"สิงห์ เอสเตท (S)" ซื้อโรงผลิตไฟฟ้า

ทำไม “สิงห์ เอสเตท (S)” เข้าซื้อโรงผลิตไฟฟ้าและความร้อนร่วมขนาดใหญ่ 3 แห่ง ?

 

ฉบับย่อ

  • บมจ. สิงห์ เอสเตท หรือหุ้น S ในตลาดหลักทรัพย์ ประกาศได้สิทธิ์เข้าซื้อหุ้น 30%ในโรงผลิตไฟฟ้าและความร้อนร่วม (Co-generation power plant) ขนาดใหญ่ 3 แห่ง
  • โรงผลิตไฟฟ้าทั้ง 3 โรงงานได้ทำสัญญาขายล่วงหน้าไปแล้วมากกว่า 70% ของกำลังการผลิตทั้งหมด ช่วยสร้างกระแสเงินสดให้กับ บมจ. สิงห์ เอสเตท ในอนาคตได้เป็นอย่างดี
  • บมจ. สิงห์ เอสเตท ตั้งเป้าเป็นบริษัทที่มีรายได้ 20,000 ล้านบาท ในปี 2567

ในช่วงที่เกิดการระบาดของโควิด-19 ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ากลุ่มธุรกิจหนึ่งที่ได้รับผลกระทบอย่างมากเลยก็คือ “อสังหาริมทรัพย์” เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว ความต้องการด้านที่อยู่อาศัยไม่ว่าจะเชิงพาณิชย์หรือเพื่อการอยู่อาศัยต่าง ๆ ก็ย่อมมีความต้องการที่น้อยลง

ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว บริษัทที่ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มักจะต้องมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดการเติบโตของสินทรัพย์ที่เป็นแหล่งที่มาของรายได้ของบริษัท แต่ด้วยการมาของโควิด-19 ทำให้หลาย ๆ บริษัทตัดสินใจลงทุนเพื่อเพิ่มแหล่งที่มาของรายได้ให้หลากหลาย (Diversification) มากขึ้น กระจายการลงทุนจากเดิมมากขึ้น

บมจ. “สิงห์ เอสเตท” เข้าลงทุนโรงผลิตไฟฟ้าและความร้อนร่วมขนาดใหญ่ 3 แห่ง

ล่าสุด บมจ. “สิงห์ เอสเตท” หรือหุ้น S ในตลาดหลักทรัพย์ ประกาศเข้าร่วมลงทุนในโรงผลิตไฟฟ้าและความร้อนร่วม (Co-generation power plant) ขนาดใหญ่ 3 แห่ง พี่ทุยจะพาไปทำความรู้จักทั้งหมดกัน

1. บริษัท อ่างทอง เพาเวอร์ จำกัด

"สิงห์ เอสเตท (S)" ซื้อโรงผลิตไฟฟ้า

โรงผลิตไฟฟ้าแห่งแรกที่ บมจ. สิงห์ เอสเตท หรือหุ้น S เข้าลงทุนก็คือ บริษัท อ่างทอง เพาเวอร์ จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเวิลด์ ฟู๊ด วัลเลย์ ไทยแลนด์ จังหวัดอ่างทอง โดยดำเนินการผลิตอยู่แล้ว ด้วยกำลังการผลิตอยู่ที่ 123 เมกะวัตต์

2. บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ (ราชบุรี) 1 จำกัด และ
3. บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ (ราชบุรี) 2 จำกัด

สำหรับแห่งที่สองและสาม เป็นโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าแห่งใหม่ที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง โดยมี บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ (ราชบุรี) 1 จำกัด และบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ (ราชบุรี) 2 จำกัด เป็นเจ้าของใบอนุญาต ตั้งอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมเวิลด์ ฟู๊ด วัลเลย์ ไทยแลนด์ มีกำหนดเปิดดำเนินการในปี พ.ศ. 2566 โดยจะมีกำลังการผลิตอยู่ที่โรงงานละ 140 เมกะวัตต์

โรงผลิตไฟฟ้าทั้ง 3 โรงงาน มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าล่วงหน้าไปมากกว่า 70% ของกำลังการผลิตทั้งหมด

สิ่งที่ทำให้ “สิงห์ เอสเตท” เข้าร่วมลงทุนในครั้งนี้ พี่ทุยเชื่อว่าเหตุผลหลัก น่าจะมาจากประเด็นที่ทั้ง 3 โรงงานนี้ มีสัญญาการซื้อขายไฟฟ้าล่วงหน้าไปแล้วมากกว่า 70% ของกำลังการผลิตทั้งหมด ซึ่งถือว่าจะเข้ามาช่วยสร้างรายได้รวมถึงกระแสเงินสดให้กับ “สิงห์ เอสเตท” ได้เป็นอย่างดี คาดการณ์ว่าโรงไฟฟ้าทั้ง 3 แห่งน่าจะสร้างรายได้มากกว่า 7,500 ล้านบาท ภายในปี 2567 เลยทีเดียว

ส่วนตัวพี่ทุยเองก็ค่อนข้างชอบธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้า อย่างพวกโรงไฟฟ้าอยู่เหมือนกัน เพราะมี Barrier to Entry ที่สูงจากใบอนุญาตในการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยเฉพาะใบอนุญาตในการผลิตกระแสไฟฟ้าระดับสูงไม่ได้หามาง่าย ๆ รวมถึงการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าก็ใช้เงินไม่น้อยเหมือนกัน

สำหรับการเข้าลงทุนครั้งนี้ ถือว่าเป็นการประกอบธุรกิจที่ 4 ภายใต้การบริหารของ “สิงห์ เอสเตท” ที่จะเน้นลงทุนธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้า ธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวข้อง ธุรกิจบริการด้านวิศวกรรม และธุรกิจบริการนวัตกรรมอื่น ๆ

บมจ. “สิงห์ เอสเตท” ตั้งเป้าเป็นบริษัทที่มีรายได้แตะ 20,000 ล้านบาทในปี 2567

“สิงห์ เอสเตท” ตั้งเป้าเป็นบริษัทที่มีรายได้ 20,000 ล้านบาทต่อปีภายในระยะเวลา 3 ปี ซึ่งจากที่พี่ทุยลองประเมินดูว่าถ้าสถานการณ์โควิด-19 กลับมาเป็นปกติ คนส่วนใหญ่เริ่มได้ฉีดวัคซีนกันแล้ว ซึ่งจะทำให้ 3 ธุรกิจเดิมของสิงห์ เอสเตท ที่ประกอบไปด้วย

1. อสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ ที่มีพื้นที่ปล่อยเช่ามากกว่า 140,000 ตารางเมตร สร้างรายได้ประมาณ 15%
2. ธุรกิจโครงการที่พักอาศัย ประกอบด้วยโครงการแนวราบมากกว่า 23 โครงการ สร้างรายได้ประมาณ 57%
3. ธุรกิจรีสอร์ทและโรงแรมรวม 39 แห่ง ใน 5 ประเทศ สร้างรายได้ประมาณ 24%

สามารถกลับมาสร้างรายได้ได้เหมือนเดิม และเมื่อรวมกับรายได้จากธุรกิจที่ 4 ที่ลงทุนเกี่ยวกับธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้าอย่างโรงผลิตไฟฟ้า 3 แห่งสร้างเสร็จ ก็จะทำให้สามารถสร้างรายได้กลับมาตามที่คาดการณ์ไว้ 20,000 ล้านบาท ได้อย่างไม่ยากเย็นเลย

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Forex" FXTM
"Forex" FXTM
บทความนี้เป็นบทความ Advertorial
error: