ช่วงเดือนที่ผ่านมา มหากาพย์การแต่งบัญชีของ STARK ทำนักลงทุนสยองพอสมควร เกรงว่าจะเจอบริษัทจดทะเบียนเจ้าอื่นแต่งบัญชีเหมือนกัน หุ้นที่โดนเพ่งเล็งคือ หุ้นตระกูล JMART ที่ร่วงยกแผงหลายวัน จากกระแสข่าวลือสะพัดว่า หุ้นตระกูลนี้มีโอกาสถูกตรวจสอบการซื้อขายอย่างเข้มงวด หลังปัญหาเรื่อง STARK รวมถึง OTO วันนี้พี่ทุยก็เลยจะพาทุกคนมาเช็คอาการของหุ้นตระกูล JMART กันว่า ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง
สรุป 3 ปัจจัยสำคัญที่ทำ หุ้นตระกูล JMART ร่วงยกแผง
- ข่าวลือว่าจะถูกตรวจสอบการซื้อขาย
- ผลการดำเนินงานไตรมาสแรกออกมาไม่ดี และนักวิเคราะห์มองว่าไตรมาส 2 ก็ยังไม่น่าฟื้น
- หลุดจากการคำนวณดัชนี SET50
พี่ทุย ขอสรุปให้ฟังก่อนว่า ปัจจุบันนี้หุ้นตระกูล JMART (ทั้งบริษัทในเครือ และบริษัทที่ไปลงทุน) ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์มีอะไรบ้าง และราคาเป็นอย่างไร
เห็นราคาหุ้นบางตัวที่ตกลงมาเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2565 แล้ว พี่ทุยถึงขั้นต้องเอามือทาบอกทีเดียว โดยพบว่า ราคาหุ้นในตระกูล JMART ร่วงลงต่อเนื่องนับตั้งแต่ช่วงที่มีข่าว STARK ออกมา อันเป็นผลจากข่าวลือที่แพร่สะพัดว่า จะถูกตรวจสอบการซื้อขาย
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ที่ผ่านมา JMART ก็ได้ออกหนังสือชี้แจงข่าวที่ปรากฎในสื่อออนไลน์และข่าวลือที่ไม่เป็นจริง โดยระบุว่า ข่าวที่ระบุว่าบริษัทจะถูกตรวจสอบการซื้อขาย และข่าวลือต่าง ๆ ในห้องค้าหลักทรัพย์ ไม่เป็นจริง ไม่มีที่มาอย่างแท้จริงจากแหล่งข่าวและแหล่งอ้างอิงของข้อมูลที่เชื่อถือได้ และเป็นข่าวที่สร้างผลกระทบในเชิงลบต่อบริษัท
พร้อมกับยืนยันว่า บริษัทยังคงดำเนินงานด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างการเติบโตของบริษัทให้เป็นไปตามเป้าหมาย และปฏิบัติตามแนวทางหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีของบริษัทจดทะเบียน (Good Corporate Governance) อ้างอิง หนังสือชี้แจง
เมื่อบริษัทชี้แจงว่า “ข่าวไม่มีมูล” คราวนี้ พี่ทุยจะชวนมาดูผลการดำเนินงานของบริษัทกันต่อว่า ไตรมาสแรกที่ผ่านมา เป็นยังไงบ้าง มีส่วนที่ทำให้หุ้นร่วงหรือไม่
สรุปประเด็นสำคัญของผลการดำเนินงาน JMART ไตรมาส 1/2566
- ขาดทุนสุทธิ (294.73 ล้านบาท) เมื่อเทียบไตรมาส 1/2565 ที่กำไรสุทธิ 325.12 ล้านบาท
- บริษัทคาดการณ์ไตรมาส 1/2566 เป็นจุดต่ำสุดของผลประกอบการที่จะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และจะปรับตัวดีขึ้นในไตรมาส 2/2566
- ธุรกิจหลัก เช่น จำหน่ายมือถือ บริหารหนี้ และบริหารพื้นที่เช่า ยังเติบโตได้ดี ทำให้รายได้หลักยังเติบโตได้
- คาดการณ์ว่า SINGER และ SGC ซึ่งประสบปัญหาหนี้เสียที่ทำให้ต้องตั้งสำรองลูกหนี้สินเชื่อในกลุ่มสูง จะแก้ไขสถานการณ์ได้ในไตรมาส 2/2566
- ธุรกิจใหม่ที่เข้าไปลงทุนสร้างผลตอบแทนต่อเนื่อง เช่น สุกี้ตี๋น้อย (Teenoi) PRTR และ BRR โดย Teenoi มีแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต
อ้างอิง ผลการดำเนินงาน JMART
อ่านเพิ่ม
ถ้าดูจากผลการดำเนินงานไตรมาสแรก พี่ทุยก็ไม่แปลกใจนักที่ราคาหุ้นทั้งกลุ่ม JMART จะร่วงลงไป เพราะว่าบริษัทแม่ขาดทุนสุทธิ จากที่เคยกำไรสุทธิ จากผลกระทบหลัก ๆ มาจากยอดหนี้เสียของบริษัทในเครือที่พุ่งขึ้น
ขณะที่ บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ต่าง ๆ เกี่ยวกับหุ้นกลุ่ม JMART ก็ดูจะสอดคล้องกับความกังวลของนักลงทุน
สรุปบทวิเคราะห์ JMART หลังประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/2566
KGI วันที่ 2 มิ.ย. 2566
- การขาดทุนในไตรมาสแรก มาจากส่วนแบ่งผลขาดทุนสุทธิจาก SINGER 218 ล้านบาท และจากการบันทึกตามราคาตลาด (MTM) จากการลงทุนใน BRR และ SGC รวมกัน 440 ล้านบาท
- ยังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวของผลประกอบการในไตรมาส 2 เพราะราคาหุ้น SGC ยังตกต่อเนื่อง ส่วนราคาหุ้น BRR ทรงตัว ขณะเดียวกัน JMART จะต้องบันทึกผลขาดทุนตามราคาตลาด จากการลงทุนใน SGC อีก 120-130 ล้านบาทในไตรมาส 2
- โมเดลการเติบโตแบบก้าวกระโดดด้วยการไปผนึกพันธมิตร ซื้อหุ้นบางส่วน กำลังสร้างผลกระทบผลประกอบการบริษัท เพราะภาวะตลาดทุนเป็นลบ บวกการขาดทุนอย่างหนักของบริษัทในเครือบางแห่ง
- บริษัทมีความเสี่ยงเผชิญผลขาดทุนจากการบันทึกตามราคาตลาด จากการลงทุนในบริษัทที่อยู่ภายใต้ JMART บวกกับกำไรของ JMT ไม่โตตามคาด
ASP วันที่ 17 พ.ค. 2566
- ปรับลดคาดการณ์กำไรปี 2566 ลง เหลือ 1,100 ล้านบาท (-10% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน) และปรับลดคาดการณ์กำไรปี 2567 เหลือ 1,400 ล้านบาท (+32% เมื่อเทียบปี 2566)
- มองความเสี่ยงหลักของ JMART คือ เศรษฐกิจและกำลังซื้อ การควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ในธุรกิจเช่าซื้อและการเงิน การขาดทุนในระยะแรกจากธุรกิจให้บริการปล่อยสินเชื่อดิจิทัล
นอกจากข่าวลือ ข่าวลบจากผลการดำเนินงาน มุมมองที่นักวิเคราะห์มอง อีกข่าวลบสำคัญของบริษัทก็คือ ข้อมูลรายชื่อหลักทรัพย์ที่ใช้คำนวณดัชนี SET50 และ SET100 ในช่วงครึ่งปีหลัง (1 ก.ค. – 31 ธ.ค. 2566) ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประกาศออกมาเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2566 ปรากฎว่า หุ้น JMART และ JMT หลุดออกจากการเป็นหลักทรัพย์ที่ถูกนำเข้าไปคำนวณใน SET50
ประเด็นนี้ ถือว่ามีความสำคัญทีเดียว ที่อาจทำให้นักลงทุนสถาบัน หรือกองทุนต้องปรับพอร์ต ลดสัดส่วนการถือหุ้นลง โดยเฉพาะในกรณีที่กองทุนมีนโยบายลงทุนในหุ้น SET50 ก็อาจจะต้องขายหุ้น JMART และ JMT ออกจากพอร์ตไปเลย
อ้างอิง รายชื่อหลักทรัพย์ที่ใช้คำนวณดัชนี SET50 และ SET100
พี่ทุยมองว่า คงต้องรอให้ผ่านพ้นช่วง STARK ฝุ่นตลบ กระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนในตลาดไปก่อน พร้อมกับรอดูผลประกอบการไตรมาส 2/2566 ของตระกูล JMART ที่จะออกมาว่า เป็นไปทิศทางเช่นไร หากฟื้นตัวได้จริง ถึงเวลานั้นก็คงจะเพิ่มความเชื่อมั่นให้นักลงทุนกลับเข้ามาลงทุนได้บ้าง แต่หากไม่ฟื้นอย่างที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ ก็มีความเป็นไปได้ที่ความกังวลของนักลงทุนจะยังมีอยู่ และอาจจะทำให้หุ้นปรับลดลงได้อีก
นอกจากนี้ ต้องติดตามว่า บริษัทจะแก้เกม มีเรื่องราวอะไรใหม่ ๆ ที่จะช่วยดึงดูดความสนใจของนักลงทุนได้อีกหรือเปล่า โดยเฉพาะการไปจับมือพันธมิตร และการนำสุกี้ตี๋น้อยเข้าตลาดหลักทรัพย์
แต่สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะพยายามพิสูจน์ตัวเองแค่ไหน ก็อยู่ที่นักลงทุนเป็นผู้พิจารณาเองว่า หุ้นตระกูลนี้ยังเป็นกลุ่มที่น่าสนใจ ที่พร้อมจะไปต่อด้วย หรือว่าเจ็บจนพอแล้ว
อ่านเพิ่ม
