วิธี "อ่านกราฟหุ้น" สำหรับมือใหม่ ต้องทำยังไง ?

วิธี “อ่านกราฟหุ้น” สำหรับมือใหม่ ต้องทำยังไง ?

3 min read  

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
Krungsri Asset "กองทุน"
Krungsri Asset "กองทุน"

วันนี้พี่ทุยมีวิธีการ “อ่านกราฟหุ้น” สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่ลงทุนในหุ้นมาฝาก แน่นอนว่าในสไตล์ของ Money Buffalo นั้น พี่ทุยจะสรุปให้ฟังกันแบบเข้าใจง่าย ๆ กันอย่างแน่นอน

วิธี "อ่านกราฟหุ้น" สำหรับมือใหม่ ต้องทำยังไง ?

เราจะรู้ได้ยังไงว่าเป็นแนวโน้มขาขึ้น ?

การดูแนวโน้มขาขึ้นตามหลักพื้นฐานของ Technical Analysis คือ เมื่อราคาทำ Higher High (HH) และ Higher Low (HL) จะเป็นช่วงแนวโน้มขาขึ้น และอีกวิธีที่พี่ทุยชอบใช้เลย คือ การใช้เส้น EMA ที่ย่อมาจาก Exponential Moving Average ซึ่งก็คือ เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โพเนนเชียล เป็นการมองความสัมพันธ์ของราคาหุ้นย้อนหลังแบบถ่วงน้ำหนักในรูปแบบของเลขชี้กำลังโดยให้ความสำคัญกับราคาสุดท้ายมากที่สุด เส้นค่าเฉลี่ยจึงตอบสนองการเคลื่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาได้เร็ว

ส่วนใหญ่แล้วนักลงทุนมักใช้สูตรการคำนวณ EMA ที่มีการคำนวณ Period ราคาย้อนหลังแตกต่างกันหลายแบบ เช่น

  • ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 10 วัน (2 สัปดาห์) ใช้สะท้อนการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นระยะสั้น
  • ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 25 วัน (5 สัปดาห์) ใช้สะท้อนการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นระยะสั้น ถึง ระยะกลาง
  • ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 75 วัน (15 สัปดาห์) ใช้สะท้อนการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นระยะกลาง
  • ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน (40 สัปดาห์) ใช้สะท้อนการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นระยะยาว

ในการดูแนวโน้ม จะใช้เส้น EMA 2 เส้นมาเปรียบเทียบกัน

จากตัวอย่าง พี่ทุยใช้เส้น EMA 15 วัน และ 50 วันมาเปรียบเทียบกัน โดยกำหนดให้เส้นสีเหลืองเป็นเส้น EMA ระยะสั้น 15 วัน และ เส้นสีม่วงเป็นเส้น EMA ระยะยาว 50 วัน

จะเห็นได้ว่า จุดที่เส้น EMA ระยะสั้นตัดขึ้นเหนือเส้น EMA ระยะยาว จะเป็นจุดที่ราคาหุ้นกำลังจะเปลี่ยนจากขาลงเป็นแนวโน้มขาขึ้น

วิธี "อ่านกราฟหุ้น" สำหรับมือใหม่ ต้องทำยังไง ?

เราจะรู้ได้ยังไงว่าเป็นแนวโน้มขาลง ?

ในการดูแนวโน้มขาลงจะใช้วิธีคล้าย ๆ กับขาขึ้น โดยดูจากเมื่อราคาทำ Lower High (LH) และ Lower Low (LL) จะเป็นช่วงแนวโน้มขาลงตามตัวอย่างที่พี่ทุยยกมาประกอบเลย และอีกวิธีคือการใช้เส้น EMA 2 เส้นมาเปรียบเทียบกัน

จากตัวอย่าง พี่ทุยใช้เส้น EMA 15 วัน และ 50 วันมาเปรียบเทียบกัน โดยกำหนดให้เส้นสีเหลืองเป็นเส้น EMA ระยะสั้น 15 วัน และ เส้นสีม่วงเป็นเส้น EMA ระยะยาว 50 วัน

จะเห็นได้ว่า จุดที่เส้น EMA ระยะสั้นตัดลงต่ำกว่าเส้น EMA ระยะยาว จะเป็นจุดที่ราคาหุ้นกำลังจะเปลี่ยนจากขาขึ้นเป็นแนวโน้มขาลง

วิธี "อ่านกราฟหุ้น" สำหรับมือใหม่ ต้องทำยังไง ?

แนวรับ คือ อะไร ?

ถ้าจะให้พี่ทุยอธิบายง่าย ๆ ในเชิงจิตวิทยาเลยก็คือ “แนวรับ” เป็นระดับราคาที่มักจะมีแรงซื้อสวนกลับเข้ามา เนื่องจากจะมีนักลงทุนจำนวนนึง “พลาด” การเข้าซื้อครั้งก่อนหน้า

สมมุติว่า ตอนนี้หุ้นราคา 5 บาท แล้วราคาหุ้นขึ้นไปเป็น 6 บาท 7 บาท สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ เลยเกิดเสียดาย เราจึงรอให้หุ้นกลับลงมาที่ราคา 5 บาทเหมือนเดิม แล้วพอมันกลับมาที่ราคาเดิม 5 บาทปุ๊บ ทำให้เราคิดว่าเป็นราคาที่ต่ำสุดเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้านี้แล้ว นักลงทุนที่เคยพลาดมาครั้งนึงก็เลยเข้าซื้อทันที จนเกิดเป็นแรงซื้อจำนวนมาก เหมือนเป็นกำแพงกั้นไม่ให้ราคาลงต่ำไปมากกว่านี้ จึงดันให้ราคากลับตัวจากขาลงเป็นขาขึ้น

วิธี "อ่านกราฟหุ้น" สำหรับมือใหม่ ต้องทำยังไง ?

แนวต้าน คือ อะไร ?

ส่วน “แนวต้าน” ก็จะตรงกันข้ามกับแนวรับ คือ “แนวต้าน” เป็นระดับราคาที่มักจะมีแรงขายเทลงมาเนื่องจากเป็นระดับราคาที่นักลงทุนพลาดไม่ได้ขายก่อนหน้านั้น

สมมุติว่า ตอนนี้หุ้นราคา 5 บาท แล้วราคาขึ้นเป็น 10 บาท เรายังไม่ขายเพราะคิดว่ามันจะขึ้นไปต่อ แต่ราคาหุ้นกลับตัวต่ำลงเลยเกิดเสียดาย เราจึงรอให้หุ้นกลับขึ้นมาที่ราคา 10 บาทเหมือนเดิม แล้วพอมันกลับมาที่ราคาเดิมปุ๊บ ทำให้คิดว่าเป็นราคาสูงที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้านี้แล้ว เราและคนอื่น ๆ ที่เคยพลาดมาครั้งนึงแล้วก็เลยขายทันที จนเกิดเป็นแรงขายจำนวนมาก เหมือนเป็นกำแพงกั้นไม่ให้ราคาขึ้นสูงไปมากกว่านี้ จึงดันให้ราคากลับตัวจากขาขึ้นเป็นขาลง

วิธี "อ่านกราฟหุ้น" สำหรับมือใหม่ ต้องทำยังไง ?

เทคนิคการวิเคราะห์หุ้นอีกวิธีหนึ่ง นั่นคือ การดูความสัมพันธ์ระหว่าง “ราคา” กับ “ปริมาณการซื้อขาย (Volume)” ซึ่งวิธีนี้สามารถใช้ยืนยันแนวโน้มของหุ้นได้ว่า เมื่อราคาหุ้นปรับขึ้น เป็นการขึ้นเพื่อไปต่อจริงหรือขึ้นหลอก หรือในทางกลับกันถ้าราคาหุ้นมีการปรับตัวลง การปรับตัวลงครั้งนี้จะเป็นปรับตัวลงจริงหรือว่าแค่ย่อตัวระยะสั้นเพื่อไปต่อ

โดยหลักการของการดูความสัมพันธ์ระหว่าง “ราคา” กับ “ปริมาณการซื้อขาย (Volume)” ถ้าหากราคาไปในทิศทางใดก็ตาม และไม่มีเพิ่มขึ้นของ “ปริมาณการซื้อขาย (Volume)” อย่างมีนัยสำคัญ ก็มีแนวโน้มว่า การที่ราคาปรับขึ้นไปนั้นอาจจะเป็นการเด้งขึ้นหรือย่อตัวลงในระยะสั้น ๆ เท่านั้น

วิธี "อ่านกราฟหุ้น" สำหรับมือใหม่ ต้องทำยังไง ?

จุดตัดขาดทุน (Cut loss) คือ อะไร ?

จุดตัดขาดทุน คือ จุดที่เรากำหนดไว้ว่า จะยอมขายหุ้นทิ้งเมื่อราคาไม่เป็นตามที่คิด ซึ่งพี่ทุยจะยกตัวอย่างจุดตัดขาดทุนหลัก ๆ 4 วิธี ดังนี้

1. การกำหนดเป็นเปอร์เซ็นต์ เป็นการกำหนดเปอร์เซ็นต์ไว้แน่นอนว่า ถ้าหุ้นลงมากี่เปอร์เซ็นต์จะตัดใจขายหุ้นทิ้ง โดยเราเป็นคนตั้งเปอร์เซ็นขึ้นมาเอง อยู่ที่ว่าสามารถรับความเสี่ยงได้มากน้อยเท่าไหร่ อาจจะเป็น 3%, 5% หรือ 10% ก็ได้

2. การกำหนดตามกรอบ แนวรับ-แนวต้าน กรอบแนวรับ-แนวต้าน นอกจากจะเป็นวิธีหาจุดซื้อขายแล้ว ยังสามารถเป็นจุดตัดขาดทุนได้อีกด้วย เมื่อราคาหุ้นหลุดจากกรอบเมื่อไหร่ จุดนั้นคือจุดที่เราควรขายหุ้นทิ้งทันที

3. การกำหนดตามกรอบ Uptrend กรอบ Uptrend หรือกรอบหุ้นในช่วงขาขึ้น สามารถใช้เป็นจุดตัดขาดทุนได้เหมือนกรอบแนวรับ แนวต้าน คือ เมื่อราคาหุ้นหลุดจากกรอบแนวรับเมื่อไหร่ จุดนั้นคือจุดที่เราควรขายหุ้นทิ้งทันที

4. การกำหนดตามเส้น EMA สามารถทำได้ 2 ทางด้วยกัน คือ เมื่อ EMA เส้นสั้นตัด EMA เส้นยาว หรือเมื่อราคาหุ้นต่ำกว่าเส้น EMA

จุดตัดขาดทุนนั้นไม่ได้มีกฎตายตัวว่าต้องกำหนดที่จุดไหน วิธีไหน ขึ้นอยู่กับแต่ละคน แต่ละสไตล์ สิ่งเหล่านี้นักลงทุนต้องหาคำตอบด้วยตัวเองจากประสบการณ์จริง

ทั้งนี้ การ “อ่านกราฟหุ้น” โดยใช้เครื่องมือทางเทคนิคนั้น เป็นการวิเคราะห์ความน่าจะเป็นไปได้ของราคาหุ้นที่น่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งต้องอาศัยความรู้ และการสั่งสมประสบการณ์ไปเรื่อย ๆ แรก ๆ ที่เริ่มศึกษาอาจจะยังงง ๆ อยู่บ้าง แต่ถ้าศึกษาไปเรื่อย ๆ สักวันเราต้องทำได้แน่นอน

แต่พี่ทุยอยากจะย้ำเตือนก่อนว่า ไม่มีกราฟเทคนิคแบบไหนเลยที่มีโอกาสถูก 100% ความผิดพลาดหรือภาษาบ้าน ๆ ก็คือ เราโดนกราฟหลอกเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เพราะอย่าลืมว่า กราฟ คือ ความน่าจะเป็นที่เราพยายามทำนายอนาคตว่าจะเป็นอะไร

ดังนั้น สิ่งที่พี่ทุยอยากเตือนก่อนเข้าลงทุนอย่าลืมกำหนดจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ไว้ทุกครั้ง

อ่านเพิ่มเติม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Forex" FXTM
"Forex" FXTM
error: