ในช่วงหลายปีมานี้หลายสายการบินพากันปีกหักร่วงลงกระแทกพื้นกันระนาว และยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ด้วยสถานการณ์อย่างตอนนี้ ที่ธุรกิจหลายส่วนล้วนกระทบกันไปหมด ไม่ว่าจะเป็นยักษ์ใหญ่หรือยักษ์เล็ก เวลาเกิดแผ่นดินไหวก็ล้มและเจ็บตัวได้เหมือนกัน ในช่วงที่ผ่านมามีหลายสายการบินที่ประกาศล้มละลาย และพี่ทุยได้เอามาเล่าให้ฟังไปแล้วบ้าง เช่น สายการบินใหญ่ที่สุดของยุโรปที่ชื่อว่า FLYBE ของประเทศอังกฤษ หรือแม้แต่สายการบินแห่งชาติของประเทศ India ที่ต้องออกมาประกาศขายแบบจัดโปร สายการบินในไทยก็ไม่น้อยหน้าเช่นกัน เมื่อช่วงเช้าของวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม หลายสายการบิน เช่น Lion Air และ Air Asia ออกมาประกาศยุติการบินเส้นทางต่างประเทศแต่ยังเปิดให้บริการเส้นทางในประเทศอยู่ และอีกสายการบินหนึ่งที่มีข่าวลือถึงสถานะการเงินมาตลอดก็คือ “การบินไทย” หรือ Thai Airway ที่เป็นสายการบินประจำชาติของเรา ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ภายใต้ตัวย่อว่า THAI และมีผู้ถือหุ้นใหญ่ 51% คือกระทรวงการคลัง
ก่อนจะพูดถึงเรื่องอื่น มาดูกราฟราคารายสัปดาห์ (Timeframe Week) กันก่อน พี่ทุยตั้งใจเลือกแบบรายสัปดาห์และเป็นรูปแบบเส้น (Bar Chart) มาให้ดู เพราะอยากให้เห็นการเคลื่อนที่ของราคาชัด ๆ
ดูกราฟแล้วขอบอกเลยว่าสำหรับเคสนี้ เวลาไม่ช่วยอะไรเลย ถ้าเราลงทุนด้วยเงิน 1,000,000 บาทในหุ้น THAI ไปเมื่อตอนปลายเดือนพฤศจิกายน 2553 เมื่อหุ้น THAI มีราคาต่อหน่วยอยู่ที่ประมาณ 57 บาท ถึงตอนนี้มูลค่าเงินลงทุนของเราจะเหลือประมาณ 53,800 บาทเท่านั้น! หรือคิดเป็นขาดทุนถึงเกือบ 95% ในระยะเวลาประมาณ 10 ปีเลย
เพราะฉะนั้นใครที่คิดจะถัวหุ้นในขาลงเพื่อที่ต้นทุนจะได้ลดลงเรื่อย ๆ พี่ทุยขอแนะนำให้ศึกษาธุรกิจที่เลือกเข้าลงทุนให้ดี ๆ นะ จะได้ไม่ต้องเจออะไรอย่างนี้
ก่อนหน้านี้หลายคนอาจจะเคยได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์อยู่เสมอว่า “การบินไทย” มีโอกาสจะล้มละลาย ถึงขนาดที่มีบางคนล้อเลียนคำขวัญที่ว่า “Smooth as silk (นุ่มนวลดุจปุยนุ่น)” ของเค้าเป็น “Smooth as sink (นุ่มนวลเมื่อดิ่งลง)” เลย
เมื่อช่วงประมาณเดือนสิงหาคมปีที่เเล้ว หลังจาก “การบินไทย” ประกาศงบการเงินออกมาแล้วขาดทุนถึง 6,400 ล้านบาท “บรรยง พงษ์พานิช” อดีตบอร์ดการบินไทย ได้ออกมาเขียนบทความใน Facebook หัวข้อ “การบินไทย..หนี้ท่วมฟ้า”
DD “การบินไทย” ลาออกโดยไม่ระบุสาเหตุ
ที่การบินไทยจะมีตำแหน่งที่เรียกกันภายใน DD ก็คือตำแหน่ง CEO MD ของบริษัททั่ว ๆ ไปนี่แหละ “สุเมธ ดำรงชัยธรรม” ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่หรือที่เรียกกันว่า DD ก็ออกมาแย้งว่าการบินไทยไม่มีแนวโน้มจะล้มละลายนะ อีกทั้งบริษัทยังถูกจัดอันดับ TRIS CREDIT RATING เป็นลำดับ A ซึ่งหมายความว่าการที่มีความสามารถในการชำระหนี้มาก แต่ผ่านมายังไม่ถึงปีดีเลย ล่าสุดเมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา ผู้อำนวยการใหญ่ท่านนี้ก็ได้ยื่นใบลาออกแล้วโดยยังไม่มีการระบุสาเหตุ
ซึ่งการลาออกนี้จะเริ่มมีผลภายในอีก 1 เดือน หรือ 11 เมษายน ระหว่างนี้ “การบินไทย” ก็เลยเเต่งตั้ง “จักรกฤศฏ์ พาราพันธกุล” รองปลัดกระทรวงการคลังกลุ่มภารกิจด้านรายจ่ายและหนี้สินขึ้นเป็นรักษาการตำแหน่ง DD แทนก่อน ซึ่งเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไขด่วนตอนนี้ก็คือ สถานการณ์การเงินที่ย่ำแย่มาก ๆ หนี้สิน การขาดทุนสะสม ส่วนทุนของผู้ถือหุ้นที่ลดลงมาก ๆ นอกจากนี้รายได้ใหม่ยังขาด เพราะต้องหยุดบินไป 50% รายได้ 10,000 ล้านบาทต่อเดือนก็หายไปในอากาศ พนักงานหลายคนต้องอยู่บ้านโดยไม่ได้รับเงิน (Leave without pay) ผู้บริหารต้องยอมลดเงินเดือน ลดค่าเบี้ยประชุมและกำลังจะต้องใช้โมเดลฟื้นฟูกิจการแบบเดียวกับที่ “สายการบินเจแปน แอร์ไลน์ (JAL)” เคยทำเมื่อปี 2010
มาดูสถานะการเงินของเค้ากันดีกว่า ที่ว่าไม่ดีนี่มันจะไม่ดีขนาดไหนกัน
จะเห็นได้ว่าอัตราส่วนหลายอย่างค่อนข้างทรงตัวไม่ขึ้นลงหวือหวานัก แต่สิ่งที่เตะตาเลยก็คือส่วนของผู้ถือหุ้นที่ลดลงถึงสองเท่าตัวในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และถึงแม้รายได้รวมจะเพิ่ม กำไรสุทธิกลับลดลงตลอด สุดท้ายก็คือเรื่องของมูลค่าหลักทรัพย์ตามตลาดหรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า Market Cap ที่พี่ทุยขอบอกเลยว่าน่าหนักใจ
THAI มีโอกาสที่จะหลุด SET100
เมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา การบินไทยมีมูลค่าทางการตลาดเกือบ 50,000 ล้านบาท แต่ผ่านไปเพียงแค่สามปีกว่า ๆ ทุกวันนี้มูลค่าทางการตลาดของ THAI เหลือแค่ 6,500 ล้านบาทเท่านั้น ประเด็นก็คือ ตอนนี้หุ้น THAI ยังถูกคำนวณอยู่ในดัชนี SET100 โดยทางตลาดหลักทรัพย์จะมีการทบทวนรายชื่อหุ้นที่จะเข้าหรือออก SET100 ทุก 6 เดือน ซึ่งหุ้นที่จะอยู่ใน SET100 ได้นั้น ตลาดหลักทรัพย์จะคัดเลือกจากบริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามตลาดสูงสุด 100 อันดับแรกของประเทศและต้องมีสภาพคล่องที่ดี
และถ้าเทียบกันแล้ว ขอบอกว่าหุ้น THAI สุ่มเสี่ยงที่จะหลุดจาก SET100 มาก เพราะมีมูลค่าร่อแร่กว่าบรรดาเพื่อนใน SET100 เช่น TKN หรือบริษัทสาหร่ายเถ้าแก่น้อย และน้อยกว่าหลายบริษัทนอก SET100 ไปแล้ว เช่น สวนอุตสาหกรรมโรจนะ หรือ หุ้น ROJNA พอ ๆ กับ บริษัท แคล-คอมพ์ อิเล็กทรอนิกส์หรือหุ้น CCET
ซึ่งหลายคนอาจจะไม่ค่อยคุ้นชื่อกันด้วยซ้ำ พี่ทุยว่าการที่หุ้นใน SET100 ที่เราคุ้นหูกันดีมี Market Cap (มูลค่าบริษัท) สูงกว่าหุ้นสาย “การบินไทย” นั้นไม่น่ากลัวเท่ากับการที่หุ้นที่ชื่อไม่คุ้นหูเราเท่าไหร่ด้วยซ้ำ แต่มี Market Cap สูสีหรือบางครั้งแซงหน้า และบริษัทที่ถูกแซงหน้าก็คือ สายการบินแห่งชาติของเรา !
การที่หุ้นหลุดจาก SET100 ก็จะมีผลหลายอย่าง เช่น อารมณ์ของนักลงทุนหรือการที่กองทุนต่าง ๆ เทขายออกมา ซึ่งตอนนี้ FTSE ก็ได้ถอดหุ้น THAI ออกจาก FTSE ALL WORLD และลดเวทีไปอยู่ใน FTSE SMALL CAP แทนแล้ว โดยมีผลในวันที่ 20 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมานี้
ส่วนของผู้ถือหุ้นก็ลดลงเรื่อย ๆ ขอพูดถึงคร่าว ๆ ว่าส่วนนี้เค้าคำนวณมาจาก ทุนจดทะเบียน (ทั้งที่ชำระและยังไม่ได้มูลค่า) ส่วนเกินของมูลค่าหุ้นและกำไรสะสม แต่ทุนจดทะเบียนซึ่งก็คือมูลค่าที่เรียกชำระแล้วของการบินไทยคงที่อยู่ที่ 21,827.72 ล้านบาท แสดงว่า มีผลมาจากเรื่องส่วนเกินมูลค่าหุ้นและกำไรสะสม เพราะเมื่อประมาณเดือนเมษายนปีที่เเล้ว เค้าได้มีโอนทุนสำรองและส่วนเกินมูลค่าหุ้นไปเพื่อล้างผลขาดทุนสะสมกว่า 28,000 ล้านบาทที่คาราคาซังมาหลายปี
ปัจจุบันนี้รายได้หลักของการบินไทยมาจาก ค่าโดยสารและน้ำหนักส่วนเกินเป็นหลักถึง 79.9% ดังนั้นเมื่องดบินไปถึง 50% อย่างนี้ ไม่ต้องพูดก็พอคาดเดาได้ว่าจะกระทบต่อกำไรของเค้าแค่ไหนกัน
และในส่วนของต้นทุน ถึงแม้ว่าต้นทุนหลักของธุรกิจสายการบินคือ “น้ำมัน” และตอนนี้ราคาน้ำมันในตลาดโลกก็ปรับตัวลงมากเพราะปัญหาระหว่างรัสเซียและซาอุดีอาระเบีย หลายคนอาจจะมองว่าอย่างนี้ก็เป็นผลดีต่อเหล่าสายการบินน่ะสิ พี่ทุยขอบอกว่าเรื่องมันไม่ง่ายอย่างนั้นนะ เพราะว่าสายการบินเค้าย่อมจะทำการซื้อขายราคาน้ำมันล่วงหน้าเพื่อเป็นการประกันความเสี่ยง (Hedging) ไปส่วนนึงเเล้ว ทำให้ต้นทุนยังไม่ได้ลดฮวบฮาบเลยทันที ไม่เหมือนเราที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกลงไม่กี่วัน ก็ขับรถไปเติมน้ำมันราคาถูกลงได้แล้ว
THAI มีต้นทุนการบินที่สูงกว่าคู่แข่งเจ้าอื่น ๆ
นอกจากเรื่องน้ำมันที่เป็นต้นทุนหลักของสายการบิน พี่ทุยเคยอ่านบทความที่เขียนโดยคุณบรรยง พงษ์พาณิชย์ อดีตบอร์ดการบินไทย ซึ่งออกมาพูดเรื่องการบริหารต้นทุนที่ไม่มีประสิทธิภาพที่จะทำให้การบินไทยปีกหักในที่สุด ขอเอามาให้เล่าให้ฟังคร่าว ๆ เพราะถ้าเอาครบทุกประเด็นเราอาจจะได้หนังสือเล่มนึงแทน ฮ่าๆ ต้นทุนที่มีผลอย่างมากคือเรื่องของ “Cost to Ask” หรือต้นทุนต่อที่นั่งโดยสาร ซึ่งคิดมาจากต้นทุนทุกอย่างหารด้วยจำนวนที่นั่งของเครื่องบินนั้น ๆ (Capacity) คูณกับระยะทางเเล้วเเต่เส้นทางการบิน ถ้าเทียบกับสายการบินอื่น ๆ ในประเทศจะพบว่า ต้นทุน Cost to Ask เป็นอย่างนี้
การบินไทย มีต้นทุนกิโลเมตรละ 70 บาท
Bangkok Airways มีต้นทุนกิโลเมตรละ 90 บาท
Nok Air มีต้นทุนกิโลเมตรละ 40 บาท
Lion Air มีต้นทุนกิโลเมตรละ 65 บาท
ในเมื่อต้นทุนแพงขนาดนี้ ก็เหมือนเสียเปรียบตั้งเเต่ที่จุดเริ่มต้นแล้ว แค่เส้นทางสั้น ๆ อย่างกรุงเทพ-ภูเก็ต ระยะทางประมาณ 700 กิโลเมตร ในขณะที่ Air Asia มีต้นทุนเพียง 1,115 บาท การบินไทยก็มีต้นทุนปาเข้าไป 2,590 บาทเข้าไปแล้ว คุณบรรยงบอกว่าได้พูดเรื่องนี้ไป แต่ผู้บริหารก็ตอบกลับมาว่าต้นทุนเราแพงแต่ค่าโดยสารจะแพงกว่า ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้โดยสารก็จะเลือกเดินทางกับเรานะเพราะว่าที่นั่งเรากว้าง บริการดี ของชำร่วยที่แจกก็ดีงาม ซึ่งตรงนี้พี่ทุยก็ไม่ได้เห็นผลทางสถิติอะไรเลยไม่อยากจะฟันธง ขอให้เป็นวิจารณญาณของแต่ละคนเองดีกว่าว่าในฐานะผู้บริโภค เรายอมจ่ายแพงขึ้นกว่า 1 เท่าตัวเพื่อให้ได้รับความสะดวกสบายมากขึ้นในการเดินทางสั้น ๆ อาจจะแค่ชั่วโมงเดียวมั้ย อีกทั้งของชำร่วยที่ว่าพรีเมี่ยมก็พรีเมี่ยมน้อยลงเรื่อย ๆ ด้วย
อีกประเด็นเรื่องต้นทุน คือเรื่องการใช้พนักงานต่อเครื่องบินที่มากเกินพอดี เช่น Thai Tiger มีพนักงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแค่ 5 คนต่อลำเท่านั้น ในขณะที่การบินไทยมีพนักงานเฉลี่ยต่อลำมากถึง 42 คน
ปัญหาเรื่องการซื้อเครื่องบินช่วงที่ผ่านมาเป็นภาระระยะยาวให้กับ THAI
นอกจากนี้ยังมีประเด็นของการสร้างต้นทุนด้วยการซื้อเครื่องบิน เครื่องบินรุ่นนั้นคือ Airbus A340-500 ซึ่งรัฐบาลในช่วงปี 2546 ได้ไฟเขียวให้ซื้อรวมเป็นเงินลงทุนกว่าหลายหมื่นล้าน เพราะต้องการจะขยายเส้นทางการบินตรงจาก กรุงเทพ-นิวยอร์ก แต่เส้นทางนี้บินได้เพียง 38 เดือนก็ต้องหยุด เพราะทำให้การบินไทยขาดทุนไปถึง 7,000 ล้านบาท เนื่องจากเครื่องบินรุ่นนี้กินน้ำมัน น้ำมันเป็นต้นทุนหลักของเครื่องบินและช่วงนั้นน้ำมันก็แพงอีก
