Apple ได้เปิดตัว Apple Watch และ iPhone รุ่นใหม่ถึง 3 ตัวได้แก่ iPhone Xs, iPhone Xs Max และ iPhone Xr พร้อมฟังก์ชั่นและเทคโนโลยีใหม่ที่ดีขึ้นประหยัดขึ้น และระบบกันน้ำที่กันน้ำได้ลึกกว่าเดิม คาดว่าจะเข้าไทยในช่วงเดือนตุลาคมของปี 2018 นี้ ไฮไลท์ของ iPhone ตัวใหม่ทั้งสามรุ่นคงไม่พ้นชิปเซ็ตตัวใหม่ Apple A12 Bionic ที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมระดับ 7 นาโนเมตรซึ่งเล็กมาก และยังเป็นเทคโนโลยีที่นำค่ายอื่นๆ แถมประสิทธิภาพการทำงานก็เร็วกว่าเดิม และประหยัดแบตกว่าเดิมสูงถึง 50% และยังรองรับผลการทำ Machine Learning อย่าง AI อีกด้วย ส่วนกล้องก็มีโหมดลูกเล่นมาเพิ่มอีก 3 โหมดได้แก่ Depth Control, Advanced Bokeh และ Smart HDR ส่วนสิ่งสุดท้ายที่เหมือนค่ายอื่นที่เพิ่มขึ้นมาเป็น Dual SIM ที่จะรองรับ Nano SIM กับ eSIM ทำให้สามารถใช้ 2 SIM พร้อมกันได้ ราคาเปิดตัว iPhone Xr 64GB - 749 USD 128GB - 799 USD 256GB - 899 USD iPhone Xs 64GB - 999 USD 256GB - 1,149 USD 512GB - 1,349 USD iPhone Xs Max 64GB - 1,099 USD 256GB - 1,249 USD 512GB - 1,449 USD โดยในปี 2560 ที่ผ่านมา iPhone X ได้เปิดตัววันที่ 12 กันยายน ที่ราคา 999 USD และเข้าไทยวันที่ 24 พฤศจิกายน 2560 ที่ราคา 40,500 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 24 พฤศจิกายน 2560 1 USD : 32.6582 THB) วันเปิดตัว iPhone Xs / iPhone Xr / iPhone Xs Max : 13 กันยายน 2561 วันที่คาดว่าจะเปิดขายในไทย : ต้น-กลางเดือน ต.ค. 2018 ราคา iPhone รุ่นเก่า คนที่รอซื้อ iPhone รุ่นเก่าก็ยิ้มรับได้เลยเพราะราคา iPhone รุ่นเก่าในไทย ก็มีการปรับราคาลงหลังจากที่มีประกาศรุ่นใหม่ออกใหม่แล้ว โดยราคาปรับลดลงประมาณ 5,000 บาท (ข้อมูลจาก Apple Store Online ประเทศไทย) iPhone 7 32GB 22,500 > 17,500 128GB 26,500 > 21,500 iPhone 7 Plus 32GB 27,500 > 22,500 128GB 31,500 > 26,500 iPhone 8 64GB 28,500 > 23,500 256GB 34,500 > 29,900 iPhone 8 Plus 64GB 32,500 > 27,900 256GB 38,500 > 33,900 ใครที่เล็ง iPhone X ก่อนหน้านี้อาจจะยิ้มกันยกใหญ่ เพราะถ้าให้พี่ทุยเทียบจากราคาเปิดตัวแล้ว สเปคของ iPhone XR กับ iPhone X นั้นใกล้เคียงกันมากและ iPhone XR ดีกว่าด้วย แถมเปิดตัวด้วยราคาถูกกว่าเพียง 749 USD น้อยกว่า iPhone X ที่เปิดตัว 999 USD ถึง 250 USD เลยทีเดียว ถ้าตีเป็นเงินไทยก็อาจจะเกือบ 1 หมื่นบาท ที่ถูกลงได้ขนาดนี้น่าจะมาจากต้นทุนหลักที่หายไปอย่างจากจอ OLED เหลือ LCD Liquid Retina แบบใหม่เข้ามาแทน แต่ด้วยภาพรวมที่ตอบสนองที่ดีขึ้นและฟังก์ชั่นที่ใหม่ก็ถือว่าน่าสนใจเป็นอย่างมากเลยทีเดียว หุ้นที่ได้ประโยชน์การเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ ในไทยมีตัวแทนจำหน่ายสินค้า Apple หลายรายแต่ที่มีอยู่ในตลาดหุ้นหลักๆจะมี 3 ตัว ได้แก่ Synex - เป็นตัวแทนขายรายใหญ่ใหม่ในไทย ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เป็นผู้รับตรงมาจาก Apple แล้วส่งต่อไปตามร้านค้าต่างๆ หรือที่เรียกกันว่า B2B Com7 - เป็นผู้ขายที่ขายผู้บริโภคโดยตรง (B2C) มีหน้าร้านกว่า 90 สาขา คิดเป็น 60% ของร้าน iStudio ในไทย Spvi - เป็นผู้ขายที่ขายผู้บริโภคโดยตรง (B2C) เน้นกลุ่มลูกค้าสถานศึกษา และ ธุรกิจวางระบบเครือข่ายเน็ตเวิร์ค ราคาหุ้นย้อนหลัง ถ้าเทียบจากราคาย้อนหลัง ในปีที่แล้ว iPhone X มีการเปิดตัวในวันที่ 12 กันยายน 2560 ซึ่งหากดูราคาย้อนหลังของหุ้นทั้ง 3 ในวันที่เปิดตัว Com7 จากราคาวันก่อนหน้า 13.2 เพิ่มเป็น 13.9 เพิ่มขึ้นมา + 5.30% SPVI จากราคาวันก่อนหน้า 1.8 เพิ่มเป็น 1.85 เพิ่มขึ้นมา + 2.78% SYNEX จากราคาวันก่อนหน้า 14.8 เพิ่มเป็น 15.5 เพิ่มขึ้นมา +4.73% หากสังเกตราคาย้อนหลังจะเห็นได้ว่าก่อนที่จะมาการเปิดตัว iPhone X ราคาของหุ้นทั้ง 3 มีการสะสมราคามาก่อนแล้วและมักจะมี Sell On Fact หรือแรงขายหลังจากมีข่าวดีประกาศ ที่มีคนเก็งราคาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว แต่ที่น่าสนใจเพิ่มเติมคือ ในช่วงที่ iPhone X เข้าขายจริงในไทยหรือช่วงพฤศจิกายนของปีที่แล้วมีการปรับตัวสูงขึ้นของราคาอีกครั้ง เพราะผลจากการที่ iPhone X เข้าในไทยจริงจะเป็นตัวซัพพอร์ทให้ผลประกอบการของหุ้นทั้ง 3 ดีขึ้นนั่นเอง Price per Earning (P/E) ปัจจุบันของทั้ง 3 ตัว (ข้อมูลวันที่ 14 กันยายน 2561) Com7 P/E = 30.87 SPVI P/E = 16.66 SYNEX = 15.29 Price per earning หรือที่เรียกกันติดปากว่า P/E คือ ราคาเทียบกับกำไรของบริษัท หากสังเกตจาก 3 ตัวบนจะเห็นได้ว่า Com7 มี P/E = 30.87 ซึ่งสูงมากถ้าเทียบกับอีก 2 บริษัท หากสรุปโดยไม่อิงปัจจัยอื่นอาจมองว่า Com7 ค่อนข้างแพงเพราะหากเทียบที่กำไร 1 บาทเท่ากัน ต้องจ่ายเงินถึง 30 บาทเพื่อซื้อ Com7 ดังนั้นมองง่ายๆ Com7 จะเป็นหุ้นที่แพงที่สุด เพราะตลาดถูกซื้อขายบนความรู้สึก บริษัทที่มีขนาดใหญ่กว่าดูน่าจะมั่นคงกว่า ก็อาจจะทำให้คนสนใจเยอะราคาเลยสูงขึ้น ดังนั้นการที่ราคาแพงก็อาจแฝงมาด้วยความสามารถในการเติบโตหรือความมั่นคงของบริษัทด้วย หากจะนำเอาไปใช้จริงอาจจะดู P/E ย้อนหลังของหุ้นตัวนั้นๆเปรียบเทียบด้วยว่า P/E มีการลดลงหรือเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับราคาในอดีต ส่วนสำหรับ iPhone Xr, iPhone Xs และ iPhone X Max เบื้องต้นน่าจะเข้าไทยในช่วงต้นถึงกลางเดือนตุลาคม ต้องรอดูความแน่ชัดอีกครั้ง ดังนั้นในช่วงไตรมาสที่ 4 (Q4) ยอดขายของทั้ง 3 บริษัทน่าจะเติบโตในช่วงปลายปี แต่เนื่องจากหุ้นทั้ง 3 เป็นหุ้นที่เก็งกำไร จะมีความผันผวนสูง ทำให้ราคาจะขึ้นและลงแรงมาก จึงควรระมัดระวังในการลงทุนเป็นพิเศษ และอาจจะต้องระวังในประเด็น Sell On Fact หรือแรงขายหลังจากข้อมูลได้เปิดเผยแล้วอีกด้วย อีกเรื่องที่สำคัญคือสินค้าเหล่านี้เป็นสินค้าเทคโนโลยีและบริษัทเหล่าทำหน้าที่รับมาแล้วขายต่อ ทำให้ไม่สามารถกำหนดเทรนด์ของตลาดได้ และสินค้าเหล่านี้ก็มีผลต่อผลประกอบการแค่ช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น จึงอาจจะไม่ใช่การเหมาะสมสำหรับคนที่มีเป้าหมายการลงทุนระยะยาว

