Youtuber เสียภาษี

“Youtuber” ต้องเสียภาษีมั้ย เสียยังไง ?

2 min read  

ฉบับย่อ

  • กรมสรรพากรเร่งขยายฐานภาษีในปี 64 มีเป้าหมายการเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ไม่ได้อยู่ในระบบ และภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ไม่ได้ยื่นภาษี กลุ่มเป้าหมายคือ Youtuber
  • รายได้ของ Youtuber มาจาก 4 ช่องหลักคือ รายได้จาก Ads รายได้จาก Review รายได้จาก Event รายได้จากการขายสินค้าและบริการ โดยการคิดภาษีตามประเภทเงินได้บุคคลธรรมดาในกรณีที่ไม่ได้จดทะเบียนบริษัท

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Phatra Leasing"
"Phatra Leasing"

เคยสงสัยกันมั้ยว่า “Youtuber” เค้าเสียภาษีกันยังไง พี่ทุยขอเกริ่นก่อนว่า ในตอนนี้กรมสรรพากรได้เร่งขยายฐานภาษีให้มากขึ้น มีเป้าหมายการเก็บภาษีเงินได้ 2.08 ล้านล้านบาทในปี 2564 ด้วย 3 แนวทางคือ 

  1. คงรายได้จากฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็นสัดส่วน 40% ของรายได้ภาษีทั้งหมด
  2. ขยายฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
  3. ขยายฐานภาษีเงินได้นิติบุคคล

โดยที่ข้อ 2 และ 3 กลุ่มเป้าหมายคือผู้ที่ทำงานนอกระบบ ธุรกิจจดทะเบียนที่ยังไม่ยื่นภาษี และบุคคลธรรมดาที่มีรายได้แต่ไม่ยื่นภาษี เช่น พ่อค้าแม่ค้า และ “Youtuber”

ในยุคที่ทุกคนเป็นสื่อได้ ไม่จำเป็นต้องสังกัดช่องทีวีเลย ใคร ๆ ก็สามารถทำ Content ได้เอง อย่างพี่ทุยก็ทำ Money Buffalo ที่อยากให้เรื่องการเงิน การลงทุนที่เข้าใจยาก สามารถเข้าใจง่าย ๆ เพื่อน ๆ ของพี่ทุยจะได้มีความมั่นคั่งทางการเงินกัน

ติดตามพี่ทุยผ่านช่องทาง Youtube ได้ที่ https://youtube.com/moneybuffalo

แต่ในอีกด้านก็มี Content ในรูปแบบ Video หลาย ๆ ช่องมียอดวิวหลักล้าน และก็ดูเติบโตจนสามารถมีทีมงานที่ผลิตสื่อจำนวนมากให้เราได้ดูกัน แน่นอนว่า Youtuber เหล่านี้ต้องมีรายได้ บางช่องที่ยอดวิวหลักล้านสามารถทำรายได้ถึงหลักแสนถึงหลักล้านบาทต่อเดือนกันเลยทีเดียว

รายได้ของ “Youtuber” มาจากไหน? และต้องจ่ายภาษีอย่างไร

พี่ทุยจะเล่าให้ฟัง ทีละส่วน ตามพี่ทุยมาเลยยยยยย..

1. รายได้จากการโฆษณา

รายได้ในส่วนนี้ก็มาจากโฆษณา Ads ที่เรากดข้าม ๆ กันนั่นแหละ แต่ตอนนี้มี YouTube Premium สำหรับผู้ที่ใช้ Premium ทาง YouTube ก็จะจ่ายส่วนแบ่งให้ Youtuber ถ้าเป็นรายได้จากโฆษณา ต้องเป็นผู้ที่มียอด Follower 1,000 คนขึ้นไป และต้องมียอดวิวทุกคลิปรวมกันเกิน 4,000 วิว ใน 1 ปี

รายได้ Ads มาจากบริษัท YouTube จ่ายเข้าบัญชี Google AdSense ของ Youtuber โดยตรง ถ้ายอดวิว 1,000,000 มักจะได้เงินเฉลี่ย 10,000 บาท โดยเงินได้นี้จะถือว่าต้องจ่ายภาษีเงินได้ประเภทที่ 8 เลือกหักตามจริง มีหลักฐานการใช้จ่าย

2. รายได้จาก Sponsor Review

รายได้ในส่วนนี้มาจากการถูกจ้างให้รีวิวสินค้า รายได้มาจากเอเจนซี่หรือ Sponsor ที่จ้าง ถ้ารับจ้างรีวิวแบบทำคนเดียว เช่น รีวิวครีม รีวิวอาหาร จัดเป็นรายได้ประเภทที่ 2 หักแบบเหมา 50% แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท

หรือถ้าจ้างรีวิวแบบเหมา ต้องมีทีมงาน Production จัดเป็นรายได้ประเภทที่ 8 เข้าข่ายกรณีจ้างทำของที่มีค่าใช้จ่ายสูง ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญซึ่งก็คือทีมงาน Production แบบหักตามจริง มีหลักฐานการใช้จ่าย

3. รายได้จาก Event 

รายได้ส่วนนี้มาจากการถูกจ้างให้ออกงาน Event จัดเป็นรายได้ประเภทที่ 2 หักแบบเหมา 50% แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท หรือจัดเป็นรายได้ประเภทที่ 8 นักแสดงสาธารณะ หักแบบเหมา 40-60% แต่ไม่เกิน 600,000 บาทหรือหักตามจริง

4. รายได้จากการขายสินค้าและบริการ 

Youtuber บางคนก็ผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ของตัวเอง ไม่ก็ซื้อมาขายไป ตรงนี้ก็จัดว่าเป็นรายได้ที่ต้องนำไปหักภาษี ถูกจัดอยู่ในเงินได้ประเภทที่ 8 คือเงินได้จากการค้าขาย หักค่าใช้จ่ายตามจริง สำหรับร้านค้าที่ผลิตสินค้าเอง หรือหักค่าใช้จ่ายตามอัตรา 60% สำหรับสินค้าที่รับซื้อมา

แล้วรายได้แค่ไหนล่ะถึงจะต้องยื่นภาษี ?

ปัจจุบันกรมสรรพากรกำหนดว่าผู้ที่มีรายได้เดือนละ 10,000 บาทหรือปีละ 120,000 บาทต้องยื่นภาษี แต่จะถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษีเมื่อรายได้เดือนละ 25,000 บาท หรือปีละ 300,000 บาท

อ่านต่อเรื่อง เงินเดือนเท่าไหร่ถึงจะต้อง “เสียภาษี” ?

สมมติ ยูทูปเบอร์ ชื่อนาย A สถานะโสด มีรายได้รวมทั้งปี 4 ช่องทาง คือ 

  • รายได้โฆษณา 120,000 บาท หักภาษีตามจริง
  • รายได้จากรับ Review จ้างงานแบบ Production มืออาชีพจำนวน  490,000 บาท หักภาษีตามจริง
  • รายได้จากงาน Event 100,000 บาท หักแบบเหมา 50% คือ 50,000 บาท
  • รายได้จากการขายนาฬิกาที่ผลิตเองจำนวน 100 เรือน รายได้ 100,000 บาท หักภาษีตามจริง

คำนวณภาษีที่ต้องจ่ายได้ตามนี้ 

(รายได้ – ค่าใช้จ่ายตามประเภทของเงินได้ – ค่าลดหย่อนส่วนตัว) x อัตราภาษี = ภาษีที่ต้องจ่าย 

รายได้สุทธิของ ยูทูปเบอร์ นาย A :   810,000 – 50,000 – 60,000 = 700,000 บาท

ต้องจ่ายภาษีในเกณฑ์ 15% คือ 10,500 บาท

แต่ที่จริงแล้วนาย A สามารถจ่ายภาษีน้อยกว่านี้ได้ถ้าได้วางแผนภาษีก่อน ด้วยการรู้จักสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เหมาะสม เช่นการซื้อกองทุนต่าง ๆ และหากนาย A ได้คาดการณ์แล้วว่าอยากเติบโตในอาชีพนี้ เช่น ต้องการจ้างพนักงานตัดต่อ ก็สามารถวางแผนการจดทะเบียนบริษัท เพื่อช่วยให้จ่ายภาษีน้อยลงกว่าการจ่ายแบบบุคคลธรรมดา

เพราะการจดทะเบียนแบบนิติบุคคลจะหักภาษีจาก “กำไร” ที่เกิดขึ้น แต่การจดทะเบียนนิติบุคคลต้องทำบัญชีภาษี และต้องจ้างผู้ตรวจสอบบัญชีก่อนยื่นภาษี ซึ่งถ้าหากกิจการเติบโตทำกำไรได้คุ้มค่ากับการจ้างพนักงานบัญชี พี่ทุยก็แนะนำให้จดแบบนิติบุคคลนะ

อ่านต่อเรื่อง “ค่าลดหย่อนภาษี” ปี 2563 มีอะไรบ้าง ?

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
ปี 2021 Money Buffalo "รับสมัครงาน"
ปี 2021 Money Buffalo "รับสมัครงาน"

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: