“Shopaholic” เป็นคำที่หมายถึงการที่คนเราเสพย์ติดการช้อปปิ้งจนทำให้เกิดผลเสียกับสถานภาพการเงินของตัวเอง เมื่อฤดูของเซลล์วนมาถึงทีไร พี่ทุยเห็นเพื่อนๆบ่นกันตลอดว่าเงินเก็บยิ่งไม่ค่อยจะมี ก็เล่นช้อปไม่เลิกจะเหลือเก็บได้ยังไง (ฮ่า) แล้วประเทศไทยเราก็ดันเซลล์กันทั้งปีซะด้วยสิ
พี่ทุยว่าคนที่น่าเป็นห่วงก็คือ คนที่เลิกช้อปไม่ได้ ถึงแม้ว่าสภาพการเงินจะย่ำแย่เต็มที เจอโปรโมชั่นเข้าหน่อย บัตรเครดิตกี่ใบก็เอามาหมุนวนเวียนอยู่ในวังวนที่ปิดบัตรก็ไม่ได้ จ่ายก็ไม่ไหว พี่ทุยว่าแบบนี้เราต้องทำอะไรสักอย่างแล้วล่ะ
จัดการชีวิตให้รู้เท่าทันภาวะ “Shopaholic”
รู้รึเปล่าบางอย่างที่ซื้อมา ตอนซื้อเราคิดว่า “ของมันต้องมี (Want)” มากกว่า “ของมันจำเป็นต้องใช้ (Need)” เลยเกิดภาวะของล้นบ้าน เสื้อผ้าล้นตู้… แต่บางตัวป้ายราคายังไม่ได้เอาออก ไม่เคยเอาออกมาใช้ก็มี ไปจนถึงลืมว่าเคยมีชิ้นนี้แล้วก็ดันไปซื้อชิ้นที่คล้ายๆกันมาถมที่เพิ่มไปอีก! วิธีแก้นิสัย “ซื้อเก่ง” จริงๆพี่ทุยว่าง่ายมากเลยนะ แค่ระลึกไว้เสมอว่า “อย่าใช้มากกว่าที่หาได้” พี่ทุยคิดว่าทุกคนก็รู้อยู่แล้วล่ะ แต่ว่าแค่ยังทำกันไม่ได้
ด้วยความที่ปัจจุบันการใช้จ่ายมันคล่องเหลือเกิน คล่องยิ่งกว่าตอนหาเก็บ พอเวลาเห็นป้ายผ่อน 0% สิบเดือนแล้วก็ยอมเป็นหนี้โดยคิดเอาว่ามีปัญญาจ่าย แต่จริงๆเรากำลังผลาญเงินในอนาคตโดยไม่รู้ตัว ใครที่เริ่มเอะใจ พยายามจะปิดบัตร พยายามจะเลิกซื้อ แต่หลายๆครั้งก็มาเจอโปรโมชั่นลดแลกแจกแถมทำให้เราต้องตกหลุมพรางซื้อ แถมยังหาเหตุผลมาซัพพอร์ตการซื้อได้หลายข้อเสียด้วย ทำให้เจอกับปัญหาการเงินไม่จบไม่สิ้น นี่เป็นหลุมพรางที่นักการตลาดของแต่ละแบรนด์วางเอาไว้เพื่อดูดเงินในกระเป๋าเราได้อย่างไม่รู้จบ
รู้ว่าไม่ดีแต่เลิกไม่ได้ให้ลองทำบัญชีช้อปปิ้ง
พี่ทุยเคยคุยกับเพื่อนผู้หญิงคนนึงที่อดไม่ได้กับการต้องซื้อของใหม่ๆ ตามโฆษณาทั้งที่ของเก่ายังใช้ไม่หมด สภาพยังดีอยู่ แต่เพื่อนพี่ทุยก็พ่ายแพ้ต่ออำนาจโปรโมชั่นอยู่เสมอ พี่ทุยก็เลยให้ลอง “ทำบัญชีช้อปปิ้ง” แทนการทำ “บัญชีรายรับรายจ่าย” แบบเดิมๆ โดยมีกฎว่า จะต้องซื้อของที่ “จำเป็นที่ต้องใช้” ไม่ใช่แค่ของที่ “อยากได้” แล้วมีคุณสมบัติซ้ำกับของเดิม ก่อนจะซื้ออะไรก็ตามให้หยิบสมุดบัญชีช้อปปิ้งมาเขียนให้ครบทั้ง 4 ข้อ
1. ก่อนซื้อต้องหยิบสมุดนี้ขึ้นมาจดเสมอ
เพราะการจดจะช่วยให้สมองเราทำงานได้ดีขึ้น อะไร ราคาเท่าไหร่ ใช้ได้นานขนาดไหน แล้วให้เราเห็นตัวเลขว่าเงินที่เรากำลังจะจ่ายออกมามูลค่าเท่าไหร่ เพราะหลายๆครั้งการที่เราจ่ายเร็วเกินไปเพราะเราคิดว่าไม่เยอะ แล้วยิ้งการรูดผ่านบัตรยิ่งทำให้เราไม่ได้จับเงินสด ยิ่งจ่ายง่ายโดยไม่รู้ตัวเข้าไปใหญ่
2. ต้องมั่นใจว่าไม่มีของที่มีคุณสมบัติเดียวกันอยู่แล้ว
ลองเช็คดูฟังก์ชั่นหรือคุณสมบัติของที่เราจะซื้อว่าของที่เรามีมีซ้ำหรือยัง? เพื่อลดการซื้อของมาแล้วซ้ำ ซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้ แต่ถ้าเป็นของแฟชั่นแบบอารมณ์แบบเดียวกัน แต่คนละสีเนี่ยก็พอเข้าใจนะ แต่ถ้าเรายังรู้สึกว่าไม่มีเงินออม เงินหายไปไหนหมด แบบเดียวกันคนละสีก็เว้นๆหน่อยเน้าะ
3. ทำไมของชิ้นนี้ถึงจำเป็น
ถามตัวเองทุกครั้งว่าของชิ้นนี้จำเป็นหรือไม่ คำว่าจำเป็นในที่นี่ก็คือคำว่า Need นะไม่ใช่ Want ถ้าเราสามารถลดการซื้อของประเภท Want หรือพวกที่ไม่มีก็ไม่เป็นไรได้ พี่ทุยว่าก็จะทำให้เราลดการซื้อของแบบไม่คิดได้ดีเลยล่ะ
4. อย่าซื้อเพราะโปรโมชั่น
ลองถามตัวเองก่อนว่าถ้าไม่ลดราคา เรายังจะซื้อมันอยู่ไหม? โปรโมชั่นส่วนใหญ่ทำมากระตุ้นอารมณ์ แล้วส่วนใหญ่คนเราก็จะตัดสินใจซื้อจากอารมณ์เป็นหลักอยู่แล้ว จะคุมการเงินให้อยู่ต้องอย่าให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล
เมื่อเขียนครบ 4 ข้อแล้วถ้ายังคิดว่าจำเป็นต้องซื้ออยู่ “อย่าซื้อทันที” เวลาที่จะซื้อของอะไรพี่ทุยแนะนำว่าให้กลับบ้านไปนอนคิดนั่งคิดก่อนสัก 2-3 วันทบทวน 4 ข้อด้านบนก่อนว่าเราจำเป็นจริงๆมั้ย ถ้าผ่านไป 2-3 วัน แล้วเรายังอยากได้ คิดแล้วยังไงก็เป็นของจำเป็นอยู่พี่ทุยว่าก็จัดเลย
ยกตัวอย่าง เช่น วันนี้น้ำหอมลดราคา อยากซื้อแค่ไหนหยุดใจไว้ก่อน ให้หยิบสมุดบัญชีช้อปปิ้งขึ้นมาแล้วเขียน 1-4 ลงไปว่าน้ำหอมยี่ห้อนี้ ปริมาณเท่าไหร่ ราคาเท่าไหร่ ใช้ได้กี่เดือน ทำไมต้องมี แล้วอย่าเพิ่งซื้อ! วิธีแก้ไขนิสัยช้อปเก่งซื้อเก่งคือต้องรู้จักหักห้ามใจต่อโปรโมชั่นให้จงได้
ลองคิดดูก่อนว่าของที่บ้านยังพอใช้อยู่ไหม? ถ้าไม่มีโปรโมชั่นจะอยากได้อยู่ไหม? บางคนหาข้ออ้างให้ตัวเองว่าใช้การ “ซื้อ” เป็นการบำบัดความเครียด แต่ยิ่งซื้อเงินยิ่งไม่มี มันก็เลยยิ่งเครียด.. พี่ทุยเห็นแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้า เราสามารถสร้างวินัยทางการเงินได้แค่รู้จักใช้เงินให้ถูกวิธี ถ้าอยากให้รางวัลตัวเอง เงินช้อปปิ้งก้อนนี้ไม่ควรเป็นเงินอนาคต แต่ควรเป็นเงินที่เราเก็บไว้ให้รางวัลกับตัวเองจริงๆ
จากที่พี่ทุยแนะนำให้ลองใช้ “สมุดบัญชีช้อปปิ้ง” ไปสักระยะ ประมาณหนึ่งเดือนเราจะเริ่มมองเห็นตัวเลข ว่าของที่อยากได้แล้วไม่จำเป็นมันกินเงินเราไปมูลค่าเท่าไหร่ต่อเดือน บางคนอาจจะคิดว่าของชิ้นไม่กี่ร้อยบาท ไม่กี่พันบาท แต่พอรวมๆกันหลายชิ้นเข้าก็ไปหลักหมื่นได้เหมือนกัน
และถ้าเราไม่ได้ซื้อ ก็แปลว่าเรามีเงินเก็บไปลงทุนอย่างอื่นให้เงินงอกเงยได้อีกเยอะแยะ แต่ใครที่ลองแล้วไม่ได้ผล ยังขาดความยับยั้งชั่งใจ แล้วปล่อยให้พฤติกรรม Shopaholic ทำลายชีวิตตัวเองไปเรื่อยๆประกอบกับหนี้สินที่พอกพูน พี่ทุยว่าลองปรึกษาแพทย์ดู เพราะมันมีอยู่จริงนะคนที่ชีวิตพังเพราะเสพติดการช้อปจนหยุดไม่ได้ ควรบำบัดด้วยยาและวิธีตามแพทย์แนะนำ ส่วนใครที่รู้สึกว่าตัวเองยังไม่ถึงขั้นป่วย แค่ลองทำสมุดบัญชีช้อปปิ้งแล้วลดละเลิกการช้อปไร้สติให้ได้จนสำเร็จ แล้วก็อย่าลืมให้รางวัลตัวเองบ้างเมื่องดช้อปได้ตามเป้าหมายนะจ้ะ