เจอ "งานยากเกินไป" ทำยังไงดี ?

เจอ “งานยากเกินไป” ทำยังไงดี ?

3 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เราพัฒนา ก็คือ ความท้าทาย แต่สิ่งที่จะเปลี่ยนให้ความท้าทายกลายเป็นความคุ้นชิน คือ การหมั่นฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง
  • ความขยันไม่ได้ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด เราสามารถสร้างความขยันและอดทนได้ผ่านการฝึกฝน ด้วยสองปัจจัยสำคัญอย่าง “การเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ” และ “อิทธิพลจากคนรอบข้าง”

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

ความรู้สึกนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด แถมหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เราพัฒนา ก็คือ ความท้าทายของ “งานยากเกินไป” แต่สิ่งที่จะเปลี่ยนให้ความท้าทายกลายเป็นความคุ้นชิน คือ การหมั่นฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง แม้แต่นักบาสเก็ตบอลชื่อดังอย่าง ไมเคิล จอร์แดน ก็เคยชู้ตบาสพลาดไปมากกว่า 9,000 ครั้ง แต่เขาไม่หยุดฝึกฝน และสิ่งนี้ทำให้เขาประสบความสำเร็จในที่สุด

ทักษะด้านไหนที่จะนำเราไปสู่ความสำเร็จ ?

“ความขยันหมั่นเพียรและความอดทน” น่าจะเป็นคำตอบแรก ๆ ที่โผล่ขึ้นมาในใจ ความสำเร็จในการทำ “งานยากเกินไป”หรือแม้แต่ในวงการกีฬาล้วนเกิดขึ้นได้ด้วยความขยันและการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ บางครั้งผู้คนมักจะเชื่อมโยงความขยันเข้ากับบุคลิกภาพ เพราะภาพผู้ที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่มักจะเป็นคนขยันและมุ่งมั่นในทางของตน แต่เชื่อไหมว่าความขยันไม่ได้ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด เราสามารถสร้างความขยันและอดทนได้ผ่านการฝึกฝน ด้วยสองปัจจัยสำคัญอย่าง “การเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ” และ “อิทธิพลจากคนรอบข้าง”

ฝึกแบบไหนถึงจะดี ?

พี่ทุยขอยกตัวอย่างเป็นการวิ่งมาราธอนเพื่อให้ทุกท่านเห็นภาพตรงกัน ซึ่งเหล่านักวิ่งที่ประสบความสำเร็จในแรกเริ่มก็ไม่ได้มีศักยภาพทางร่างกายเหนือกว่าคนทั่วไป สิ่งที่ทำให้พวกเขาแตกต่าง คือ การฝึกฝนอย่างต่อเนื่องร่วมกันกับผู้อื่น ซึ่งอิทธิพลจากคนรอบข้างจะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้พวกเขาไม่ย่อท้อ และอีกสาเหตุสำคัญ คือ การเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ผ่านการพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดกับนักวิ่งที่ชำนาญสนาม และนำมาปรับใช้กับตนเองจนเห็นผลดี

แน่นอนว่าอิทธิพลจากคนรอบข้างไม่ได้เป็นเพียงแรงผลักดันเชิงบวกอย่างเดียว บางครั้งมันสามารถส่งผลเสียต่อการฝึกฝนได้ เช่น เมื่อได้รับคำสบประมาทหรือพ่ายแพ้ซ้ำ ๆ ซึ่งในกรณีของนักวิ่งก็ควรย้ายไปฝึกกับกลุ่มที่มีความสามารถใกล้เคียง แต่ถ้าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในออฟฟิศก็อาจจะต้องพูดคุยปรับความเข้าใจกันเพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการพัฒนาทักษะ

เพื่อนร่วมงานดี = มีชัยไปกว่าครึ่ง

การทดลองของ Berno Bueche และคณะ จาก University of Fribourg ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ให้กลุ่มตัวอย่างกว่า 336 คนทำโจทย์ทางคณิตศาสตร์และภาษาศาสตร์ผ่านคอมพิวเตอร์โดยให้เงินรางวัลแก่ผู้ที่ทำแบบทดสอบได้ถูกต้องเกิน 50% ในเวลา 50 นาที ซึ่งกลุ่มตัวอย่างจะมีอิสระในการเล่นอินเทอร์เน็ตพื่อสร้างแรงจูงใจให้พวกเขาทิ้งความขยันไปได้ทุกเมื่อ

ผู้ทดลองแบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็นสองกลุ่มเพื่อทดลองเรื่องอิทธิพลจากคนรอบข้าง โดยกลุ่มแรกให้แชทกับผู้ที่เคยบรรลุเป้าหมายในการทำโจทย์เหล่านั้น และอีกกลุ่มให้แชทกับผู้ที่ไม่เคยทำโจทย์มาก่อน ถึงจุดนี้ ทุกคนอาจจะคิดว่าคู่แชทที่เคยทำโจทย์จะช่วยให้สอนแนวทางการแก้ปัญหาหรือกำลังใจแก่กลุ่มตัวอย่างใช่มั้ย ?

ผลลัพธ์ที่น่าแปลกใจคือบางคนสร้าง “อิทธิพลแง่ลบ” แก่กลุ่มตัวอย่างด้วยการสื่อข้อความในทำนองว่า “ฉันทำได้เพราะฉันถนัด ฉันเก่ง” ในขณะที่กลุ่มคู่แชทที่ไม่เคยทำโจทย์มาก่อนกลับไม่สร้างผลกระทบแง่ลบต่อความตั้งใจของกลุ่มตัวอย่างเลย เมื่อดำเนินการทดลองไปในขั้นต่อไป โดยให้กลุ่มตัวอย่างมาพูดคุยกับผู้เข้าร่วมการทดลองเพื่อแชร์ประสบการณ์หลังแก้โจทย์ข้อแรกสำเร็จ พบว่า การแชร์ประสบการณ์ระหว่างผู้เข้าร่วมการทดลองก็มีผลเชิงบวกต่อความพยายามในการแก้โจทย์เช่นกัน

นอกจากนี้ การได้รับกำลังใจและการให้รายงานผลต่อหน้าคนอื่นช่วยให้สาว ๆ แก้โจทย์ได้สำเร็จเพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ย 2.74 สู่ 3.97 นำมาสู่ข้อสรุปที่ว่า ผู้หญิงจะตอบสนองต่ออิทธิพลจากคนรอบข้างสูงกว่าผู้ชายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

ลองเอามาใช้ในออฟฟิศดีมั้ย ?

ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่เราจะสร้างทีมที่แข็งแกร่งด้วยการนำคนที่ประสบความสำเร็จและมีทัศนคติดีไปไว้ในทีมที่เหมาะสม เพื่อให้ทุกคนสร้างแรงบันดาลใจให้แก่กัน คำถามคือเราจะหา “ผู้สร้างแรงบันดาลใจ” ดี ๆ จากไหน ? พี่ทุยเชื่อว่าเราทุกคนล้วนมีความสำเร็จ มีวิธีการให้กำลังใจในแบบของตนเอง และพวกเรานี่แหละที่จะสร้างแรงผลักดันเชิงบวกต่อเพื่อน ๆ ได้ดีที่สุด

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply