*** บทความนี้เป็นเพียงกรณีศึกษาเพื่อการลงทุนเท่านั้น ไม่มีประเด็นทางการเมืองใดๆแอบแฝง ***
ช่วงนี้ประเด็นการเมืองเป็นที่ร้อนแรงมาก แถมยังมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นบ้านเรื่อยๆแบบรายวันอีกด้วย พี่ทุยก็เลยเกิดสงสัยเบาๆว่า ถ้าหลังจากเลือกตั้งจริงผลอออกมา ตลาดหุ้นบ้านเราจะเป็นอย่างไรบ้าง พี่ทุยก็เลยเอาเคสตัวอย่างหุ้นที่ปรับตัวขึ้นอย่างชัดเจน ตามปัจจัยทางการเมืองที่เกิดขึ้น จะมีอะไรบ้างไปดูกัน
ข่าวมีผลกระทบต่อหุ้นในช่วงนี้
ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมีข่าวการเมืองที่พลิกแล้วพลิกอีกกับประเด็นก่อนเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นข่าวของเช้าวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 กับข่าว พรรคไทยรักษาชาติ เสนอชื่อ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งส่งผลให้หุ้นในกลุ่ม “ชินวัตร” ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญยกทั้งกลุ่ม
ก่อนที่จะมีข่าวในช่วงหัวค่ำของวันเดียวกันถึง พระราชโองการ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ย้ำ “สถาบันกษัตริย์” ให้อยู่เหนือการเมือง ทำให้กระทบราคาของ “หุ้นกลุ่มชินวัตร” ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 ลดลงมา
“หุ้นกลุ่มชินวัตร” มีอยู่ทั้งหมด 7 หุ้น
หุ้นกลุ่มชินวัตรมีหลายธุรกิจ โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจสื่อสาร ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจโรงพยาบาล และ ธุรกิจเทคโนโลยี โดยธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ที่ใหญ่ที่สุดคือธุรกิจสื่อสาร ตามด้วยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยมีรายชื่อหุ้นดังนี้
ธุรกิจสื่อสาร ได้แก่
ADVANC – บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) มูลค่าหลักทรัพย์ 538,130.25 ล้านบาท
INTUCH – บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) มูลค่าหลักทรัพย์ 173,948.3 ล้านบาท
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่
LH – แลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) มูลค่าหลักทรัพย์ 126,666.96 ล้านบาท
QH – บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) มูลค่าหลักทรัพย์ 32,143.14 ล้านบาท
SC – บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มูลค่าหลักทรัพย์ 12,706.06 ล้านบาท
ธุรกิจโรงพยาบาล
PR9 – บริษัท โรงพยาบาลพระราม 9 จำกัด (มหาชน) มูลค่าหลักทรัพย์ 9,121.08 ล้านบาท
ธุรกิจเทคโนโลยี
THCOM – บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) มูลค่าหลักทรัพย์ 8,330.37 ล้านบาท
5 ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของหุ้นทั้ง 7 ตัว (ข้อมูลวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561)
ADVANC
- บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)
จำนวนหุ้น 1,202,712,000 หุ้น
สัดส่วน 40.45% - SINGTEL STRATEGIC INVESTMENTS PTE LTD.
จำนวนหุ้น 693,359,000 หุ้น
สัดส่วน 23.32% - บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด
จำนวนหุ้น 172,311,185 หุ้น
สัดส่วน 5.80% - SOUTH EAST ASIA UK (TYPE C) NOMINEES LIMITED
จำนวนหุ้น 123,721,953 หุ้น
สัดส่วน 4.16% - สำนักงานประกันสังคม
จำนวนหุ้น 81,587,800 หุ้น
สัดส่วน 2.74%
INTUCH
- SINGTEL GLOBAL INVESTMENT PTE. LTD.
จำนวนหุ้น 673,348,264 หุ้น
สัดส่วน 21.00% - THE HONGKONG AND SHANGHAI BANKING CORPORATION LIMITED
จำนวนหุ้น 509,766,840 หุ้น
สัดส่วน 15.90% - บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด
จำนวนหุ้น 381,063,676 หุ้น
สัดส่วน 11.88% - SOUTH EAST ASIA UK (TYPE C) NOMINEES LIMITED
จำนวนหุ้น 137,520,271 หุ้น
สัดส่วน 4.29% - บริษัท แอสเพน โฮลดิ้งส์ จำกัด
จำนวนหุ้น 102,130,520 หุ้น
สัดส่วน 3.19%
LH
- นายอนันต์ อัศวโภคิน
จำนวนหุ้น 2,860,000,047 หุ้น
สัดส่วน 23.93% - บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด
จำนวนหุ้น 1,964,517,864 หุ้น
สัดส่วน 16.44% - GIC PRIVATE LIMITED
จำนวนหุ้น 957,231,354 หุ้น
สัดส่วน 8.01% - บริษัท เมย์แลนด์ จำกัด
จำนวนหุ้น 677,000,069 หุ้น
สัดส่วน 5.67% - SOUTH EAST ASIA UK (TYPE C) NOMINEES LIMITED
จำนวนหุ้น 463,430,768 หุ้น
สัดส่วน 3.88%
QH
- บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)
จำนวนหุ้น 2,675,945,601 หุ้น
สัดส่วน 24.98% - บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด
จำนวนหุ้น 1,103,445,561 หุ้น
สัดส่วน 10.30%
- STATE STREET EUROPE LIMITED
จำนวนหุ้น 565,167,897 หุ้น
สัดส่วน 5.27% - J.P. MORGAN BANK LUXEMBOURG S.A. LEND
จำนวนหุ้น 299,455,366 หุ้น
สัดส่วน 2.79% - SOUTH EAST ASIA UK (TYPE C) NOMINEES LIMITED
จำนวนหุ้น 222,923,752 หุ้น
สัดส่วน 2.08%
SC
- น.ส.แพทองธาร ชินวัตร
จำนวนหุ้น 1,216,149,870 หุ้น
สัดส่วน 29.10% - น.ส.พินทองทา ชินวัตร
จำนวนหุ้น 1,176,915,495 หุ้น
สัดส่วน 28.16% - นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์
จำนวนหุ้น 201,234,375 หุ้น
สัดส่วน 4.81% - คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์
จำนวนหุ้น 117,109,887 หุ้น
สัดส่วน 2.80% - กองทุนเปิด บัวหลวงหุ้นระยะยาว
จำนวนหุ้น 116,493,812 หุ้น
สัดส่วน 2.79%
PR9
- คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์
จำนวนหุ้น 292,062,500 หุ้น
สัดส่วน 37.44% - UBS AG LONDON
จำนวนหุ้น 14,000,000 หุ้น
สัดส่วน 1.79% - นายเสถียร ภู่ประเสริฐ
จำนวนหุ้น 10,550,000 หุ้น
สัดส่วน 1.35% - นายสันติ ภิรมย์ภักดี
จำนวนหุ้น 10,000,000 หุ้น
สัดส่วน 1.28% - นายประเสริฐ ไตรรัตน์วรกุล
จำนวนหุ้น 9,950,000 หุ้น
สัดส่วน 1.28%
THCOM
- บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)
จำนวนหุ้น 450,870,934 หุ้น
สัดส่วน 41.14% - STATE STREET EUROPE LIMITED
จำนวนหุ้น 81,100,166 หุ้น
สัดส่วน 7.40% - บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด
จำนวนหุ้น 45,310,799 หุ้น
สัดส่วน 4.13% - นายณฤทธิ์ เจียอาภา
จำนวนหุ้น 17,613,000 หุ้น
สัดส่วน 1.61% - SOUTH EAST ASIA UK (TYPE C) NOMINEES LIMITED
จำนวนหุ้น 16,322,577 หุ้น
สัดส่วน 1.49%
การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นทั้ง 7 ที่มีต่อข่าวที่เกิดขึ้น
จะเห็นได้ว่าหลังประกาศข่าวลงพระนามในช่วงเช้าของวันที่ 8 ก.พ. 62 ส่งผลให้หุ้นทั้ง 7 ตัวนี้ปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยที่ SET หรือดัชนีรวมของทั้งตลาดไม่ได้มีการปรับตัวขึ้นตาม และในวันที่ 11 ก.พ. 62 หลังพระราชโองการของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในคืนวันที่ 8 ก.พ. 62 นั้น ส่งผลให้หุ้นทั้ง 7 ตัวก็มีการปรับตัวลงตามข่าวที่เกิดขึ้น
แล้วเราจะทำยังไงกับพอร์ตของเรากันดีล่ะ ?
เนื่องจากการลงทุนมีความเสี่ยงอยู่แล้ว ประกอบกับในช่วงนี้ปัจจัยทางการเมือง การเลือกตั้งในช่วงนี้มีความเสี่ยงและมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจทั้งปัจจุบันและอนาคต ซึ่งส่งผลต่อตลาดหุ้นค่อนข้างมาก นักลงทุนที่กลัวความเสี่ยง การหยุดพักหรือการถือ “เงินสดมากขึ้น” อาจจะลดการถือหุ้นที่ปัจจัยการเมืองกระทบออกไปบางส่วน
ในช่วงนี้ก็เป็นทางเลือกที่ดี เพื่อรอให้สถานการณ์ชัดเจนมั่นคงขึ้นมีทิศทางที่ชัดเจนขึ้นอาจจะค่อยตัดสินใจกลับเข้ามาลงทุนใหม่ได้ ส่วนนักลงทุนที่ชอบความเสี่ยงอาจจะลองตั้งคำถามกับตัวเองก่อนที่จะลงทุนในช่วงนี้ดูว่า ความเสี่ยงในช่วงนี้เมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่เราคาดหวังนั้นคุ้มกับที่เราต้องเสี่ยงหรือไม่
การลงทุนที่ดีควรโฟกัสผลตอบแทนในระยะยาวมากกว่าระยะสั้น เพราะความสำคัญของการลงทุนนั้นคือความสม่ำเสมอและความยั่งยืนของผลตอบแทน ไม่ใช่ผลตอบแทนที่หวือหวาแต่ไม่ยั่งยืน