บัตรสะสมแต้มของ "ปั๊มน้ำมัน" ไหน ใช้แล้วคุ้มที่สุด ?

บัตรสะสมแต้มของ “ปั๊มน้ำมัน” ไหน ใช้แล้วคุ้มที่สุด ?

   Money Buffalo

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

1. ปั๊ม ปตท.

บัตรสะสมแต้มของปั๊มน้ำมันไหน ใช้แล้วคุ้มที่สุด ?

นับว่าเป็นอีกบัตรหนึ่งที่มีอายุการใช้งานไม่จำกัดที่ใช้กันไปได้เรื่อยๆ จนกว่าทาง ปตท. จะยกเลิกเลยทีเดียว
แต่ต้องระวังกันหน่อยเรื่องการเคลื่อนไหวของบัตรสะสมแต้ม เพราะหากสมัครบัตร PTT Blue Card ไว้แล้วไม่มีการใช้งานสะสมคะแนน หรือการเคลื่อนไหวๆใดๆของบัตรเลย ก็จะถูกตัดสิทธิ์หากครบ 1 ปี นะจ๊ะ อายุคะแนนน้ำมันสามารถอยู่ได้ถึง 2 ปีเท่านั้น รีบเติมก็รีบใช้กันด้วยล่ะ

ด้านสิทธิประโยชน์หลักๆจะเป็นในส่วนของร้านค้าที่ร่วมรายการกันอยู่แล้วอย่าง อเมซอนที่ทุก 100 คะแนนมีมูลค่าเงินสด 20 บาท หรือกับเท็กซัสชิกเก้น และร้าน Jiffy ที่มีเรทคะแนนเดียวกันทั้งหมด รวมถึงการแลกตั๋วรับชมภาพยนตร์ได้ในบางโอกาสอีกด้วย นับว่าไม่ได้เยอะมากเท่าไหร่ แต่ก็เพียงพอต่อการแลกแต้มของคนเติมน้ำมันอย่างเราๆ

การแลกแต้มและสะสมน้ำมัน ในกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์เติม 1 ลิตร ก็ได้ 1 คะแนนกันไปเลย ส่วนดีเซลหากเป็นดีเซลพรีเมี่ยม เติมน้ำมันครบทุก 2 ลิตร จะได้ 1 คะแนน ส่วนดีเซลธรรมดาก็ 4 ลิตรต่อ 1 คะแนนกันไป โดยสามารถนำทุกๆ 500 แต้มมาแลกเป็นส่วนลดน้ำมันทุกประเภทได้ 100 บาท หากเป็นศูนย์บริการรถยนต์อย่าง FIT Auto จะกลายเป็นทุกๆ 100 คะแนน ก็จะมีมูลค่า 20 บาทไป ซึ่งถือว่าไม่เลวทีเดียว

ในด้านข้อจำกัดหลักๆ ก็จะเป็นเรื่องการแบ่งแยกระหว่างน้ำมันเบนซินและดีเซลเช่นเคย รวมถึงข้อจำกัดที่กำหนดไว้ว่าสามารถสะสมคะแนนได้แค่ 400 ลิตรในแต่ละเดือนเท่านั้น เช่นเดียวกับบางจากที่เราไม่สามารถเติมน้ำมันเบนซินหรือแก๊สโซฮอล์ที่แลกคะแนนได้มากที่สุดจำนวน 500 ลิตร จนเก็บคะแนน 500 แต้ม เพื่อนำมาแลกเป็นส่วนลดในเดือนเดียวได้นั่นเอง คะแนนในส่วนนี้เลยเหลือเพียง 5 คะแนนเท่านั้น

2. ปั๊มเชลล์

บัตรสะสมแต้มของ "ปั๊มน้ำมัน" ไหน ใช้แล้วคุ้มที่สุด ?

สำหรับบัตร Shell Club Smart นั้น ด้านอายุการใช้งานตัวบัตรเองไม่ได้มีกำหนดว่าจะหมดอายุหรือต้องต่ออายุเมื่อไหร่ ส่วนตัวคะแนนน้ำมันสามารถเก็บสะสมไว้ได้ถึง 3 ปีเลยทีเดียว

ด้านสิทธิประโยชน์มีมากมายหลายอย่างตั้งแต่ช็อปออนไลน์ หรือส่วนลดร้านค้าที่ร่วมรายการไปจนถึงสินค้าต่างๆ และแน่นอนว่าบรรดาสิทธิพิเศษด้านไลฟ์สไตล์อย่างบัตรชมภาพยนตร์ หรือบัตรกำนัลจากห้างสรรพสินค้าต่างๆก็มีให้เลือกมากมายเลยทีเดียว นับว่าเป็นอีกหนึ่งบัตรที่มีทางเลือกในการแลกของรางวัลเยอะมากๆ

การแลกและสะสมแต้มน้ำมันจะมีอยู่ที่ 4 ชนิดได้แก่
1. เชลล์วีเพาเวอร์แก๊สโซฮอล์ ทุกๆการเติม 1 ลิตร จะสะสมได้ 2 คะแนน
2. แก๊สโซฮอล์อื่นๆ จะตามมาตรฐานที่ 1 ลิตรต่อ 1 คะแนน
3. เชลล์วีเพาเวอร์ดีเซล จะได้ 4 ลิตรสะสมได้ 2 คะแนน
4. ดีเซลธรรมดา ก็ตามสภาพที่ 4 ลิตรได้ 1 คะแนน

การแลกน้ำมันและน้ำมันเครื่องอยู่ที่ 500 แต้มลดไปได้ 100 บาท

ด้านข้อจำกัดจะอยู่ที่การกำหนดว่าสมาชิกต้องเติม 5 ลิตรขึ้นไปเท่านั้นถึงจะสามารถสะสมคะแนนได้ ทำให้เหล่าสิงห์นักบิดที่เติมได้แค่ 4 ลิตรกว่าๆอาจมีน้ำตาตกกันบ้าง บวกกับข้อจำกัดในการสะสม ที่ในแต่ล่ะครั้งจะสมสมได้ไม่เกิน 100 ลิตร และสะสมได้ไม่เกิน 400 คะแนนในเดือนเท่านั้น ทำให้ไม่สามารถแลกส่วนลดน้ำมันได้ภายในเดือนนั้นแน่ๆ

นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดในการเติมแยกกันระหว่างสิงห์เบนซินกับสิงห์ดีเซลบ้างตามมาตรฐาน และข้อจำกัดในเรื่องของอายุคะแนน แต่จริงๆ 3 ปีก็ถือว่าเยอะสำหรับมาตรฐานของบัตรสะสมแต้มน้ำมันแล้วล่ะ

3. ปั๊มเอสโซ่

บัตรสะสมแต้มของ "ปั๊มน้ำมัน" ไหน ใช้แล้วคุ้มที่สุด ?

ด้านอายุการใช้งานทาง ESSO ไม่ได้มีระบุไว้ก็จริงว่าตัวบัตรมีการหมดอายุเมื่อไหร่ หรือจะมีการต่ออายุให้สมาชิกอย่างไร ส่วนตัวคะแนนสะสมเพื่อแลกสิทธิประโยชน์ด้านอื่นๆจะมีอายุทั้งหมด 3 ปี แต่โปรโมชั่นที่ไม่ใช้น้ำมันส่วนใหญ่จะต้องแลกภายในปีนั้นเลย ซึ่งนับว่าโหดหินกันพอสมควรทีเดียว

ด้านสิทธิประโยชน์นับว่าครบครันพอสมควร ทั้งแมคโดนัลด์ เมเจอร์ โตโยต้า จนไปถึงการแลกไมล์สะสมกับทางแอร์เอเชีย และเทสโก้โลตัส โดยมีการแลกคะแนนสะสมขั้นต่ำตั้งแต่ 100 แต้มจนถึง 500 แต้ม

ส่วนการแลกแต้มน้ำมันของปั๊ม ESSO ในการเติมน้ำมันจะอยู่ที่ ซูพรีมพลัสแก๊สโซฮอล์ เติม 1 ลิตร ได้ไปเลย 2 คะแนน เบนซินแก๊สโซฮอล์ได้ 1 ลิตร ต่อ 1 คะแนน ในส่วนของดีเซลหากเป็นซูพรีมพลัส จะอยู่ที่ 2 ลิตรต่อ 1 คะแนน และดีเซลธรรมดาทั่วไปอยู่ที่ 4 ลิตรต่อ 1 คะแนน

ในเรื่องของการแลกแต้ม ESSO ใจดีให้ 250 แต้มแลกส่วนลดได้ 50 บาท และหากเป็น 500 แต้มจะแลกได้ถึง 100 บาท แต่แบบใจร้ายนิดๆตรงที่กำหนดขั้นต่ำในการเติมไว้ถึง 5 ลิตรถึงจะได้รับการสะสมคะแนน แล้วหากเป็นพี่มอเตอร์ไซค์ที่ในทุกๆวันนี้เติมได้แค่ 4 ลิตรซะส่วนใหญ่จะทำยังไง อีกหนึ่งเรื่อง คือ คะแนนสะสมด้านน้ำมันทั้งหมดจะอยู่ที่ 3 ปีนะจ๊ะ เติมแล้วก็อย่าลืมใช้กันด้วยล่ะ

ด้านข้อจำกัด หลักๆแล้วน่าจะเป็นเรื่องแบ่งประเภทน้ำมันในการสะสมแต้มเช่นเคย รวมถึงข้อกำหนดว่าต้องเติม 5 ลิตรขึ้นไปเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์สะสมแต้ม ตรงนี้ที่เป็นข้อจำกัดใหญ่หลวง แต่ยังดีที่การแลกแต้มน้ำมันสามารถทำได้เพียงแค่มี 250 แต้มก็แลกได้แล้ว

4. ปั๊มบางจาก

บัตรสะสมแต้มของปั๊มน้ำมันไหน ใช้แล้วคุ้มที่สุด ?

สำหรับ บางจาก ตัวบัตรมีจุดเด่นในเรื่องอายุการใช้งานที่ทางบางจากจะต่ออายุให้เราฟรีๆถึง 1 ปีด้วยกัน หากเรามียอดการใช้งานสะสมเพียง 1 ครั้งเท่านั้น เรียกได้ว่าแค่เราเติม 1 ครั้ง/ปี ก็จะสามารถต่ออายุสมาชิกกันไปได้เรื่อยๆ จนกว่าทางบางจากจะยกเลิกบริการในส่วนนี้ไปนั่นเอง ส่วนตัวบัตรจะมีอายุอยู่ได้แค่ 2 ปีเท่านั้น แต่ก็ไม่ต้องห่วงเพราะการต่ออายุบัตรไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆเลย

ต่อมาเป็นเรื่องของสิทธิประโยชน์ที่ทางบางจากก็มีให้เรามากมายไม่แพ้ปั๊มอื่นๆ ทั้งการใช้แต้มแลกส่วนลดในร้านอาหาร โรงภาพยนตร์ สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆอย่างสวนน้ำ และการแลกรับสิทธิประโยชน์จากสโมสรฟุตบอลดังๆในไทยพรีเมียร์ลีก เรื่อยไปจนถึงการนำแต้มมาแลกเป็นสินค้าต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น ทีวี หรือประกันอุบัติเหตุอีกด้วย

ในส่วนของการสะสมแต้ม การเติมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ทุกลิตรจะถูกแลกเป็นแต้ม 1 คะแนน ส่วนการเติมน้ำมันดีเซลทุกๆ 4 ลิตร จะถูกแลกเป็น 1 คะแนน ซึ่งในการแลกแต้มสะสมหากครบ 500 คะแนนแล้วไม่ได้นำไปแลกเป็นของอย่างอื่นก็จะสามารถนำมาแลกเป็นส่วนลดค่าน้ำมันได้ 100 บาท แถมถ้าหากไม่ใช้ยังสามารถนำไปบริจาคได้อีกด้วยจ้า

ส่วนในเรื่องของข้อจำกัดสำหรับบัตรบางจากจะเน้นไปที่การแยกบัตรระหว่าง ดีเซลและแก๊สโซฮอล์ที่ไม่สามารถเติมร่วมกันได้ แถมของดีเซลยังต้องเติมน้ำมันเป็นจำนวนมากกว่าเพื่อเก็บคะแนนอีกด้วย นอกจากนี้การสะสมแต้มในแต่ละเดือนยังจำกัดอยู่ที่ 400 ลิตรอีกต่างหาก

5. ปั๊มคาลเท็กซ์

บัตรสะสมแต้มของปั๊มน้ำมันไหน ใช้แล้วคุ้มที่สุด ?

ปั๊มน้ำมันคาลเท็กซ์เป็นปั๊มที่ไม่ได้มีบัตรสะสมคะแนน (Loyalty Program) เหมือนกับปั๋มอื่นๆ แต่มีเป็นบัตรสตาร์แคช ซึ่งเป็นบัตรเติมน้ำมันแทนเงินสด สำหรับลูกค้าที่ไม่ต้องการให้พนักงานคนขับรถถือเงินสด

พี่ทุยก็เลยขอพามาดูบัตรอื่นๆที่สามารถใช้เป็นการสะสมคะแนนเมื่อเติมน้ำมันที่ปั๊มคาลเท็กซ์กัน

ปั๊มคาลเทกซ์สามารถใช้บัตรห้างสรรพสินค้าอย่าง The 1 Card ในการสะสมคะแนน ร่วมถึงการแลกของรางวัลร่วมกันด้วย นอกจากนี้ยังมีข้อดีตรงที่บัตร The 1 Card ไม่มีอายุของบัตร สมัครเพียงครั้งเดียวก็ใช้ได้ตลอดชีพ แต่ตัวคะแนนสะสมในบัตรจะมีอายุแค่ 2 ปีเท่านั้น หากใช้ไม่ทันก็คือหมดอายุไปเลย

สำหรับสิทธิประโยชน์สามารถใช้ร่วมกับสิทธิประโยชน์ต่างๆในเครือ The 1 Card ได้ รวมถึงยังใช้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากบัตรทรูเรดการ์ด และ บัตรทรูแบล็คการ์ดได้อีกด้วย

ส่วนสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวกับการเติมน้ำมัน การแลกแต้มน้ำมันสามารถแลกได้ด้วยคะแนน 8 คะแนน เพื่อเป็นส่วนลด 1 บาทต่อลิตร คิดเล่นๆว่าหากเติม 10 ลิตร ก็ลดไปถึง 10 บาทเลยนะ แต่ก็ต้องแลกกับคะแนนถึง 80 แต้ม

พี่ทุยว่าเป็นอีกปั๊มนึงที่ไม่ว่าจะเติมดีเซล เบนซิน หรือซื้อน้ำมันเครื่อง ก็ได้ 1 คะแนนต่อลิตรเท่ากันหมด นับว่าค่อนข้างอิสระในการสะสมแต้ม แต่ด้วยข้อจำกัดในการกำหนดส่วนลดต่อลิตร จึงเป็นเหตุผลให้โดนพี่ทุยหักคะแนนในส่วนนี้ไปนั่นเอง

5. ปั๊มพีที

บัตรสะสมแต้มของ "ปั๊มน้ำมัน" ไหน ใช้แล้วคุ้มที่สุด ?

สำหรับปั๊มพีทีอายุการใช้งานของบัตรไม่มีกำหนด แต่มีอายุของคะแนนสะสมอยู่ที่ 3 ปี ซึ่งจำเป็นต้องแลกคะแนนสะสมไม่ว่าจะเป็นส่วนลดน้ำมัน หรือสิ่งของต่างๆก่อนที่อายุคะแนนจะหมด

ด้านสิทธิประโยชน์เน้นไปที่การแจกของโดยที่ไม่มีโปรโมชั่นร่วมกับร้านค้าต่างๆเท่าไหร่ จะเน้นไปที่การแจกของเครื่องใช้ในบ้านตั้งแต่ทีวี ตู้เย็น จนไปถึงรางวัลใหญ่ที่สุดอย่างจากแจกสร้อยคอทองคำมูลค่า 20,000 บาทกันเลยทีเดียว

การแลกแต้มน้ำมันถือว่าสุดยอด เพราะเป็นปั๊มที่ไม่แบ่งประเภทน้ำมัน จะเติมเบนซิน จะเติมดีเซล เติมแก๊สโซฮอล์ก็รับไปเลย 1 ลิตร 1 คะแนนเท่ากันหมด แถมยังไม่มีขั้นต่ำในการเติม หรือข้อกำหนดในการเติมว่าเดือนนี้ห้ามเติมเกินเท่านั้นเท่านี้อีกด้วย เรียกว่าเติมเท่าไหร่ก็รับไปเต็มๆเท่านั้น รวมถึงการแลกส่วนลดในการเติมน้ำมันที่มีให้เราแลกตั้งแต่ 150 แต้มลดไป 15 บาท ไปจนถึง 1,000 แต้มลดได้ 100 บาทกันไปเลย

ข้อจำกัดถือว่าน้อยมากๆ หากเทียบกับปั๊มอื่นๆ แต่พี่ทุยขอหักคะแนนตรงข้อจำกัดที่ตัวปั๊มในบริเวณตัวเมืองกรุงเทพฯนั้นมีน้อยเหลือเกิน ต้องขยับออกไปต่างจังหวัดสักนิดก็จะเริ่มเห็นหนาตาขึ้น แต่หากตัดข้อด้อยที่ว่ามีปั๊มน้อยก็ถือว่ายังเป็นปั๊มที่มีข้อจำกัดน้อยที่สุดในบรรดาทุกปั๊มอยู่ดี

 

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile