ทำไมดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ แต่ดอกเบี้ยเงินกู้สูง ?

ทำไมดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ แต่ดอกเบี้ยเงินกู้สูง ?

2 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • ความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก และเงินกู้ เป็นสิ่งที่หลายคนเข้าใจผิด จนอาจคิดว่าธนาคารกำลังเอาเปรียบเรามากจนเกินไป
  • การใช้วิธีการคิดว่าธนาคารได้กำไรเท่าไหร่จาก ดอกเบี้ยเงินกู้ – ดอกเบี้ยเงินฝาก = กำไรของธนาคาร ไม่ใช่วิธีคิดที่ถูกต้อง
  • วิธีที่ถูกต้องในการดูกำไรของธนาคาร ต้องดูจาก Net Interest Margin (NIM) และ Effective Spread

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

เวลาที่พี่ทุยอัปเดตอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในแต่ละเดือนให้ทุกคนได้รู้กัน ก็มักจะเจอคอมเมนต์เชิงบ่นอยู่ตลอดว่า ทำไมดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ แต่ดอกเบี้ยเงินกู้สูงมาก ฝากเงินได้ดอกเบี้ย แค่ 0.5-1% เอง แต่พอไปขอกู้เนี้ย ทำไมเก็บเราตั้ง 5-6% แล้วถ้าไปดูดอกเบี้ยบวกกับค่าธรรมเนียมที่บัตรเครดิตเรียกเก็บเนี้ย มากกว่า 20% อีก แบบนี้เหล่าสถาบันการเงินไม่เอาเปรียบกันเกินไปหน่อยหรอ ?

  • อัปเดตอัตราดอกเบี้ยประจำเดือนล่าสุดเข้าไปดูได้เลยที่นี่

แน่นอนว่าหลายคนรู้อยู่แล้วว่า เวลาที่เราขาดสภาพคล่องหรือต้องการเงินทุน “การกู้เงิน” ถือว่าเป็นทางเลือกหนึ่งที่สะดวกและง่ายกว่าวิธีการอื่น ๆ แต่เรื่องที่พี่ทุยเชื่อว่าหลาย ๆ คนอาจจะกำลังสงสัยและเข้าใจผิดไปด้วยในตัว ก็คือ เรื่องของความแตกต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก

ทำไมดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ แต่ดอกเบี้ยเงินกู้สูง ?

ก่อนอื่นพี่ทุยจะบอกว่าการนำมาหักลบกันตรง ๆ แบบนั้นอาจจะเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องเท่าไหร่นัก เวลาที่เราอยากดูว่าธนาคารได้ส่วนต่างของดอกเบี้ยไปจริง ๆ เท่าไหร่ ต้องไปดูที่ ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ หรือ Net Interest Margin (NIM) ที่เป็นค่าส่วนต่างระหว่าง “ดอกเบี้ยเงินกู้เฉลี่ย” และ “ดอกเบี้ยเงินฝากเฉลี่ย”

ทำไมดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ แต่ดอกเบี้ยเงินกู้สูง ?

ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ หรือ Net Interest Margin (NIM) จะเป็นการรวมดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจากสินทรัพย์และหนี้สิน โดยทั้งหมดนี้อาจจะไม่ได้สะท้อนภาพมากเท่าไหร่นัก

NIM = (รายได้ดอกเบี้ยรับ – รายจ่ายดอกเบี้ย) / สินทรัพย์เฉลี่ย

NIM จริง ๆ จะอยู่แถว ๆ ประมาณ 2.5% โดยเฉลี่ยเท่านั้นเอง ธนาคารไม่ได้กินส่วนต่างดุเดือดขนาด 5% ขนาดนั้นอย่างที่เราเข้าใจ เพราะอย่าลืมว่าอย่างแรกธนาคารคือองค์กรเอกชนที่แสวงหากำไร แล้วค่าดำเนินงานทั้งหลายทั้ง เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่าสถานที่ต่าง ๆ ก็อยู่ใน 2.5% ด้วย

แล้ว 2.5% ก็เป็นค่าชดเชยความเสี่ยงที่บางครั้งธนาคารปล่อยกู้แล้ว ลูกหนี้เบี้ยวก็มีให้เห็นเยอะอยู่เหมือนกัน ดูได้จาก NPL หรือหนี้เสียของธนาคาร

ถ้า NPL ยิ่งสูงก็จะทำให้ NIM ยิ่งสูงไปด้วย เพราะถึงแม้เราจะคิดว่าตัวเราเองเป็นลูกหนี้ชั้นดี แต่ถึงวันหนึ่งที่รายได้ไม่ได้เข้ามาอย่างที่คิด เราก็อาจจะกลายเป็น NPL ของธนาคารได้เหมือนกัน

นั่นทำให้เราจะต้องดูอีกค่าหนึ่งที่เรียกว่า Effective Spread หรือส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อรับเฉลี่ย (Effective Loan Rate : ELR) และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากจ่ายเฉลี่ย (Effective Deposit Rate : EDR)

พูดง่าย ๆ คือว่า Effective Spread จะเป็นนำอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยระหว่างเงินกู้และเงินฝากมาคิดคำนวณเท่านั้น จะเห็นได้ว่าค่าเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 3.5% ไม่ได้สูงระดับ 20% แบบนี้หลาย ๆ คนคิดเลย

และเมื่อลองไปส่องดูค่า Effective Spread ของไทยเทียบต่างประเทศ แล้วก็ถือว่าอยู่ในระดับกลาง ๆ ไม่ได้สูงหรือต่ำที่สุด

ซึ่งความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยก็ขึ้นอยู่หลากหลายปัจจัยไม่ว่าจะเป็น สัดส่วนลูกหนี้ ว่าลูกหนี้ประเภทไหนเยอะ ความเสี่ยงที่จะเบี้ยวหนี้เป็นยังไง รวมไปถึงต้นทุนในการดำเนินงานของแต่ละประเทศก็มีความแตกต่างกัน ซึ่งดอกเบี้ยเงินกู้ที่ถูกคิดเพิ่มขึ้นก็จะถูกคำนวณจากปัจจัยเหล่านี้เข้าไปด้วย

โดยไทยเรามีสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อ SME และรายย่อยสูงถึง 23.9% ซึ่งอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง จึงทำให้หนี้เสีย (NPL) อยู่ในระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยนั่นเอง

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile