การเป็นนักลงทุนระดับโลกได้นั้น ต้องผ่านการพิสูจน์ตนเองกันมาอย่างยาวนาน ลงทุนเป็นหลักสิบปีขึ้นไป ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีค่อนข้างสูงอย่างต่อเนื่อง ชนะตลาดได้อย่างสบายๆ จนกลายเป็นนักลงทุนมืออาชีพที่คนส่วนใหญ่ยอมรับ หนึ่งในนั้น คือ “ปีเตอร์ ลินซ์” ผู้จัดการกองทุนขนาดใหญ่ในอเมริกา ที่ชื่อว่า Fidelity Magellan ผลตอบแทนที่ผู้คนจดจำตลอด 13 ปีของปีเตอร์ ลินซ์ คือให้ผลตอบแทนสูงถึง 28 เท่า ปีเตอร์ ลินซ์ มักจะใช้หลักการเลือกหุ้นที่ไม่ได้ซับซ้อน ใช้สามัญสำนึก หรือความเข้าใจจากการสังเกตสินค้าและบริการที่เห็นได้รอบๆตัวเรา จากการใช้ชีวิตประจำวัน หรือแม้แต่การเดินในห้างสรรพสินค้าทั่วไป เราก็สามารถพบเห็นหุ้นหรือบริษัทได้มากมาย
หลักการลงทุนของ “ปีเตอร์ ลินซ์” เป็นอย่างไรบ้าง ?
ปีเตอร์ ลินซ์ สามารถบริหารเงินทุนขนาดใหญ่หลายแสนล้านบาทมาได้ จึงต้องผ่านการลงทุนหุ้นเป็นร้อยเป็นพันตัว ซึ่งเมื่อเรามีพอร์ตการลงทุนใหญ่ขึ้น การสร้างและรักษาอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย ไม่เหมือนพอร์ตหรือกองทุนขนาดกลางถึงเล็กที่มีสภาพคล่อง และมีความยืดหยุ่นในการลงทุนที่มากกว่ากองทุนขนาดใหญ่ๆ
ปีเตอร์ ลินซ์ ได้แบ่งหุ้นออกเป็น 6 ประเภท ดังนี้
- หุ้นเติบโตช้า (Slower Growers) เป็นบริษัทที่มีการเติบโตเล็กน้อย เติบโตน้อยกว่าเศรษฐกิจ
- หุ้นแข็งแกร่ง (Starwarts) บริษัทขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียง เติบโตตามภาวะเศรษฐกิจ
- หุ้นเติบโต (Growth) บริษัทที่มีความสามารถในการเติบโตของกำไรสูง โดยเฉลี่ย 20% ต่อปี
- หุ้นวัฎจักร (Cyclical) บริษัทที่มีสินค้าเป็นโภคภัณฑ์ ยอดขายขึ้นลงตามราคาสินค้าอ้างอิง
- หุ้นฟื้นตัว (Turnaround) บริษัทที่พลิกฟื้นจากการขาดทุน กลับมามีสัญญาณ dki เติบโตใหม่
- หุ้นสินทรัพย์มาก (Asset play) บริษัทที่มีสินทรัพย์ซ่อนมูลค่าอยู่ ที่ยังไม่รับรู้รายได้ที่แท้จริง
ในบทความนี้ พี่ทุยขอโฟกัสไปที่หุ้นเติบโต (Growth stock) หุ้นเติบโตมักเป็นหุ้นที่จะเติบโตไปในธุรกิจที่กำลังจะเติบโตต่อไป ลองหลับตาแล้วนึกภาพอนาคตว่า อีก 10-20 ปีข้างหน้า เราตื่นขึ้นมาแล้วโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร จะดีแค่ไหน ถ้าเราได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเจ้าของบริษัท โดยการเข้าไปถือหุ้นเติบโตเหล่านี้ไว้ในพอร์ตก่อน
พี่ทุยขอแนะนำเมกะเทรนด์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตภายในไม่กี่ปีข้างหน้า อย่างเทรนด์ของสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) อีกไม่ถึง 10 ปีข้างหน้านับจากนี้ ประชากรชาวไทย ที่เดินผ่านมา 5 คน เราจะพบว่ามีอยู่ 1 คนที่เป็นผู้สูงอายุ และยังรวมถึงหลายๆประเทศทั่วโลกกำลังจะเกิดสิ่งนี้เช่นกัน
สิ่งที่นักลงทุนหุ้นเติบโตต้องทำการบ้านต่อไป คือ ค้นหาหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเมกะเทรนด์นี้ เช่น ธุรกิจโรงพยาบาล ธุรกิจยารักษาโรค ธุรกิจการดูแลสุขภาพ ธุรกิจประกันชีวิต เป็นต้น
บริษัทที่เข้าสู่ช่วงแห่งการเติบโต มักจะมีรายได้และกำไรที่เติบโตได้อย่างรวดเร็ว อย่างน้อยๆปีละ 15-20 % ไปได้อย่างต่อเนื่องในอีกหลายปี การเติบโตของรายได้มาจากตัวธุรกิจและสินค้าที่เข้ากับเทรนด์ของคนส่วนใหญ่ ที่มีความต้องการสินค้าและบริการนี้เพิ่มสูงขึ้น จึงเป็นบริษัทที่ผลิตสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองแก่ลูกค้า ให้มีความต้องการใช้อยู่ตลอด ไม่ใช่แค่ซื้อครั้งเดียวและจบไปเลย ซึ่งมักจะเป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Niche) มีคู่แข่งขันเข้ามาแข่งด้วยได้ยาก
นอกจากนั้นแล้วเรื่องของราคาหุ้นกับกำไร มักจะมีความสอดคล้องซึ่งกันและกัน ถ้าเกิดมีช่วงไหนที่บริษัทยังมีกำไรเติบโตขึ้น แต่ราคาหุ้นกลับวิ่งสวนทางแล้ว แสดงว่าถึงจุดที่เราควรเตรียมตัวซื้อหุ้นตัวนี้ หรืออาจดูจากค่า P/E ควรต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลังสักอย่างน้อย 5 ปี
นักลงทุนสามารถดูได้จากตัวเลขทางการเงินได้
เราสามารถดูตัวเลขทางการเงินได้จาก ยอดขายของสินค้าที่สำคัญของบริษัท ลองเทียบดูว่ามีผลต่อสัดส่วนของกำไรมากน้อยเพียงใด การเติบโตของกำไร ควรดีกว่าการเติบโตของยอดขาย การเติบโตไม่จำเป็นต้องมาจากการขยายธุรกิจ หรือการควบรวมธุรกิจเท่านั้น แต่อาจมาจากการลดต้นทุนการผลิต หรือการเพิ่มราคาขายของสินค้าก็ได้ หุ้นที่เติบโต 20 % และมีค่า P/E 20 เท่า น่าสนใจกว่า หุ้นที่เติบโต 10% และมีค่า P/E 10 เท่า
เวลาไหนที่ควรซื้อขายหุ้นดี ?
การจะซื้อ(ขาย) หุ้น เมื่อตอนที่เราค้นพบหุ้นที่ยอดเยี่ยม ในราคาที่ต่ำ(สูง)กว่าที่ควรจะเป็น !! แล้วอย่าไปกังวลกับภาวะเศรษฐกิจมากจนเกินไป เพราะเราไม่มีทางคาดการณ์เศรษฐกิจและตลาดหุ้นได้อย่างถูกต้องแน่นอน
อย่างข้อคิด ที่ปีเตอร์ ลินซ์ เคยกล่าวไว้ว่า
“การกระจายการลงทุนในหุ้นดีๆ หลายตัวในพอร์ต คงจะต้องมีสักตัวที่เจอหุ้นเติบโตได้เป็น 10 เท่า แค่นี้ก็เพียงพอทำให้พอร์ตของเราโตแล้ว”
“สิ่งสำคัญที่คนรุ่นใหม่ต้องรู้ คือ การวางแผนทางการเงินตั้งแต่อายุยังน้อยๆ หุ้นทุกตัว ถ้ามีธุรกิจที่ดี หุ้นก็จะดีตามไปด้วย ดังนั้นจงเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวข้องกับธุรกิจเอาไว้”
กลยุทธ์การลงทุนของ ปีเตอร์ ลินซ์ เหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่พี่ทุยมาประยุกต์ใช้สำหรับนักลงทุนมือใหม่ เพื่อให้ศึกษาเรียนรู้และนำไปต่อยอดกันต่อไปได้
ยังไงก็ตาม ถึงแม้ ปีเตอร์ ลินซ์ จะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากมาย ลินซ์ได้วางมือเพียงตอนอายุ 40 กว่าปีเท่านั้นเอง เนื่องจาก ปีเตอร์ ลินซ์ กลับมาคิดได้ว่า เขาไม่มีเวลาดูแลเลี้ยงดูครอบครัว ได้อย่างดีเพียงพอ และไม่ค่อยมีเวลาส่วนตัวเลย ถือเป็นช่วงชีวิตหนึ่งที่ขาดความสมดุลของชีวิตไป (Work Life Balance)
พี่ทุยคิดว่าสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากปีเตอร์ ลินซ์ นอกจากเรื่องความรู้ในการลงทุนในหุ้นแล้ว ยังได้เรียนรู้เรื่องของการชีวิตส่วนตัวด้วย พี่ทุยหวังว่าทุกคนจะเป็นนักลงทุนที่หาหุ้นเติบโตได้ แล้วก็ยังใช้ชีวิตให้มีความสมดุลได้ด้วย ทั้งการบริหารเงิน บริหารเวลา และบริหารสุขภาพ เพื่อจะได้มาอยู่ดูแลกับคนที่เรารักไปนานๆนะ