Technology Disruption เป็นสิ่งที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกเราอย่างต่อเนื่อง ในช่วงเวลาไม่กี่สิบปีที่ผ่านมารูปแบบการใช้ชีวิตของคนเราเปลี่ยนแปลงแบบหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว ง่าย ๆ แค่ลองไปถามเด็กที่อายุยังไม่ถึง 10 ขวบแทบจะไม่รู้จักโทรศัพท์มือถือที่มีปุ่มกดแล้วด้วยซ้ำไป สมัยก่อนเกมส์งูเนี้ยคือที่สุดแล้วล่ะ แต่เดี๋ยวนี้แทบจะไม่รู้จักกันแล้ว แต่ก็ไม่แน่ว่า ในอนาคตอาจจะไม่ใช้โทรศัพท์แล้วก็ได้นะ ฝั่งซิมลงหัวแล้วโทรหากันเลยก็ได้ใครจะไปรู้ ฮ่า ๆ
ตัวอย่างล่าสุดที่เมื่อก่อนพี่ทุยไม่คิดว่าเค้าจะเจอปัญหาขาดทุนได้เลยก็คือ ธุรกิจทีวีอย่างช่อง 3 เป็นธุรกิจเสือนอนกินที่ยังไงก็สบายไปทั้งชาติ แต่ตัวเลขขาดทุน 330 ล้านบาทเมื่อปีที่แล้วก็ออกมาเถียงเเล้วในประเด็นนี้ จะเสือจะผูกขาดยังไงก็ต้องยอมอ่อนข้อให้กับการ Disruption เมื่อระบบการถ่ายทอดสดทางอินเตอร์เน็ต (Streaming) เข้ามา
แล้วถ้าตอนนี้ถามพี่ทุยว่าธุรกิจไงที่น่าจะกินกันได้ยาว ๆ พี่ทุยก็จะตอบว่าธุรกิจการบินในตลาดหลักทรัพย์เนี้ยแหละ แต่เมื่อวันก่อนพี่ทุยคุยกับเพื่อนที่เป็นเซียนเรื่องเทคโนโลยี นวัตกรรม อารมณ์แบบอะไรใหม่รู้หมดเนี้ย ก็คุยกันว่าจริงๆ ในอนาคตของท่าอากาศยานไทยอาจจะลำบากก็ได้นะเพราะมีเทคโนโลยีตัวนึงที่เรียกว่า “เทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับ” อาจจะเข้ามากินส่วนแบ่งตลาดจาก AOT ได้
ตอนแรกพี่ทุยก็ “งง” นะว่ารถยนต์มันจะไปแทนคนขับได้ยังไง พอได้คุยไปสักพักก็เริ่มเข้าใจมากขึ้นว่าสิ่งที่ “รถยนต์ไร้คนขับ” จะเข้ามาแทนที่เรื่องของการบินได้ก็คือส่วนของ “การบินภายในประเทศ” ซึ่งก็เป็นตลาดที่ใหญ่ไม่เบาเหมือนกันนะ
อย่างแรกเลย ถ้าเราเปิดดูรายงานประจำปี 2018 ของ AOT เราจะเห็นได้ว่าประมาณ 47% ของเที่ยวบินทั้งหมดนั้นเป็นเที่ยวบินในประเทศ นั้นแปลว่าถ้ามีอะไรมากระทบกับเที่ยวบินในประเทศแล้วคนใช้บริการน้อยลง ไม่แน่ว่าจะกระทบกับรายได้ของท่าอากาศยานไทยได้เหมือนกัน
อย่างที่สอง รถยนต์ไร้คนขับช่วยเหลือเรื่องความสะดวกสบายได้ดีมากกว่าสายการบิน ลองจินตนาการว่าเวลาที่เราบินไป เชียงใหม่ใช้เวลาบินจริงประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที แต่ในความเป็นจริงเราต้องไปถึงสนามบินก่อนอย่างน้อย 1 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นวันหยุดยาวที่คนบินเยอะ ๆ อาจจะต้องไปล่งหน้าอย่างน้อย 2 ชั่วโมง อันนี้ยังไม่นับว่าเราต้องออกจากบ้านก่อนอีกเพื่อเดินทางไปสนามบิน
