ทิศทางของ Huawei หลังจาก Google ประกาศแบน

ทิศทางของ Huawei หลังจาก Google ประกาศแบน

4 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • Google ประกาศ​เลิกทำธุรกิจ​กับ​ Huawei เนื่องจาก​บริษัท​​นี้ถูกจับเข้าบัญชี​ดำไม่ให้ทำการค้ากับสหรัฐ​
  • เคยมีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นเหมือนกัน​​ ไม่นานมานี้​ ZTE ถูกสั่งแบน​ไม่ให้ทำการค้ากับสหรั​ฐ​ Huawei คิดถึงปัญหาการพึ่งพาแอนดรอยด์มานานแล้ว​ และได้พัฒนาระบบปฏิบัติการ​ของตัวเอง​ มีชื่อว่า​ “hongmeng” ตั้งแต่​ปี 2012
  • Huawei ก้าวขึ้นมาครองส่วนแบ่งการตลาดสมาร์ทโฟน​เป็นอันดับ​ 2 ของโลก โดยอันดับ​ 1 คือ ​Samsung ​และอันดับ​ 3 คือ​ Apple
  • ผู้ก่อตั้ง ​Huawei ถือหุ้นบริษัท​เพียง 1.5% เท่านั้น​ นอกนั้นกระจายให้พนักงาน​ในบริษัท​ถือ​ เป็นการทำให้พวกเขารักในองค์กร​และมุ่งมั่นที่จะสร้างผลกำไร​ เพราะรู้สึกว่าได้เป็น​เจ้าของ​ร่วม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

ช่วงนี้ไม่มีข่าวไหนที่จะร้อนแรงไปกว่า ข่าวเรื่อง​ “Google” ประกาศ​เลิกทำธุรกิจกับ​ “Huawei” บริษัท​สัญชาติ​จีนที่เพิ่งคลอดสมาร์ทโฟนรุ่น​ “P30​ ​Pro” ออกมาจนฮิตกันระเบิดระเบ้อ​ทั่วบ้านทั่วเมือง​ แต่ระเบิดลูกไหนๆ​ก็ไม่แรงเท่าระเบิดลูกที่ถูกจุดชนวนและสะเทือนไปทั้งโลก​ เมื่อมีประกาศออกมาว่า​ บริษัท​ Huawei​ และบริษัท​ลูกอีก​ 68​ บริษัทถูกจับเข้า​ Entity Lists หรือพูดง่ายๆ​คือบัญชีดำของสหรัฐ​อเมริกา​ ซึ่งมีผลทำให้​ Huawei มีข้อจำกัดในการทำธุรกิจกับบริษัท​ของสหรัฐ​ทั้งหมด​ รวมถึงจะไม่สามารถใช้งาน​ระบบแอนดรอยด์ที่มี Google เป็นแกนหลักได้อีกต่อไป

การที่ Huawei ถูก Google เทครั้งนี้มีผลยังไงบ้าง ?

ตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจจนถึงทุกวันนี้​ ทาง ​Google ​ได้สร้างระบบแอนด​รอยด์​แบบระบบเปิด (ตามข่าวต่างๆ​ จะเรียกกันว่า​ Open Source) ซึ่งระบบเปิดนี้​ ก็เปิดตามชื่อของมัน​ คือ​ จะเปิดเผย​ Source Code เบื้องต้นของระบบ​ แล้วถ้าใครต้องการใช้​ก็เอาไปปรับแต่งเพิ่มเติมกันอีกที​โดยไม่มีค่าใช้จ่าย อธิบายง่ายๆ​ คือ เหมือนทาง​ Google ​เป็นคนสังเคราะห์​เยื่อไม้มาทำกระดาษ​ ใส่สันกาว​ ประกอบเป็นรูปเล่มจนเป็นสมุด​ แต่หน้ากระดาษยังคงว่าง​ ผู้ที่ต้องการใช้ระบบแอนดรอยด์ เช่น​ Huawei ก็สามารถเอาสมุดเปล่าเล่มนี้ไปเขียนเนื้อหาเพิ่มเติมตามสไตล์ของตัวเอง​ ซึ่งมันอาจจะออกมาเป็นหนังสือแฟนตาซีอย่าง​ Harry Potter หรือนิยายสยองขวัญ​ก็ได้​ ดังนั้น Google จึงไม่มีสิทธิ์​ระงับการใช้​ Source Code แต่สำหรับส่วนอื่น​ๆ​ ที่ไม่ใช่​ Open Source เช่น​ Google play, Google Drive, Google Docs หรือ​ Gmail จะถูกระงับการเข้าถึงทั้งหมด​

ถ้าเรื่องเป็นไปตามนี้​ก็หมายความว่า ผู้ใช้งาน ​Huawei อยู่ก่อนแล้ว​ จะไม่สามารถอัพเดทแอนดรอยด์เป็นเวอร์ชัน​ใหม่และอัพเดทความปลอดภัยได้​ รวมถึงจะโหลดแอปฯจาก​ Google​ play ก็ไม่ได้​ ส่วนผู้ใช้งาน Huawei รายใหม่ (หลังประกาศนี้ออกไป)​ จะไม่สามารถใช้งานส่วนของ​ Google​ Service ได้ทั้งหมด