บางคนถ้าไม่ใช้อะไรแล้วอาจจะลงขายใน Kaidee.com แต่การบินไทยเลือกที่จะไม่ขายดีกว่า อย่างที่บอกว่าเครื่องบินรุ่นนี้กินน้ำมัน พอต้องขายเป็นเครื่องบินมือ 2 ราคาก็เลยตก เพราะคนอยากซื้อรุ่นอื่นมากกว่า และแม้จะมีคนยื่นข้อเสนอขอซื้อเครื่องบิน A340-500 นี้หลายครั้งเเล้ว แต่การบินไทยด้วยกฎหมายรัฐวิสาหกิจ ทำให้ไม่สามารถขายที่ราคาต่ำแบบนั้นได้ เลยจำเป็นต้องปล่อยให้เครื่องบินตากแดดตากฝนอยู่อย่างนั้นและปล่อยให้ค่าเสื่อมราคากัดกินไปเรื่อย ๆ เหมือนรถยนต์เรานั่นแหละที่ยิ่งเก่าราคายิ่งตก…
ก่อนจะจบแบบปลายเปิดให้ไปจินตนาการกันต่อ พี่ทุยขอเล่าถึงกรณีคล้าย ๆ กันที่เคยเกิดขึ้นกับสายการบินแห่งชาติของประเทศญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า เจแปน แอร์ไลน์ เค้าเป็นธุรกิจรัฐวิสาหกิจเหมือนสายการบินไทยเลย ในปี 2553 เจเเปน แอร์ไลน์ ประสบผลขาดทุนไป 700,000 ล้านบาท เนื่องจากเป็นสายการบินแห่งชาติ รัฐบาลญี่ปุ่นจึงช่วยพยุงเพราะคิดว่าเป็นหน้าเป็นตาของประเทศด้วยการอัดฉีดเงินเข้าไป 350,000 ล้านบาท และขอให้ใช้ผู้บริหารใหม่ที่ทางรัฐบาลแต่งตั้งเองที่ชื่อว่า “คาซูโอะ อินาโมริ” ภายในแค่ 2 ปี เจแปน แอร์ไลน์ ก็พลิกกลับมาทำกำไรได้เป็นหมื่นล้าน สิ่งที่คุณคาซูโอทำก็คือเริ่มปรับเปลี่ยนโครงสร้างจากภายใน เช่น เรื่องการทำงานแบบเช้าชามเย็นชามของพนักงานและผู้บริหาร การรัดเข็มขัดลดรายจ่าย เช่น ลดจำนวนเครื่องบินขนาดใหญ่หรือกระทั่งรายละเอียดเล็ก ๆ อย่าง การติดป้ายราคาเครื่องมือ เครื่องใช้ต่าง ๆ เพื่อให้พนักงานตระหนักถึงต้นทุนเวลาใช้สิ่งของเหล่านั้น เป็นต้น
พี่ทุยก็ไม่รู้ว่ากรณีนี้สายการบินจะฟื้นคืนชีพจากกองเถ้าถ่านแบบนกฟีนิกซ์ได้เหมือนสายการบิน เจแปน แอร์ไลน์ หรือเปล่านะ และควรเริ่มพิจารณาถึงโครงสร้างการเป็นรัฐวิสาหกิจที่อาจทำให้องค์กรตัวใหญ่ ทำอะไรก็ต้องเกรงใจฝ่ายนู้นฝ่ายนี้ทำให้อะไร ๆ ก็เดินช้าไปหมด สมัยนี้อินเทอร์เน็ตยังต้องปรับปรุงตัวเองให้เร็วขึ้นเสมอเลย นอกจากนี้สถานการณ์โรคระบาดอย่างช่วงนี้บอกเลยว่า ไม่ว่าใครก็ควรยึดคติ “prepare for the worst, but hope for the best” ด้วยกันทั้งนั้นแหละ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่เคยยักษ์ใหญ่อย่างการบินไทยหรือว่าตัวเราเอง
Comment