หุ้นไทยที่ได้ผลกระทบจากการเปิดตัว “iPhone” รุ่นใหม่

 

ฉบับย่อ

  • Apple เปิดตัว iPhone Xs, iPhone Xs Max และ iPhone Xr
  • Apple A12 Bionic ประมวลผลเร็วขึ้น ประหยัดพลังงานมากขึ้น ฟังก์ชั่นกล้องถ่ายรูปใหม่ Depth Control, Advance Bokeh และ Smart HDR
  • “iPhone” รุ่นเก่ามีการปรับราคาลดลง ประมาณ 5 พันบาท
  • หุ้นที่ได้ผลบวกจาก iPhone รุ่นใหม่ได้แก่ SPVI, COM7 ที่เป็นหน้าร้าน iStudio (B2C) และ SYNEX ที่เป็นตัวแทนขายรายใหญ่รายใหม่ของไทย (B2B)

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
คอร์สออนไลน์ | สอน "เล่นหุ้น" เชิงเทคนิค (Technical Analysis) สำหรับมือใหม่ แบบ Step by Step จาก 0-100
คอร์สออนไลน์ | สอน "เล่นหุ้น" เชิงเทคนิค (Technical Analysis) สำหรับมือใหม่ แบบ Step by Step จาก 0-100

Apple ได้เปิดตัว Apple Watch และ iPhone รุ่นใหม่ถึง 3 ตัวได้แก่ iPhone Xs, iPhone Xs Max และ iPhone Xr พร้อมฟังก์ชั่นและเทคโนโลยีใหม่ที่ดีขึ้นประหยัดขึ้น และระบบกันน้ำที่กันน้ำได้ลึกกว่าเดิม คาดว่าจะเข้าไทยในช่วงเดือนตุลาคมของปี 2018 นี้

ไฮไลท์ของ iPhone ตัวใหม่ทั้งสามรุ่นคงไม่พ้นชิปเซ็ตตัวใหม่ Apple A12 Bionic ที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมระดับ 7 นาโนเมตรซึ่งเล็กมาก และยังเป็นเทคโนโลยีที่นำค่ายอื่นๆ แถมประสิทธิภาพการทำงานก็เร็วกว่าเดิม และประหยัดแบตกว่าเดิมสูงถึง 50% และยังรองรับผลการทำ Machine Learning อย่าง AI อีกด้วย ส่วนกล้องก็มีโหมดลูกเล่นมาเพิ่มอีก 3 โหมดได้แก่ Depth Control, Advanced Bokeh และ Smart HDR ส่วนสิ่งสุดท้ายที่เหมือนค่ายอื่นที่เพิ่มขึ้นมาเป็น Dual SIM ที่จะรองรับ Nano SIM กับ eSIM ทำให้สามารถใช้ 2 SIM พร้อมกันได้