แต่คนที่ใช้ Huawei อย่าเพิ่งใจเสีย​จนเอาสมาร์ทโฟน Huawei ไปคั่นหนังสือ​ซะก่อน​ ดึงสติแล้วฟังพี่ทุยนะ​ เรื่องนี้อาจจะไม่แย่อย่างที่คิด​ พี่ทุยรู้มาว่ากรณีอย่างนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก​ แต่เกิดขึ้นมาแล้วกับสมาร์ทโฟนแบรนด์​ ZTE ที่ถูกสหรัฐ​ขึ้นบัญชีดำไม่ให้มีการซื้อสินค้าทุกชนิดของ​ ZTE ในสหรัฐฯเพราะดันไปละเมิดข้อตกลง​โดยการลักลอบส่งสินค้าให้กับอิหร่านและเกาหลีเหนือ

ซึ่งประเด็นนี้ต้องสะกิดใจบริษัท​ยักษ์​ใหญ่​อย่าง Huawei อยู่แล้ว​ พี่ทุยจินตนาการ​ว่าถ้าได้อ่านรายงานประจำปีบริษัท​ Huawei น่าจะแจกแจงและเขียนถึงวิธีการแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างละเอียดแน่นอนในหัวข้อ​ “ความเสี่ยงในการพึ่งพาระบบแอนดรอยด์” และพระเอกขี่ม้าขาวที่อาจมาช่วยผู้ใช้ตาดำๆ​ได้ในครั้งนี้​ ก็คือระบบปฏิบัติการ​ที่มีชื่อว่า​ “Hongmeng” ซึ่งทาง Huawei ซุ่มพัฒนามา​ 7​ ปี​ นับตั้งแต่​ปี​ 2012 แล้ว

ในเดือนมีนาคม 2019 ที่ผ่านมา​ คุณริชาร์ด​ หยู ซีอีโอของ Huawei ได้ออกมาเผยว่าทางบริษัท​กำลังพัฒนาระบบปฏิบัติการ​ของตัวเองอยู่​ เพื่อใช้ในกรณีที่ไม่สามารถใช้ระบบแอนดรอยด์ได้​ ใครจะรู้ล่ะว่า​ผ่านไปแค่สองเดือนเท่านั้น​สิ่งนี้จะเป็นจริงขึ้นมา​ ถ้าเรื่องนี้จะถูกมองว่าคือฝันร้ายที่กลายเป็นจริง​ ก็คงเป็นฝันร้ายที่เตรียมรับมือมาอย่างดีและเนิ่นนานแล้ว​ จนเราอาจจะเรียกมันว่าฝันร้ายได้ไม่เต็มปากนัก

จะสังเกตได้ว่าแผนเรื่องการบริหารความเสี่ยงในการบริการองค์กรนั้นเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ถ้าเราทำธุรกิจแบบอาศัยคนอื่นอยู่ความเสี่ยงจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ นั่นเลยเป็นแผนว่าทำไม Huawei ถึงพัฒนา OS ของตัวเองอย่าง Hongmeng มาเรื่อยๆ

ทำไม Huawei ถึงตกเป็นเป้า ?

เวลาที่จะโจมตี​ การเลือกเป้าที่มองเห็นได้ชัด​ย่อมจะง่ายกว่าการเลือกเป้าเล็กๆ​ที่คลุมเครือ​ Trade​ War หรือ​ Tech War ในตอนนี้ก็เช่นกัน​

รู้มั้ยว่า​ปัจจุบัน​นี้มีผู้ใช้งานสมาร์ทโฟน ​Huawei​ มากถึง​ 500​ ล้านเครื่องใน​ 170​ ประเทศ​ และ Huawei ครองส่วนแบ่งการตลาดสมาร์ทโฟนเป็นอันดับ​ 2 ของโลกแซงหน้า​ Apple​ ไปแล้ว​ จะเป็นรองก็แค่เพียง​ Samsung​ เท่านั้น​ ​ในตลาดสมาร์ทโฟน​ ผู้ครองส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดคือ​ Samsung คิดเป็น​ 23.1% รองลงมาคือ Huawei ที่ 19.0% และอันดับ​ 3 คือ​ Apple คิดเป็นส่วนแบ่ง​การตลาดที่​ 11.7%

ถ้าเป็นนักวิ่ง​ คงต้องบอกว่า​ Huawei วิ่งตาม​ Samsung มาติดๆ​ ผู้ชมข้างสนามคงต้องลุ้นกันจนตัวโก่งทีเดียวว่าใครจะเข้าเส้นชัยก่อนกัน​ ในขณะที่ ​Apple​ วิ่งทิ้งห่างพอสมควร​ แบบที่กว่าจะเข้าเส้นชัย​ Samsung กับ​ Huawei คงพักหายเหนื่อยแล้ว (ฮ่า)​

และเมื่อไตรมาส​ 1 ของปี 2019 ที่ผ่านมา​ Huawei ก็สามารถสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นถึง 50% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า​ ในขณะที่​อันดับ​ 1 อย่าง​ Samsung ​มียอดขายลดลง​ 8.3% จากปีที่แล้ว​ ส่วน Apple ดูเหมือนจะอาการหนักสุด​ เพราะยอดขายตกลงถึง​ 30.2%

ทิศทางของ Huawei หลังจาก Google ประกาศแบน

ส่วนแบ่ง​การตลาดของสมาร์ทโฟน​ในไตรมาสที่​ 1 ในปี 2019

ทิศทางของ Huawei หลังจาก Google ประกาศแบน

การ​เติบโต​ของ Huawei มาจากอะไร ?

ทิศทางของ Huawei หลังจาก Google ประกาศแบน

ยอดจำหน่ายสมาร์ทโฟนของหัวเว่ยตั้งแต่ปี 2010 ถึง 2018 (หน่วยเป็นล้านยูนิต)

สิ่งที่ทำให้ Huawei ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ในวงการสมาร์ทโฟน​อย่างทุกวันนี้คงมีหลายประเด็น​ ถ้าจะให้พี่ทุยสาธยายอาจจะต้องใช้พื้นที่หลายหน้ากระดาษ​ แต่สิ่งที่พี่ทุยคิดว่าน่าสนใจและอยากเอามาเล่าให้ฟัง​คือเรื่องของการจัดการ​ “คน” ของเค้า

เรื่องแรก​ คือการที่​ Ren Zhengfei ผู้ก่อตั้ง​ Huawei ไม่ได้ขึ้นแท่นเป็นผู้บริหารหลักของบริษัท​ เพราะนโยบายของบริษัทจะให้มีการสับเปลี่ยนผู้บริหารระดับอาวุโส​ 3 คน สลับกันไปในทุกๆ​ 6 เดือน​ ซึ่งทำให้ไม่มีใครมีอำนาจเบ็ดเสร็จ​ อ่านแล้วพี่ทุยนึกถึงการคานอำนาจของสมุหนายกและสมุหกลาโหมในสมัยอยุธยาเลย​ นอกจากประโยชน์​ด้านการคานอำนาจแล้ว​ ผู้บริหารคนนี้ไม่ได้อยู่ในระหว่างการปฏิบัติ​หน้าที่ก็จะได้มีเวลาทำสมองให้โล่ง​ เปิดรับความคิดสร้างสรรค์​แล้วมาพัฒนา​ผลิตภัณฑ์​ยังไงล่ะ

เรื่องต่อมา​ คือการที่​ Ren Zhengfei​ ผู้ก่อตั้งเอง​ ถือหุ้นในบริษัท​เพียงแค่​ 1.5% เท่านั้น​ อย่าเพิ่งอมยิ้มแล้วทำหน้ารู้ทันกัน​ พี่ทุยรู้นะว่าคิดอะไรกันอยู่ (อิอิ)​ นี่ไม่ใช่กรณีที่เจ้าของค่อยๆ​รินขายหุ้น​ผ่านหลายช่องทาง​ จนเหลืออยู่แค่นิดเดียวอย่างที่เราคุ้นกัน​ แต่ที่ Ren Zhengfei​ ถือหุ้นเพียง​ 1.5% เป็นเพราะเค้าต้องการให้หุ้นกระจายไปอยู่ในมือของพนักงานHuawei​ กว่า 150, 000 ชีวิต​ เมื่อหุ้นเป็นของพวกเขาแล้ว​ ก็เท่ากับว่าเป็นเจ้าของร่วมของบริษั​ทด้วย และแน่น​อนว่าพนักงานเหล่านั้น​ ย่อมอยากทำให้​บริษัท​ของตัวเองเติบโต​ กำไรงาม​ เพราะจะส่งผลถึงเงินปันผลของพวกเขาโดยตรง

ไม่มีวิธีไหนจะทำให้คนอื่นช่วยกันรดน้ำพรวนดินต้นไม้ได้อย่างขยันขันแข็ง​ เท่ากับสัญญาว่าจะแบ่งผลไม้ให้กินเมื่อมันโตได้หรอก​ จริงมั้ย ? คงต้องมาดูกันต่อไปว่าทาง​ Google​ และ​ Huawei ​จะมีปฏิกิริยา​ตอบสนอง​ต่อเรื่องนี้ยังไง​ เพราะประเด็นนี้ส่งผลกระทบถึง​ Google​ เช่นกันนะ

แม้ว่าพี่ทุยจะไม่ได้ปลูกต้นไม้ เลยสัญญาไม่ได้ว่าจะแบ่งผลไม้ให้กิน​ แต่พี่ทุยขอสัญญาว่าจะติดตามสถานการณ์​เรื่องนี้ติดขอบสนามแล้วมาเล่าแบบวิเคราะห์เจาะลึกเรื่อยๆ​นะ​ ตกลงมั้ย (ฮี่ฮี่)​

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply