้ชิดอีกด้วย
ในปัจจุบัน บริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่ง ต่างตบเท้าเข้ามาตั้งฐานการผลิตในเวียดนาม ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอุปกรณ์ไฮเทคที่มีมูลค่าการส่งออกกว่า 60,000 ล้าน USD (ซัมซุง มีฐานการผลิตใหญ่ที่เวียดนาม) หรืออุปกรณ์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่คนในประเทศก็ถือเป็นลูกค้าหลักไม่แพ้การส่งออก (ยอดขายมอเตอร์ไซค์ในเวียดนามสูงเกิน 3 ล้านคันต่อปี เป็นรองเพียงจีน อินเดีย และอินโดนีเซีย)
นอกจากนี้ รัฐบาลเวียดนามยังเดินหน้าผลักดันการส่งออกอย่างเต็มที่ โดยปัจจุบันเวียดนามเพิ่งลงนามในข้อตกลงทางการค้า หรือ FTA (Free Trade Agreement) ที่ชื่อว่า “Vietnam – EU FTA” ซึ่งเป็นข้อตกลงทางการค้าระหว่างเวียดนาม และยุโรป และกำลังเร่งลงนามใน “Vietnam – US FTA” ซึ่งเป็นข้อตกลงทางการค้าระหว่างเวียดนาม และสหรัฐฯ อีกหนึ่งฉบับ FTA จะเอื้ออำนวยต่อการส่งออก และนำเข้าสินค้าสู่ประเทศคู่สัญญา
ทั้งนี้ การส่งออกสินค้าเกษตรของเวียดนามสูงติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก โดยมี อาหารทะเล ข้าว ชา เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ พริกไทยดำ ยาง และมันสำปะหลัง เป็นสินค้าหลัก และมีการส่งออกเมล็ดกาแฟเป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นรองเพียงบราซิล
และท้ายที่สุด กฎข้อบังคับต่างๆของภาครัฐจะต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศจึงให้ความเชื่อมั่น และกล้านำเงินไปลงทุนอย่างเต็มที่
2. พัฒนาธุรกิจภาคบริการ เทคโนโลยี และการศึกษา
นอกเหนือจากภาคการผลิต เวียดนามหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศทีละนิด เพื่อก้าวไปเป็นธุรกิจภาคการบริการให้มากขึ้น
ธุรกิจภาคบริการ ถือเป็นอุตสาหกรรมที่เพิ่มมูลค่าได้สูง มีเรื่องการสร้างมูลค่าเพิ่มจากแบรนด์ และนวัตกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งต้องอาศัยองค์ความรู้ และการวิจัยพัฒนาเป็นพื้นฐาน
ปัจจุบัน เวียดนามกำลังเร่งผลักดันให้จำนวนบริษัทเกิดใหม่ในประเทศขึ้นไปแตะหลัก 700,000 บริษัทให้ได้โดยเร็ว รวมทั้งให้การสนับสนุนสตาร์ทอัพ (โดยเฉพาะสตาร์ทอัพที่เกี่ยวข้องการเทคโนโลยีทางการเกษตร) ด้วยการลดหย่อนภาษี การอัดฉีดเงินลงทุน และการอำนวยความสะดวกต่อการวิจัยพัฒนา โดยมีเป้าหมายให้เวียดนามกลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจเทคโนโลยีของอาเซียน
ฮานอย โฮจิมินห์ และดานัง ถูกวางให้เป็นเมืองนำร่องสำหรับ “สมาร์ท ซิตี้” (Smart City) ที่จะนำระบบไอทีมาใช้อำนวยความสะดวกในเรื่องต่างๆ เช่น การจ่ายภาษีออนไลน์ หรือการเป็นสังคมไร้เงินสด เป็นต้น
ทั้งนี้ การจะปรับพื้นฐานเศรษฐกิจจากการผลิต ไปสู่การบริการ หรือเทคโนโลยีได้ ประชากรจำเป็นต้องมีคุณภาพ ซึ่งรัฐบาลเวียดนามให้ความสำคัญเรื่องนี้เป็นพิเศษ สังเกตได้จากการที่คะแนนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่านของเยาวชนเวียดนามพุ่งสูงไปติดอันดับ 8 จาก 72 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก
ชนชั้นกลางของประเทศเวียดนามยังเติบโตอย่างรวดเร็วอีกด้วย นั่นหมายถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งจะตามมาด้วยการจับจ่ายใช้สอยที่มากขึ้น (Demand เพิ่มขึ้น) และการพัฒนาสินค้า หรือบริการมาตอบสนองให้มากขึ้น (Supply เพิ่มขึ้น)
3. มีส่วนร่วมบนเวทีโลกมากขึ้น
ต้นปี 2018 ที่ผ่านมา ณ กรุงฮานอย เวียดนามได้เป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีรัฐสภาภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิก (Annual Meeting of the Asia-Pacific Parliamentary Forum-APPF) ครั้งที่ 26 ภายใต้หัวข้อ ความสัมพันธ์หุ้นส่วนระหว่างรัฐสภา เพื่อสันติภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ในการประชุม ตัวแทนรัฐบาลของเวียดนามได้มีโอกาสกล่าวยืนยันถึงความตั้งใจในการพัฒนาประเทศ และการกระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรมและการพัฒนาในระดับภูมิภาค
นอกจากนี้ ในวันที่ 11-13 กันยายน 2018 ที่ผ่านมา เวียดนามยังมีโอกาสได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมฟอรั่มเศรษฐกิจโลก – อาเซียน (World economic forum – ASEAN) ซึ่งได้รับการชื่นชมจากสื่อต่างประเทศทุกสำนัก ถึงขนาดที่ “ศาสตราจารย์ คลอส ชวาป” (Professor Klaus Schwab) ประธานของ WEF กล่าวว่า “เป็นการประชุม WEF ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด”
การมีส่วนร่วม ไม่เพียงแต่เป็นเจ้าภาพ แต่รวมถึงการไปร่วมแสดงออกบนเวทีโลกในงานต่างๆ ส่งผลที่ดีต่อภาพลักษณ์ของเวียดนามในสายตาของนักลงทุนจากประเทศอื่นๆ ตัวแทนรัฐบาล หรือผู้นำประเทศยังได้มีโอกาสแสดงทัศนะ เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นในนโยบายของประเทศ รวมถึงการสนับสนุนที่รัฐบาลมอบให้แก่นักลงทุน เมื่อพวกเขาเข้ามาดำเนินธุรกิจในเวียดนาม
ยิ่งหากได้มีโอกาสจัดการประชุมระดับโลกและทำผลงานได้ดี แขกจากนานาประเทศจะได้เข้ามาเห็นโครงสร้างพื้นฐาน เห็นระบบคมนาคม หรือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยยืนยันความมั่นใจให้นักลงทุนต่างชาติมากขึ้นอีกด้วย
อย่างไรก็ดี แม้ 10 ปีที่ผ่านมาจะถือเป็นทศวรรษอันรุ่งเรืองของเวียดนาม แต่ด้วยความที่มีประวัติศาสตร์แห่งความขัดแย้ง จนเกิดการแบ่งแยกแผ่นดิน รวมไปถึงการตกเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตก ทำให้เวียดนามในยุคก่อนล้าหลังจากประเทศอื่นๆอยู่พอสมควร ช่วงเวลาที่ถดถอยนั้นยังคงเป็นช่องว่างที่ชาวเวียดนามต้องใช้เวลาอีกหลายปีเพื่อนำความเจริญมาทับถมให้หมดสิ้น
แต่เห็นแบบนี้แล้ว พี่ทุยต้องบอกเลยว่า โอกาสที่เวียดนามจะก้าวล้ำหน้าไปกว่าประเทศอื่นๆในอาเซียนรวมทั้งไทย มีสูงทีเดียว ตัวเลขทางเศรษฐกิจเองก็ชี้ชัดไปในทางเดียวกัน ดังนั้น ไทยเราเองก็ต้องเร่งพัฒนาตัวเองขึ้นมาบ้างแล้ว ทั้งเรื่องของการศึกษา เทคโนโลยี และนโยบายด้านการลงทุนต่างๆ
ในระหว่างนั้น ใครที่ชื่นชอบการลงทุนอยู่ล่ะก็ พี่ทุยว่า ด้วยอัตราการเติบโตขนาดนี้ ตลาดหุ้นเวียดนามก็ถือเป็นแหล่งการลงทุนที่น่าสนใจ และน่าศึกษาทีเดียว ดังที่ ดร.นิเวศน์ นักลงทุนสายเน้นคุณค่า คนเก่งของเรา ได้กล่าวถึงเวียดนามไว้ว่าเป็น “Land of growth” เลยเชียวล่ะ