ราคาเปิดตัว

iPhone Xr
64GB – 749 USD
128GB – 799 USD
256GB – 899 USD

iPhone Xs
64GB – 999 USD
256GB – 1,149 USD
512GB – 1,349 USD

iPhone Xs Max
64GB – 1,099 USD
256GB – 1,249 USD
512GB – 1,449 USD

โดยในปี 2560 ที่ผ่านมา iPhone X ได้เปิดตัววันที่ 12 กันยายน ที่ราคา 999 USD และเข้าไทยวันที่ 24 พฤศจิกายน 2560 ที่ราคา 40,500 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 24 พฤศจิกายน 2560 1 USD : 32.6582 THB)

วันเปิดตัว iPhone Xs / iPhone Xr / iPhone Xs Max : 13 กันยายน 2561
วันที่คาดว่าจะเปิดขายในไทย : ต้น-กลางเดือน ต.ค. 2018

ราคา iPhone รุ่นเก่า

คนที่รอซื้อ iPhone รุ่นเก่าก็ยิ้มรับได้เลยเพราะราคา iPhone รุ่นเก่าในไทย ก็มีการปรับราคาลงหลังจากที่มีประกาศรุ่นใหม่ออกใหม่แล้ว โดยราคาปรับลดลงประมาณ 5,000 บาท (ข้อมูลจาก Apple Store Online ประเทศไทย)

iPhone 7
32GB 22,500 > 17,500
128GB 26,500 > 21,500

iPhone 7 Plus
32GB 27,500 > 22,500
128GB 31,500 > 26,500

iPhone 8
64GB 28,500 > 23,500
256GB 34,500 > 29,900

iPhone 8 Plus
64GB 32,500 > 27,900
256GB 38,500 > 33,900

ใครที่เล็ง iPhone X ก่อนหน้านี้อาจจะยิ้มกันยกใหญ่ เพราะถ้าให้พี่ทุยเทียบจากราคาเปิดตัวแล้ว สเปคของ iPhone XR กับ iPhone X นั้นใกล้เคียงกันมากและ iPhone XR ดีกว่าด้วย แถมเปิดตัวด้วยราคาถูกกว่าเพียง 749 USD น้อยกว่า iPhone X ที่เปิดตัว 999 USD ถึง 250 USD เลยทีเดียว ถ้าตีเป็นเงินไทยก็อาจจะเกือบ 1 หมื่นบาท ที่ถูกลงได้ขนาดนี้น่าจะมาจากต้นทุนหลักที่หายไปอย่างจากจอ OLED เหลือ LCD Liquid Retina แบบใหม่เข้ามาแทน แต่ด้วยภาพรวมที่ตอบสนองที่ดีขึ้นและฟังก์ชั่นที่ใหม่ก็ถือว่าน่าสนใจเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

หุ้นที่ได้ประโยชน์การเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่

ในไทยมีตัวแทนจำหน่ายสินค้า Apple หลายรายแต่ที่มีอยู่ในตลาดหุ้นหลักๆจะมี 3 ตัว ได้แก่

Synex – เป็นตัวแทนขายรายใหญ่ใหม่ในไทย ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เป็นผู้รับตรงมาจาก Apple แล้วส่งต่อไปตามร้านค้าต่างๆ หรือที่เรียกกันว่า B2B

Com7 – เป็นผู้ขายที่ขายผู้บริโภคโดยตรง (B2C) มีหน้าร้านกว่า 90 สาขา คิดเป็น 60% ของร้าน iStudio ในไทย

Spvi – เป็นผู้ขายที่ขายผู้บริโภคโดยตรง (B2C) เน้นกลุ่มลูกค้าสถานศึกษา และ ธุรกิจวางระบบเครือข่ายเน็ตเวิร์ค

ราคาหุ้นย้อนหลัง

ถ้าเทียบจากราคาย้อนหลัง ในปีที่แล้ว iPhone X มีการเปิดตัวในวันที่ 12 กันยายน 2560 ซึ่งหากดูราคาย้อนหลังของหุ้นทั้ง 3 ในวันที่เปิดตัว

Com7 จากราคาวันก่อนหน้า 13.2 เพิ่มเป็น 13.9 เพิ่มขึ้นมา + 5.30%
SPVI จากราคาวันก่อนหน้า 1.8 เพิ่มเป็น 1.85 เพิ่มขึ้นมา + 2.78%
SYNEX จากราคาวันก่อนหน้า 14.8 เพิ่มเป็น 15.5 เพิ่มขึ้นมา +4.73%

หากสังเกตราคาย้อนหลังจะเห็นได้ว่าก่อนที่จะมาการเปิดตัว iPhone X ราคาของหุ้นทั้ง 3 มีการสะสมราคามาก่อนแล้วและมักจะมี Sell On Fact หรือแรงขายหลังจากมีข่าวดีประกาศ ที่มีคนเก็งราคาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว แต่ที่น่าสนใจเพิ่มเติมคือ ในช่วงที่ iPhone X เข้าขายจริงในไทยหรือช่วงพฤศจิกายนของปีที่แล้วมีการปรับตัวสูงขึ้นของราคาอีกครั้ง เพราะผลจากการที่ iPhone X เข้าในไทยจริงจะเป็นตัวซัพพอร์ทให้ผลประกอบการของหุ้นทั้ง 3 ดีขึ้นนั่นเอง

Price per Earning (P/E) ปัจจุบันของทั้ง 3 ตัว (ข้อมูลวันที่ 14 กันยายน 2561)
Com7 P/E = 30.87
SPVI P/E = 16.66
SYNEX P/E = 15.29

Price per earning หรือที่เรียกกันติดปากว่า P/E คือ ราคาเทียบกับกำไรของบริษัท หากสังเกตจาก 3 ตัวบนจะเห็นได้ว่า Com7 มี P/E = 30.87 ซึ่งสูงมากถ้าเทียบกับอีก 2 บริษัท หากสรุปโดยไม่อิงปัจจัยอื่นอาจมองว่า Com7 ค่อนข้างแพงเพราะหากเทียบที่กำไร 1 บาทเท่ากัน ต้องจ่ายเงินถึง 30 บาทเพื่อซื้อ Com7 ดังนั้นมองง่ายๆ Com7 จะเป็นหุ้นที่แพงที่สุด เพราะตลาดถูกซื้อขายบนความรู้สึก บริษัทที่มีขนาดใหญ่กว่าดูน่าจะมั่นคงกว่า ก็อาจจะทำให้คนสนใจเยอะราคาเลยสูงขึ้น ดังนั้นการที่ราคาแพงก็อาจแฝงมาด้วยความสามารถในการเติบโตหรือความมั่นคงของบริษัทด้วย หากจะนำเอาไปใช้จริงอาจจะดู P/E ย้อนหลังของหุ้นตัวนั้นๆเปรียบเทียบด้วยว่า P/E มีการลดลงหรือเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับราคาในอดีต

ส่วนสำหรับ iPhone Xr, iPhone Xs และ iPhone X Max เบื้องต้นน่าจะเข้าไทยในช่วงต้นถึงกลางเดือนตุลาคม ต้องรอดูความแน่ชัดอีกครั้ง ดังนั้นในช่วงไตรมาสที่ 4 (Q4) ยอดขายของทั้ง 3 บริษัทน่าจะเติบโตในช่วงปลายปี แต่เนื่องจากหุ้นทั้ง 3 เป็นหุ้นที่เก็งกำไร จะมีความผันผวนสูง ทำให้ราคาจะขึ้นและลงแรงมาก จึงควรระมัดระวังในการลงทุนเป็นพิเศษ และอาจจะต้องระวังในประเด็น Sell On Fact หรือแรงขายหลังจากข้อมูลได้เปิดเผยแล้วอีกด้วย อีกเรื่องที่สำคัญคือสินค้าเหล่านี้เป็นสินค้าเทคโนโลยีและบริษัทเหล่าทำหน้าที่รับมาแล้วขายต่อ ทำให้ไม่สามารถกำหนดเทรนด์ของตลาดได้ และสินค้าเหล่านี้ก็มีผลต่อผลประกอบการแค่ช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น จึงอาจจะไม่ใช่การเหมาะสมสำหรับคนที่มีเป้าหมายการลงทุนระยะยาว

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"เปิดบัญชี Windsor Broker"
"เปิดบัญชี Windsor Broker"
error: