วางแผนภาษี 2563

ใกล้สิ้นปี “วางแผนภาษี” กันแล้วหรือยัง ?

2 min read  

ฉบับย่อ

  • ถึงเวลาจ่ายภาษีแล้ว เป็นช่วงเวลาที่หลายคนจะกลัวและไม่อยากจ่ายภาษี แต่อย่าเพิ่งคิดมากไป บทความนี้พี่ทุยมีคำตอบเรื่องการวางแผนภาษีให้จ่ายน้อยที่สุด
  • การวางแผนภาษีเป็นการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีให้เกิดประโยชน์ได้หลายแง่มุม ทั้งในเรื่องภาษี และการคุ้มครองความเสี่ยง รวมถึงการลงทุนในระยะกลาง-ยาว
  • จากตัวอย่างหนุ่มน้อยคนหนึ่งที่คำนวณออกมาเบื้องต้นต้องเสียภาษี 4,050 บาท แต่เมื่อได้วางแผนภาษีใหม่แล้ว ทำให้จ่ายภาษีไปเพียงแค่ 300 บาท หรือประหยัดภาษีไปถึง 3,750 บาทเลยทีเดียว

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
Money Buffalo INVESTMENT LIVE 2021
Money Buffalo INVESTMENT LIVE 2021

ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย (ภาษีไม่ได้ !) ใกล้สิ้นปีแล้ว สิ่งที่สำคัญในช่วงเวลานี้คือ อย่าลืม “วางแผนภาษี” กันด้วยนะ ภาษีเป็นภาระหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่ต้องจ่ายเพื่อนำเงินไปพัฒนาประเทศชาติของเราต่อไป

แต่ยังไงก็ดี การวางแผนภาษีเป็นสิ่งที่ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะช่วงปลายปีแบบนี้ ซึ่งเราทุก ๆ คนมีหน้าที่จะต้องจ่ายภาษีในช่วงต้นปีถัดไป ก่อนถึงกำหนดจ่ายภาษี พี่ทุยขอบอกไว้ก่อนว่า การวางแผนภาษีไม่ใช่การหนีภาษีนะ แต่ถือเป็นกระบวนการที่ถูกต้องตามหลักสิทธิประโยชน์ทางภาษีทางกฎหมายที่ระบุไว้อยู่แล้ว เพื่อที่จะช่วยให้เราจ่ายภาษีให้น้อยที่สุด !

ก่อนอื่นเราต้องประเมินรายได้รวมทั้งปีทั้งหมดออกมาก่อน หรือภาษาทางการที่เรียกว่า เงินได้พึงประเมิน แล้วนำมาหักลดค่าลดหย่อนต่างๆจนเหลือเป็น เงินได้สุทธิ มาคำนวณภาษีนั่นเอง

มีวิธี “วางแผนภาษี” กันอย่างไรบ้าง ให้เสียภาษีน้อยลง ?

ช่วงสิ้นปีแบบนี้สิ่งที่จะสามารถจัดการเพิ่มเติมได้ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการลดหย่อนภาษี มีอยู่มากมายหลายวิธี และก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของภาครัฐในปีนั้น ๆ ด้วย สำหรับบทความนี้พี่ทุยจะขอเล่าวิธีที่เป็นหลักการที่ทุกคนสามารถนำไปใช้กันได้แบบง่าย ๆ

เริ่มต้นจาก เราต้องเลือกประเภทของเงินได้ให้ถูกต้องตามแหล่งรายได้นั้นให้ถูกต้อง เนื่องจากเงินได้แต่ละแหล่ง ต่างก็มีค่าลดหย่อนภาษีที่มากน้อยแตกต่างกันไป  เช่น เงินได้จากการจ้างงาน หรือเงินได้จากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ เงินได้จากค่าลิขสิทธิ์สิทธิบัตร หรือเงินได้จากอาชีพอิสระ และอื่น ๆ เป็นต้น

ขั้นตอนต่อมา เป็นเรื่องของสิทธิประโยชน์การลดหย่อนภาษี ช่วงสิ้นปีแบบนี้จะให้มีลูกเพิ่ม มีครอบครัวคงจะยาก สิทธิลดหย่อนที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้น 5 ตัวหลัก ๆ ที่เราสมารถบริหารจัดการเพิ่มได้

1. เบี้ยประกันชีวิต ที่เป็นความคุ้มครองแบบระยะยาวที่มีอายุ 10 ปีขึ้นไป แต่จำนวนไม่เกิน 100,000บาท หรือเงินฝากแบบมีประกันชีวิต จะหักลดหย่อนได้เฉพาะเบี้ยประกันชีวิตเท่านั้นนะ

2. เบี้ยประกันสุขภาพ ที่เป็นฉบับของเราเอง ตามที่จ่ายจริง แต่สูงสุดจำนวนไม่เกิน 25,000 บาท หรือเมื่อรวมกับข้อแรกแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท และเบี้ยประกันสุขภาพของพ่อแม่ จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท

3. เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ สามารถใช้สิทธิได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้ ถือเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการเก็บออมเงินในระยะยาว และเมื่อรวมกับกลุ่มเกษียณ สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท

ถ้าหากใครต้องการลงรายละเอียดเชิงลึก แนะนำว่าให้ลองสอบถามตัวแทนประกันแต่ละที่เปรียบเทียบกันดูก่อนได้ เนื่องจากนโยบายจะมีกฎระเบียบในการใช้สิทธิที่กำหนดไว้ตามระเบียบ

4. กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) หักลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 200,000 บาท ถือเป็นรูปแบบของการลงทุนในระยะกลาง-ยาว ที่มาแทน LTF จะต้องถือหน่วยลงทุนไว้อย่างน้อย 10 ปีแบบวันชนวัน

5. กองทุนรวมหุ้นเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) หักลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 500,000 บาทเมื่อรวมกับกลุ่มเกษียณ เป็นกองทุนระยะยาวที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการเกษียณ ถือเป็นอีกหน่วยลงทุนที่ได้รับความนิยมสูงจากนักลงทุน เงื่อนไขเบื้องต้น ต้องถือหน่วยลงทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี และเมื่ออายุครบ 55 ปี จึงสามารถขายได้ โดยมุ่งเน้นการลงทุนระยะยาวจริง ๆ เหนื่อยตอนนี้ สบายตอนแก่ แถมยังมีสิทธิประโยชน์ด้านอื่น ๆ อีกด้วย

ดังนั้นแล้ว เพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้น พี่ทุยขอยกตัวอย่างวิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

หนุ่มน้อยหน้ามนต์ มนุษย์เงินเดือนทำงานมาไม่นาน มีเงินอยู่ที่ 30,000 บาท รวมรายได้ของเงินเดือน 360,000 บาทต่อปี

กำลังจะสิ้นปีคาดว่าจะได้โบนัสอีก 100,000 บาท

ดังนั้นหนุ่มคนนี้จะมีรายได้รวมทั้งปี 460,000 บาท หักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ หักเงินได้ที่ได้รับยกเว้น และค่าใช้จ่ายตามประเภทของเงินได้ (แบบเหมาจ่าย) 100,000 บาท
ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
ค่าลดหย่อนดูแลพ่อแม่รวม 60,000 บาท
ค่าลดหย่อนจากประกันสังคม 9,000 บาท (ใช้ตัวเลขของปีที่แล้ว แต่ของปี 2563 นี้ลดเหลือ 5,850 บาท)

ดังนั้นรวมค่าลดหย่อนเท่ากับ 129,000 บาท
ดังนั้นยอดเงินได้สุทธิ เท่ากัน 460,000 – 229,000 = 231,000 บาท

ตามโครงสร้างภาษี ปี 63

เงินได้สุทธิอยู่ที่
150,000 บาทแรก ไม่เสียภาษี
150,001-300,000 บาท เสียภาษีอยู่ที่ 5%
300,001-500,000 บาท เสียภาษีที่ 10%
และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

จากเงินได้สุทธิของหนุ่มน้อยคนนี้อยู่ที่ 150,001 – 231,000 บาท เท่ากับ 81,000 บาท แสดงว่าเสียภาษีเท่ากับ 81,000 x 5% หนุ่มน้อยคนนี้ต้องเสียภาษีเป็นจำนวน 4,050 บาท ถ้าหนุ่มคนนี้ไม่ได้ใช้สิทธิประโยชน์อื่น ๆ ใดเพิ่มเติม ก็ต้องจ่ายภาษีเข้ารัฐไปตามจำนวนเรียกเก็บ

แต่โชคดีที่หนุ่มน้อยคนนี้มาเจอมาคุยกับพี่ทุยก่อน จึงได้ตัดสินใจวางแผนภาษี เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี และตั้งใจลงทุนระยะยาวเพื่อสร้างความมั่งคั่ง ในกอง SSF RMF รวมถึงคุ้มครองความเสี่ยงจากการทำประกันชีวิตและประกันสุขภาพ ดังต่อไปนี้

ค่าเบี้ยประกันชีวิต 20,000 บาท
ค่าเบี้ยสุขภาพ 15,000 บาท
ค่าซื้อหน่วยลงทุนในกอง SSF  30,000 บาท
ค่าซื้อหน่วยลงทุนในกอง RMF 10,000  บาท
ดังนั้นรวมค่าลดหย่อนจากการใช้สิทธิประโยชน์ภาษีเป็น 249,000 บาท
จะเหลือเงินได้สุทธิเท่ากับ 156,000 บาท (เงินที่ต้องเสียภาษีเท่ากับ 6,000 x 5%)

ดังนั้นเมื่อรวมมาเป็นค่าลดหย่อนภาษีแล้ว หนุ่มน้อยคนนี้จะต้องเสียภาษีเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 300 บาท เหลือว่าประหยัดภาษีไปได้ถึง 3,750 บาท! และยังได้เรื่องของการคุ้มครองความเสี่ยงและสร้างความมั่งคั่งจากการลงทุนด้วย

จากข้อมูลที่พี่ทุยแสดงให้เห็น จะเห็นว่าการวางแผนภาษี ทำให้มีประโยชน์หลายแง่มุมทั้ง สามารถลดหย่อนภาษี และการคุ้มครองความเสี่ยงต่างๆ รวมถึงส่งเสริมความมั่งคั่งในระยะกลาง-ยาว ก่อนสิ้นปีจะหมดไปมาเริ่มวางแผนภาษีกันตั้งแต่เนิ่นๆ ดีกว่าไปเร่งรับบริหารจัดการกันในวันสุดท้ายของปี เริ่มต้นดี ๆ ก่อน มีชัยไปกว่าครึ่งนะจ้ะ

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
Money Buffalo INVESTMENT LIVE 2021
Money Buffalo INVESTMENT LIVE 2021
error: