ช่วงนี้ไม่มีข่าวไหนที่จะร้อนแรงไปกว่า ข่าวเรื่อง “Google” ประกาศเลิกทำธุรกิจกับ “Huawei” บริษัทสัญชาติจีนที่เพิ่งคลอดสมาร์ทโฟนรุ่น “P30 Pro” ออกมาจนฮิตกันระเบิดระเบ้อทั่วบ้านทั่วเมือง แต่ระเบิดลูกไหนๆก็ไม่แรงเท่าระเบิดลูกที่ถูกจุดชนวนและสะเทือนไปทั้งโลก เมื่อมีประกาศออกมาว่า บริษัท Huawei และบริษัทลูกอีก 68 บริษัทถูกจับเข้า Entity Lists หรือพูดง่ายๆคือบัญชีดำของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีผลทำให้ Huawei มีข้อจำกัดในการทำธุรกิจกับบริษัทของสหรัฐทั้งหมด รวมถึงจะไม่สามารถใช้งานระบบแอนดรอยด์ที่มี Google เป็นแกนหลักได้อีกต่อไป
การที่ Huawei ถูก Google เทครั้งนี้มีผลยังไงบ้าง ?
ตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจจนถึงทุกวันนี้ ทาง Google ได้สร้างระบบแอนดรอยด์แบบระบบเปิด (ตามข่าวต่างๆ จะเรียกกันว่า Open Source) ซึ่งระบบเปิดนี้ ก็เปิดตามชื่อของมัน คือ จะเปิดเผย Source Code เบื้องต้นของระบบ แล้วถ้าใครต้องการใช้ก็เอาไปปรับแต่งเพิ่มเติมกันอีกทีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย อธิบายง่ายๆ คือ เหมือนทาง Google เป็นคนสังเคราะห์เยื่อไม้มาทำกระดาษ ใส่สันกาว ประกอบเป็นรูปเล่มจนเป็นสมุด แต่หน้ากระดาษยังคงว่าง ผู้ที่ต้องการใช้ระบบแอนดรอยด์ เช่น Huawei ก็สามารถเอาสมุดเปล่าเล่มนี้ไปเขียนเนื้อหาเพิ่มเติมตามสไตล์ของตัวเอง ซึ่งมันอาจจะออกมาเป็นหนังสือแฟนตาซีอย่าง Harry Potter หรือนิยายสยองขวัญก็ได้ ดังนั้น Google จึงไม่มีสิทธิ์ระงับการใช้ Source Code แต่สำหรับส่วนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ Open Source เช่น Google play, Google Drive, Google Docs หรือ Gmail จะถูกระงับการเข้าถึงทั้งหมด
ถ้าเรื่องเป็นไปตามนี้ก็หมายความว่า ผู้ใช้งาน Huawei อยู่ก่อนแล้ว จะไม่สามารถอัพเดทแอนดรอยด์เป็นเวอร์ชันใหม่และอัพเดทความปลอดภัยได้ รวมถึงจะโหลดแอปฯจาก Google play ก็ไม่ได้ ส่วนผู้ใช้งาน Huawei รายใหม่ (หลังประกาศนี้ออกไป) จะไม่สามารถใช้งานส่วนของ Google Service ได้ทั้งหมด
แต่คนที่ใช้ Huawei อย่าเพิ่งใจเสียจนเอาสมาร์ทโฟน Huawei ไปคั่นหนังสือซะก่อน ดึงสติแล้วฟังพี่ทุยนะ เรื่องนี้อาจจะไม่แย่อย่างที่คิด พี่ทุยรู้มาว่ากรณีอย่างนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่เกิดขึ้นมาแล้วกับสมาร์ทโฟนแบรนด์ ZTE ที่ถูกสหรัฐขึ้นบัญชีดำไม่ให้มีการซื้อสินค้าทุกชนิดของ ZTE ในสหรัฐฯเพราะดันไปละเมิดข้อตกลงโดยการลักลอบส่งสินค้าให้กับอิหร่านและเกาหลีเหนือ
ซึ่งประเด็นนี้ต้องสะกิดใจบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Huawei อยู่แล้ว พี่ทุยจินตนาการว่าถ้าได้อ่านรายงานประจำปีบริษัท Huawei น่าจะแจกแจงและเขียนถึงวิธีการแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างละเอียดแน่นอนในหัวข้อ “ความเสี่ยงในการพึ่งพาระบบแอนดรอยด์” และพระเอกขี่ม้าขาวที่อาจมาช่วยผู้ใช้ตาดำๆได้ในครั้งนี้ ก็คือระบบปฏิบัติการที่มีชื่อว่า “Hongmeng” ซึ่งทาง Huawei ซุ่มพัฒนามา 7 ปี นับตั้งแต่ปี 2012 แล้ว
ในเดือนมีนาคม 2019 ที่ผ่านมา คุณริชาร์ด หยู ซีอีโอของ Huawei ได้ออกมาเผยว่าทางบริษัทกำลังพัฒนาระบบปฏิบัติการของตัวเองอยู่ เพื่อใช้ในกรณีที่ไม่สามารถใช้ระบบแอนดรอยด์ได้ ใครจะรู้ล่ะว่าผ่านไปแค่สองเดือนเท่านั้นสิ่งนี้จะเป็นจริงขึ้นมา ถ้าเรื่องนี้จะถูกมองว่าคือฝันร้ายที่กลายเป็นจริง ก็คงเป็นฝันร้ายที่เตรียมรับมือมาอย่างดีและเนิ่นนานแล้ว จนเราอาจจะเรียกมันว่าฝันร้ายได้ไม่เต็มปากนัก
จะสังเกตได้ว่าแผนเรื่องการบริหารความเสี่ยงในการบริการองค์กรนั้นเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ถ้าเราทำธุรกิจแบบอาศัยคนอื่นอยู่ความเสี่ยงจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ นั่นเลยเป็นแผนว่าทำไม Huawei ถึงพัฒนา OS ของตัวเองอย่าง Hongmeng มาเรื่อยๆ
ทำไม Huawei ถึงตกเป็นเป้า ?
เวลาที่จะโจมตี การเลือกเป้าที่มองเห็นได้ชัดย่อมจะง่ายกว่าการเลือกเป้าเล็กๆที่คลุมเครือ Trade War หรือ Tech War ในตอนนี้ก็เช่นกัน
รู้มั้ยว่าปัจจุบันนี้มีผู้ใช้งานสมาร์ทโฟน Huawei มากถึง 500 ล้านเครื่องใน 170 ประเทศ และ Huawei ครองส่วนแบ่งการตลาดสมาร์ทโฟนเป็นอันดับ 2 ของโลกแซงหน้า Apple ไปแล้ว จะเป็นรองก็แค่เพียง Samsung เท่านั้น ในตลาดสมาร์ทโฟน ผู้ครองส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดคือ Samsung คิดเป็น 23.1% รองลงมาคือ Huawei ที่ 19.0% และอันดับ 3 คือ Apple คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดที่ 11.7%
ถ้าเป็นนักวิ่ง คงต้องบอกว่า Huawei วิ่งตาม Samsung มาติดๆ ผู้ชมข้างสนามคงต้องลุ้นกันจนตัวโก่งทีเดียวว่าใครจะเข้าเส้นชัยก่อนกัน ในขณะที่ Apple วิ่งทิ้งห่างพอสมควร แบบที่กว่าจะเข้าเส้นชัย Samsung กับ Huawei คงพักหายเหนื่อยแล้ว (ฮ่า)
และเมื่อไตรมาส 1 ของปี 2019 ที่ผ่านมา Huawei ก็สามารถสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นถึง 50% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่อันดับ 1 อย่าง Samsung มียอดขายลดลง 8.3% จากปีที่แล้ว ส่วน Apple ดูเหมือนจะอาการหนักสุด เพราะยอดขายตกลงถึง 30.2%
ส่วนแบ่งการตลาดของสมาร์ทโฟนในไตรมาสที่ 1 ในปี 2019
การเติบโตของ Huawei มาจากอะไร ?
ยอดจำหน่ายสมาร์ทโฟนของหัวเว่ยตั้งแต่ปี 2010 ถึง 2018 (หน่วยเป็นล้านยูนิต)
สิ่งที่ทำให้ Huawei ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ในวงการสมาร์ทโฟนอย่างทุกวันนี้คงมีหลายประเด็น ถ้าจะให้พี่ทุยสาธยายอาจจะต้องใช้พื้นที่หลายหน้ากระดาษ แต่สิ่งที่พี่ทุยคิดว่าน่าสนใจและอยากเอามาเล่าให้ฟังคือเรื่องของการจัดการ “คน” ของเค้า
เรื่องแรก คือการที่ Ren Zhengfei ผู้ก่อตั้ง Huawei ไม่ได้ขึ้นแท่นเป็นผู้บริหารหลักของบริษัท เพราะนโยบายของบริษัทจะให้มีการสับเปลี่ยนผู้บริหารระดับอาวุโส 3 คน สลับกันไปในทุกๆ 6 เดือน ซึ่งทำให้ไม่มีใครมีอำนาจเบ็ดเสร็จ อ่านแล้วพี่ทุยนึกถึงการคานอำนาจของสมุหนายกและสมุหกลาโหมในสมัยอยุธยาเลย นอกจากประโยชน์ด้านการคานอำนาจแล้ว ผู้บริหารคนนี้ไม่ได้อยู่ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ก็จะได้มีเวลาทำสมองให้โล่ง เปิดรับความคิดสร้างสรรค์แล้วมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ยังไงล่ะ
เรื่องต่อมา คือการที่ Ren Zhengfei ผู้ก่อตั้งเอง ถือหุ้นในบริษัทเพียงแค่ 1.5% เท่านั้น อย่าเพิ่งอมยิ้มแล้วทำหน้ารู้ทันกัน พี่ทุยรู้นะว่าคิดอะไรกันอยู่ (อิอิ) นี่ไม่ใช่กรณีที่เจ้าของค่อยๆรินขายหุ้นผ่านหลายช่องทาง จนเหลืออยู่แค่นิดเดียวอย่างที่เราคุ้นกัน แต่ที่ Ren Zhengfei ถือหุ้นเพียง 1.5% เป็นเพราะเค้าต้องการให้หุ้นกระจายไปอยู่ในมือของพนักงานHuawei กว่า 150, 000 ชีวิต เมื่อหุ้นเป็นของพวกเขาแล้ว ก็เท่ากับว่าเป็นเจ้าของร่วมของบริษัทด้วย และแน่นอนว่าพนักงานเหล่านั้น ย่อมอยากทำให้บริษัทของตัวเองเติบโต กำไรงาม เพราะจะส่งผลถึงเงินปันผลของพวกเขาโดยตรง
ไม่มีวิธีไหนจะทำให้คนอื่นช่วยกันรดน้ำพรวนดินต้นไม้ได้อย่างขยันขันแข็ง เท่ากับสัญญาว่าจะแบ่งผลไม้ให้กินเมื่อมันโตได้หรอก จริงมั้ย ? คงต้องมาดูกันต่อไปว่าทาง Google และ Huawei จะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเรื่องนี้ยังไง เพราะประเด็นนี้ส่งผลกระทบถึง Google เช่นกันนะ
แม้ว่าพี่ทุยจะไม่ได้ปลูกต้นไม้ เลยสัญญาไม่ได้ว่าจะแบ่งผลไม้ให้กิน แต่พี่ทุยขอสัญญาว่าจะติดตามสถานการณ์เรื่องนี้ติดขอบสนามแล้วมาเล่าแบบวิเคราะห์เจาะลึกเรื่อยๆนะ ตกลงมั้ย (ฮี่ฮี่)
Comment