ดังนั้นรวมเวลาเดินทางจริง ๆ แล้วการไปเชียงใหม่อาจจะใช้เวลามากกว่า 4 – 5 ชั่วโมง ดังนั้นเมื่อเทียบกับการเดินทางด้วยรถยนต์ใช้เวลาแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยและในปัจจุบันก็มีกลุ่มคนไม่น้อยที่ไม่สะดวกเดินทางด้วยสายการบินเท่าไหร่ อาจจะด้วยปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ที่เป็นข้อจำกัด
รู้กันหรือไม่ว่า…..รถยนต์ไร้คนขับจะช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุได้
ส่วนเรื่องการเกิดอุบัติเหตุนั้นรถยนต์ไร้คนขับมีค่าสถิติการเกิดอุบัติเหตุที่น่าสนใจอยู่เหมือนกัน ซึ่งก็ต้องบอกก่อนว่าตอนนี้ยังมีสถิติออกมาค่อนข้างน้อยและมีข้อมูลการทดสอบการใช้งานไม่มากพอ พี่ทุยขอยกเอาเรื่องสถิติการเกิดอุบัติเหตุของรถยนต์แบบไร้คนขับ Tesla มาให้ดูคร่าวๆ กันก่อน
ถึงแม้รถยนต์แบบไร้คนขับจะปลอดภัยกว่ารถยนต์ธรรมดามาก แต่ส่วนนี้พี่ทุยมองว่าถ้ารถยนต์แบบไร้คนขับไม่เร่งพัฒนาก็ไม่มีทางสู้แชมป์เดิมอย่างเครื่องบินได้ ซึ่งถึงแม้จะมีเรื่องเครื่องบินโบอิ้งรุ่น Max 737 ตกที่อินโดนีเซียและคร่าชีวิตผู้โดยสารไปกว่า 189 คนในปีที่ผ่านมา ก็ยังมีตัวเลขทางสถิติเพียงเเค่ผู้เสียชีวิต 1 คนต่อ 3 ล้านเที่ยวบินเท่านั้น การที่ผู้บริโภคจะหันมาใช้รถยนต์แบบไร้คนขับแทนเครื่องบินด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยจึงยังดูไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่
แต่ผลกระทบที่น่าสนใจในเรื่องนี้ก็คือผลกระทบกับธุรกิจประกันสถิติการเกิดอุบัติเหตุของรถยนต์ไร้คนขับน้อยกว่ารถยนต์แบบปกติมากกว่า 5 เท่าแบบนั้น นั้นแปลว่า “ค่าเบี้ยประกัน” ก็จะมีแนวโน้มลดลงด้วยเหมือนกัน ถ้ารถยนต์ไร้คนขับเป็นที่นิยม รายได้ของธุรกิจประกันรถยนต์มีตกแน่นอน เรื่องนี้เราต้องจับตาดูก่อนต่อไป
ก็ไม่แน่เหมือนกันว่าถ้า “รถยนต์ไร้คนขับ” สามารถพัฒนาจนใช้งานได้จริงและ “อัตราค่าบริการ” ต่าง ๆ สามารถทำออกมาได้ถูกกว่าสายการบิน รวมถึงระยะเวลาเดินทางในภาพรวมทั้งหมดทำออกมาได้เร็วกว่าสายการบินในประเทศเมื่อไหร่ ไม่แน่ว่าธุรกิจสายการบินที่ท่าอากาศยานไทยได้ชื่อว่ายืนหนึ่งอยู่เนี้ย ก็อาจจะคิดไม่ตกได้เหมือนกัน
Comment