โธมัส เอดิสัน

ส่องประวัติ โทมัส อัลวา เอดิสัน เจ้าพ่อนักประดิษฐ์ แต่ไม่ได้ผลิตหลอดไฟสำเร็จเป็นคนแรก

5 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • Thomas Alva Edison มีชีวิตวัยเด็กที่ค่อนข้างลำบากจากความบกพร่องด้านการได้ยินเสียง แต่แม่ของเขาปลูกฝังนิสัยการรักการอ่านให้ ทำให้ Thomas ได้อ่านหนังสือประวัติศาสตร์และวิทยาศาสตร์จำนวนมาก
  • ความจริงแล้ว โทมัส เอดิสัน ไม่ใช่ผู้คิดค้นและประดิษฐ์หลอดไฟเป็นคนแรกของโลก เพราะก่อนหน้านั้น มีนักวิทยาศาสตร์ร่วม 20 คนคิดค้นหลอดไฟได้สำเร็จมาก่อน แต่โทมัสคือคนแรกที่พาหลอดไฟและนวัตกรรมทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง ออกขายในเชิงพาณิชย์และกระจายไปถึงมือประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วสหรัฐและทั่วโลกในเวลาต่อมา
  • นิตยสารไลฟ์ได้ยกย่องให้ โทมัส เอดิสัน เป็น 1 ใน 100 คนที่สำคัญที่สุดในช่วง 1,000 ปีที่ผ่านมา เขาเป็นเจ้าของสถิติการเป็นเจ้าของสิทธิบัตร 1,093 ชิ้นตลอดชีวิตซึ่งไม่มีใครทำได้มากเท่านี้จนถึงปัจจุบัน

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

หากโลกนี้ไม่มีแสงสว่างจากหลอดไฟจะเป็นอย่างไร ? จริงแล้วมนุษย์เราเพิ่งมีหลอดไฟใช้แพร่หลายเมื่อ 200 ปีก่อนหน้านี่เอง ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่โลกยามค่ำคืนต้องการแสงสว่างเพื่อให้สายพานการผลิตของโลกอุตสาหกรรมก็เดินหน้าได้ทั้งคืน และผู้ให้กำเนิดหลอดไฟที่ทั่วโลกใช้กันถ้วนหน้าก็คือ โทมัส อัลวา เอดิสัน

บุคคลสำคัญที่ทำให้ชาวอเมริกันและชาวโลกได้รู้จักกับหลอดไฟและนวัตกรรมเกี่ยวกับกระแสไฟฟ้า คือ Thomas Alva Edison นักประดิษฐ์ที่ต่อมากลายเป็นนักธุรกิจและนักลงทุนในธุรกิจพลังงานไฟฟ้าแถวหน้าของสหรัฐฯ ยุคนั้น

แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว เขาจะไม่ใช่ผู้คิดค้นและประดิษฐ์หลอดไฟเป็นคนแรกของโลก เพราะก่อนหน้าเขาก็มีนักวิทยาศาสตร์ร่วม 20 คนคิดค้นหลอดไฟสำเร็จมาก่อน แต่เอดิสันคือคนแรกที่พาหลอดไฟและนวัตกรรมทั้งหมดที่เกี่ยวข้องออกขายในเชิงพาณิชย์และกระจายไปถึงมือประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วสหรัฐฯ และขยายต่อไปทั่วโลกในเวลาต่อมา

เขายังเป็นผู้ถือครองสิทธิบัตรเครื่องบันทึกเสียง Phonograph กล้องถ่ายทำภาพยนตร์ Kinetoscope รวมไปถึงเก้าอี้ไฟฟ้าที่ใช้ในการประหารชีวิตนักโทษในยุคนั้นด้วย

อีกบทบาทสำคัญก็คือการเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัท General Electric บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มีอายุยืนยาวมาถึงในปัจจุบัน นิตยสารไลฟ์ (Life) ได้ยกย่องให้ Thomas Alva Edison เป็นหนึ่งใน 100 คนที่สำคัญที่สุดในช่วง 1,000 ปีที่ผ่านมา

ด้วยการเป็นเจ้าของสถิติสิทธิบัตร 1,093 ชิ้นตลอดชีวิต ไม่มีนักประดิษฐ์คนใดทำได้มากเท่าเขาจวบจนถึงปัจจุบัน ก็คงเป็นเครื่องการันตีการเป็นนักประดิษฐ์คนสำคัญของโลกได้ วันนี้พี่ทุยจะขอชวนทุกคนไปทำความรู้จักแง่มุมและเรื่องราวชีวิตของผู้ชายคนนี้ให้มากขึ้น

Thomas Alva Edison

วัยเด็กของ โทมัส อัลวา เอดิสัน กับโลกที่ไร้เสียง

Thomas Alva Edison เกิดเมื่อ 11 ก.พ. 1847 ที่เมืองมิลาน รัฐโอไฮโอ สหรัฐฯ เป็นลูกคนสุดท้องในจำนวนพี่น้อง 7 คนของ Samuel และ Nancy Edison พ่อของเขาเคยเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ถูกเนรเทศมาจากแคนาดาแล้วมาทำงานเป็นชาวไร่ในสหรัฐฯ ส่วนแม่เป็นคุณครู ซึ่งนิสัยใฝ่เรียนรู้และช่างสังเกตของโทมัสก็ถูกบ่มเพาะมาจากแม่ที่เป็นครูนี่เอง 

ปัญหาของเขาในวัยเด็กก็คือ ความบกพร่องทางการได้ยินซึ่งไม่มีการบันทึกสาเหตุที่มาที่ไปของอาการป่วยไว้แน่ชัด บ้างก็ว่าเกิดจากการติดเชื้อไวรัสไข้อีดำอีแดง (Scarlet fever) จนทำให้หูซ้ายสูญเสียการได้ยินไปก่อน ต่อมาก็ดับทั้งหูซ้ายและขวาทั้งหมดในช่วงวัยรุ่น

ส่วนเรื่องเล่าอีกแบบหนึ่งก็มีว่า เขาประสบอุบัติเหตุขณะทดลองวิทยาศาสตร์บนรถไฟจนได้รับบาดเจ็บและสูญเสียการได้ยินไปจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น

ปัญหานี้ทำให้ชีวิตในวัยเด็กของโทมัสดำเนินไปอย่างไม่ง่ายนัก เมื่อครอบครัวเอดิสันย้ายไปรัฐมิชิแกน โทมัสเข้าเรียนโรงเรียนประถมอยู่ได้แค่ 3 เดือน ก่อนที่คุณครูที่โรงเรียนก็บอกกับแม่เขาว่า ไม่สามารถสอนหนังสือแบบคนปกติให้กับโทมัสที่ไม่ได้ยินเสียงการสอนของครูได้ ขณะเดียวกัน Thomas ก็ได้ยินครูแอบพูดลับหลังว่า เขาเป็นเด็กสมองช้าด้วย

Nancy Edison จึงตัดสินใจสอนหนังสือลูกชายด้วยตัวเองที่บ้าน ในช่วงเวลานั้นเขาได้อ่านหนังสือหลายเล่มและหลายประเภทไม่ว่าจะประวัติศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ อาจเรียกได้ว่า เขาได้รับความรู้จากหนังสือที่แม่หามาให้มากกว่าเพื่อนในวัยเดียวกันที่เรียนที่โรงเรียนเสียอีก

ส่องประวัติ โทมัส อัลวา เอดิสัน เจ้าพ่อนักประดิษฐ์ แต่ไม่ได้ผลิตหลอดไฟสำเร็จเป็นคนแรก

โทมัส อัลวา เอดิสัน ทำหนังสือพิมพ์ Grand Trunk Herald ขายตั้งแต่อายุ 12 

จนกระทั่งในวัย 12 โทมัสได้ไปทำงานขายหนังสือพิมพ์ให้กับผู้โดยสารบนขบวนรถไฟ Grand Trunk ของเมืองดีทรอยต์ รถไฟขบวนนี้ออกเดินทางทุกวันตั้งแต่ 7 โมงเช้าจนถึง 3 ทุ่ม เขาเริ่มฉายแววการเป็นนักธุรกิจด้วยการทำหนังสือพิมพ์ฉบับเล็ก ๆ ขายเอง ใช้ชื่อว่า Grand Trunk Herald ขายฉบับละ 8 เซ็นต์

จุดเด่นของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้คือการอัพเดทข่าวสารต่าง ๆ ได้อย่างทันสมัยกว่าหนังสือพิมพ์เล่มอื่น ๆ แถมยังมีตารางเดินรถไฟ และข่าวซุบซิบให้อ่านเพื่อความบันเทิงด้วย โทมัสขายหนังสือพิมพ์ได้สัปดาห์ละ 200 ฉบับเลยทีเดียว

เขาได้สร้างห้องทดลองและห้องทำงานเพื่อผลิตหนังสือพิมพ์บนโบกี้รถไฟสายนี้ แต่ก็เผลอทำไฟไหม้จากการทดลองวิทยาศาสตร์ครั้งหนึ่ง นั่นทำให้เจ้าหน้าที่รถไฟโมโหมากและไม่อนุญาตให้เขาใช้โบกี้รถไฟเป็นห้องทำงานอีกต่อไป

หลังจากนั้นสหรัฐฯ เข้าสู่ช่วงสงครามกลางเมืองระหว่างรัฐทางเหนือและใต้ ปี 1861 โทมัสก็ได้นำข่าวสงครามครั้งนั้นมาลงหนังสือพิมพ์อย่างทันท่วงที ทำให้ขายหนังสือพิมพ์เพิ่มจากเดิมได้เป็นสัปดาห์ละ 1,000 ฉบับ

ส่องประวัติ โทมัส อัลวา เอดิสัน เจ้าพ่อนักประดิษฐ์ แต่ไม่ได้ผลิตหลอดไฟสำเร็จเป็นคนแรก

พนักงานโทรเลข อาชีพของคนหูหนวก

โทรเลขคืออุปกรณ์ทางไฟฟ้าที่ใช้ส่งข้อความจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง โดยอาศัยสายตัวนำที่โยงติดต่อถึงกันและอำนาจแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งเข้ามาเกี่ยวข้องกับโทมัสตอนที่หลังจากขายหนังสือพิมพ์บนรถไฟอยู่ 3 ปี

เขาได้มารู้จักกับเทคโนโลยีโทรเลขนี้และเริ่มทำงานเป็นพนักงานส่งสัญญาณโทรเลขเมื่ออายุ 15 เขาฝึกฝนการใช้รหัสมอร์สอย่างหนักเพื่อใช้ในการทำงาน ซึ่งก็เหมาะกับเขาตรงที่ไม่ต้องใช้ทักษะการฟังเนื่องจากหูเขาไม่ได้ยิน แต่ใช้การจับสัญญาณจังหวะการเคาะพิมพ์ลงบนแป้นก็สามารถถอดรหัสเครื่องโทรเลขได้

หลังจากนั้นอีก 5 ปี เขาออกเดินทางทั่วดินแดนฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ เพื่อทำหน้าที่เป็นพนักงานโทรเลข และย้ายไปลงหลักปักฐานที่เมืองหลุยส์วิลล์ รัฐเคนทักกี ในปี 1866

เวลาว่างช่วงกลางคืน โทมัสใช้เวลาไปกับการอ่านหนังสือและการทดลองสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการส่งสัญญาณซึ่งกลายเป็นเทคโนโลยีโทรคมนาคมหลายอย่างในศตวรรษที่ 20 โทรเลขก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ทำให้คนเริ่มรู้จักเขา เพราะ Thomas เขียนบทความเกี่ยวกับนวัตกรรมโทรเลขไปลงนิตยสารหลายครั้ง

สิทธิบัตรชิ้นแรก: เครื่องบันทึกคะแนนโหวตอัตโนมัติ

ต่อมาเมื่ออายุ 21 ปี เขาเบนเข็มชีวิตไปเมืองบอสตันตามคำแนะนำของเพื่อนเพื่อทำงานที่บริษัทเวสเทิร์นยูเนียน บริษัทโทรคมนาคมที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีโทรเลขในเวลานั้น ซึ่งก็เป็นการตัดสินใจที่ถูกที่ถูกทาง เพราะเมืองบอสตันยังเป็นสูญกลางของเหล่านักคิด นักประดิษฐ์และนักวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาชื่นชอบและสนใจ 

ในช่วงเวลานี้ โทมัสได้ประดิษฐ์นวัตกรรมอันนำไปสู่การจดสิทธิบัตรชิ้นแรกของเขาคือ เครื่องบันทึกคะแนนโหวตอัตโนมัติ (Electric voting machine) ซึ่งเป็นเครื่องที่ทำให้การบันทึกเสียงโหวตขณะมีการเลือกตั้ง ง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อนที่บันทึกกันด้วยมือและใช้เวลานาน 

แต่กับกลายเป็นว่าสิ่งประดิษฐ์ของเขาชิ้นนี้ไม่มีใครต้องการ ไม่ว่าจะเป็นสภาหรือสถานที่ที่น่าจะอยากใช้เครื่องนี้ เพราะพวกคนจัดให้มีการลงคะแนนอยากถ่วงเวลาการนับให้นานที่สุด จะได้มีเวลาโน้มน้าวให้คนลงคะแนนเสียงใหม่ จากเหตุการณ์นี้ ทำให้โทมัสได้เรียนรู้ว่า เขาควรจะคิดค้นประดิษฐ์นวัตกรรมที่ผู้คนต้องการอยากใช้มากกว่าที่เขาแค่อยากคิดประดิษฐ์ขึ้นมาเอง

ส่องประวัติ โทมัส อัลวา เอดิสัน เจ้าพ่อนักประดิษฐ์ แต่ไม่ได้ผลิตหลอดไฟสำเร็จเป็นคนแรก

โทมัส อัลวา เอดิสัน ก้าวขึ้นเป็นเจ้าของบริษัท 

ในปี 1869 เขาลาออกจากบริษัทเวสเทิร์นยูเนียน และออกเดินทางจากบอสตันไปสู่มหานครนิวยอร์ก ชื่อเสียงของ Thomas Alva Edison เริ่มเป็นที่รู้จักในแวดวงนักประดิษฐ์และนักวิทยาศาสตร์

การเดินทางสู่มหานครครั้งนี้ เขามุ่งมั่นจะเปิดกิจการของตัวเองเริ่มจากเข้าหุ้นเปิดธุรกิจทำเครื่องจักรก่อน ผลงานในช่วงนี้ของเขาคือ Universal stock printer เครื่องจักรที่ทำหน้าที่ส่งราคาทองคำซึ่งเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาไปยังตลาดหุ้นวอลล์สตรีทต่อมาเขาก็ได้ค่ายสิทธิบัตรของเครื่องนี้ให้กับบริษัท เวสเทิร์นยูเนียนที่ทำงานเก่า สนนราคา 30,000 ดอลลาร์

หลังจากทำรายได้จากการขายสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์มากขึ้นเรื่อย ๆ Thomas ก็แยกตัวออกมาจากบริษัทเดิม และมาเปิดกิจการของตัวเองที่รัฐนิวเจอร์ซีย์ในปี 1870 ส่วนลูกค้าเจ้าสำคัญของบริษัทใหม่ก็ยังคงเป็นบริษัท เวสเทิร์นยูเนียน อยู่เหมือนเดิม

เครื่องบันทึกเสียง Phonograph ของพ่อมดแห่งเมนโลพาร์ค

สมญานาม “พ่อมดแห่งเมนโลพาร์ค” (The Wizard of Menlo Park) เป็นอีกชื่อหนึ่งที่หลายคนรู้จัก โทมัส เอดิสัน หลังจากตั้งบริษัทที่นิวเจอร์ซีย์อยู่ 6 ปี ในวัย 30 ปี เขาเริ่มคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ชิ้นใหม่โดยตั้งห้องทดลองอยู่ที่เมืองชนบทเล็ก ๆ ชื่อเมนโลพาร์ค (Menlo Park) ลงทุนซื้อที่แปลงใหญ่สร้างเป็นตึกสองชั้นสำหรับเป็นห้องทดลอง ส่วนตึกหลังอื่น ๆ โดยรอบเป็นห้องสมุด สำนักงาน ห้องสำหรับงานไม้ ห้องเครื่องยนต์ และบ้านพักคนงาน

ในห้วงเวลานั้น Alexander Graham Bell ประดิษฐ์ “โทรศัพท์” สำเร็จ ทำให้บริษัท เวสเทิร์นยูเนียนกลัวว่า สิ่งประดิษฐ์ชิ้นใหม่นี้จะมาแทนที่โทรเลข จึงได้มาปรึกษาโทมัสให้คิดสิ่งประดิษฐ์ชิ้นใหม่มาสู้ใช้กับโทรศัพท์ของ Graham ซึ่งโทมัสก็เจอจุดอ่อนตรงที่โทรศัพท์ของ Graham ใช้วัสดุที่ทำมาจากเหล็ก ทำให้ใช้งานได้ในระยะสั้น ๆ และต้องตะโกนเสียงดังเวลาคุย

โทมัสจึงพยายามเสาะหาวัตถุที่เหมาะสมกว่าเหล็กจนกระทั่งมาเจอคาร์บอน ที่ทำให้การส่งสัญญาณโทรศัพท์รุ่นของเขาดีกว่ารุ่นเดิม เทคโนโลยีนี้ต่อมาก็ถูกพัฒนามาเป็นเครื่องบันทึกเสียง (Phonograph)

ความพิเศษของเครื่องบันทึกเสียงชิ้นนี้คือ นอกจากบันทึกเสียงแล้วยังสามารถเล่นซ้ำได้อีกด้วยโดยวิธีการทำงานเป็นการใช้หัวเข็ม 2 หัว เข็มแรกสำหรับบันทึกเสียงลงบนแผ่นอะลูมิเนียมที่วางไว้บนแท่งดีบุกทรงกระบอก และอีกเข็มสำหรับการเปิดฟัง

ซึ่งคำแรกที่โทมัสบันทึกลงไปก็คือ “Mary had a little lamb” ชื่อภรรยาของเขา ถึงแม้ว่าเครื่องบันทึกเสียงนี้จะบันทึกได้เพียงระยะเวลาสั้น ๆ ทั้งยังมีคุณภาพเสียงต่ำ แต่ในสมัยนั้นถือเป็นนวัตกรรมที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้คนเป็นอย่างมาก

สิ่งประดิษฐ์นี้สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการวิทยาศาสตร์ขนาดที่ในปี 1878 โทมัสต้องเดินทางไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อบรรยายเรื่องการผลิตเครื่องบันทึกเสียงนี้ให้สภาวิทยาศาสตร์อเมริกันได้ฟัง ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ในเวลานั้นอย่าง Rutherford B. Hayes ยังเรียกตัวโทมัสให้เข้าพบเพื่อเล่าเรื่องเครื่องบันทึกเสียงให้ฟังตอน 5 ทุ่มที่ทำเนียบขาว

ต่อมาโทมัสก็ได้แสดงวิสัยทัศน์ว่า เครื่องนี้จะกลายเป็นหนังสือพูดได้ (Talking books) ในอนาคต บริษัทหนึ่งในสหรัฐได้นำนวัตกรรมนี้มาผลิตเป็นแผ่นเสียงจนได้รับความนิยมและเปลี่ยนยุคสมัยแห่งการฟังเพลงไปตลอดกาล

ในการประดิษฐ์อะไรสักอย่าง คุณจะต้องมีจินตนาการที่ดีกับกองขยะสักกองหนึ่ง” – Thomas Alva Edison

ส่องประวัติ โทมัส อัลวา เอดิสัน เจ้าพ่อนักประดิษฐ์ แต่ไม่ได้ผลิตหลอดไฟสำเร็จเป็นคนแรก

สู่การประดิษฐ์หลอดไฟออกขายในวงกว้าง

โทมัสยังคงพยายามหาสิ่งประดิษฐ์ที่ยังไม่มีผู้คิดค้นมาก่อน เพื่อที่เขาจะได้ประดิษฐ์สำเร็จเป็นคนแรก ระหว่างนั้นเขาได้ยินมาจากเพื่อนในแวดวงนักประดิษฐ์ว่า มีคนในรัฐคอนเน็กติคัตคิดค้นการใช้พลังงานไฟฟ้าได้แล้ว

แต่ปัญหาคือไฟฟ้าที่ได้สว่างเกินไปแถมยังเสี่ยงว่าจะเกิดเพลิงไหม้ขึ้นมาด้วย โทมัสมุ่งมั่นอย่างมากที่จะประดิษฐ์หลอดไฟและจ่ายไฟฟ้าให้คนทั้งชุมชนสามารถใช้ด้วยกันได้ เขาจึงได้เริ่มแผนการสร้างสถานีไฟฟ้าขนาดใหญ่ให้สำเร็จ

หลายคนเข้าใจผิดคิดว่า โทมัสเป็นผู้คิดค้นหลอดไฟได้สำเร็จแบบฉายเดี่ยวเป็นคนแรกของโลก แต่ในความเป็นจริงเขาเป็นคนที่ทำให้ไส้หลอดถูกนำมาผลิตและขายได้ในเชิงพาณิชย์ ด้วยการนำผลงานของนักวิทยาศาสตร์อีกร่วม 20 คนมาจดสิทธิบัตรหลอดไฟ โดยหลักการของหลอดไฟถูกพัฒนามาก่อนหน้านี้แล้วโดยนักประดิษฐ์หลายคนเช่น Joseph Swan หรือ Heinrich Goebel

หากจะกล่าวให้ถูกต้องตามความจริงทางประวัติศาสตร์ โทมัส เอดิสัน ได้ทำให้หลอดไฟฟ้าถูกนำไปใช้งานจริงในชีวิตประจำวันของผู้คน โดยเขาได้พัฒนาให้อายุการใช้งานของหลอดไฟฟ้ายาวนานมากขึ้น และมากพอที่จะนำไปใช้ได้ตามบ้านเรือนและร้านค้าของประชาชน นอกจากนั้นเขายังได้สร้างระบบผลิตและแจกจ่ายไฟฟ้าได้สำเร็จ

เขาได้รับเงินลงทุนจากนักลงทุนในนิวยอร์กจนสามารถตั้งบริษัท Edison Electric Light ขึ้นมาได้ หลังจากนั้นเขาและคนงานจำนวนมากทำงานหามรุ่งหามค่ำตลอด 6 สัปดาห์เพื่อหาวัตถุที่เหมาะสมมาทำหลอดไฟ และตัวนำไฟฟ้าในหลอดไฟ แม้จะโทมัสทดลองวัสดุไส้หลอดชนิดต่าง ๆ มากกว่า 1,000 ชนิด ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ

จนกระทั่งวันที่ 22 ต.ค. 1879 ในที่สุด โทมัส อัลวา เอดิสัน วัย 32 ก็สามารถประดิษฐ์หลอดไฟที่ให้แสงสว่างได้ยาวนานกว่าที่คนอื่นเคยประดิษฐ์ นั่นคือนานถึง 13 ชั่วโมง และหลอดต่อ  ๆ มาก็ติดยาวนานต่อเนื่องกว่า 100 ชั่วโมง

ฉันไม่ได้ล้มเหลว ฉันแค่ค้นพบ 10,000 วิธีที่ไม่ได้ผล” – Thomas Alva Edison

Thomas Alva Edison

The Current War สงครามกระแสไฟฟ้า

โทมัสยังพยายามผลักดันระบบไฟฟ้ากระแสตรง (Direct current: DC) ของบริษัทตัวเองให้ได้รับความนิยมในวงกว้าง ในเวลานั้นนักประดิษฐ์และนักธุรกิจจากอีกค่ายความคิดด้านไฟฟ้า George Westinghouse ก็แข่งกันผลักดันระบบไฟฟ้ากระแสสลับ (Alternating current: AC)

ซึ่งความเชื่อมั่นในไฟฟ้ากระแสตรงและกระแสสลับ ณ เวลานั้นยังเป็นการถกเถียงกันอยู่ว่า กระแสไฟฟ้าแบบไหนที่มีข้อดีข้อเสีย ควรนำมาใช้เป็นการทั่วไป แนวคิดระบบไฟฟ้ากระแสสลับเป็นผลงานวิจัยของ Nikola Tesla เขาเคยเป็นทีมงานเก่าของโทมัสมาก่อน สงครามครั้งนี้จึงมีนัยถูกมองว่าเป็นการต่อสู้กันทางความคิดระหว่างเจ้านายและลูกน้องเก่าด้วย

Nikola เคยทำงานในบริษัท เอดิสัน แมชชีน เวิร์ก (Edison Machine Works) ของโทมัสที่นิวยอร์กเมื่อ ปี 1884 ในตำแหน่งวิศวกร ในช่วงแรกเขาประทับใจเอดิสันมากที่สามารถประสบความสำเร็จในงานไฟฟ้าที่ต้องอาศัยความรู้เชิงเทคนิคสูง

โทมัสเองก็ค่อนข้างพอใจความสามารถของ Nikola ด้วยเช่นกัน แต่ทั้งคู่มีแนวทางที่แตกต่างกัน คือ โทมัสชอบทดลองแบบลองผิดลองถูก ขณะที่ Nikola ชอบคำนวณทุกปัจจัยแบบเป๊ะ ๆ ก่อนและแก้ปัญหาก่อนการลงมือทำจริง ต่อมาทั้งคู่เกิดผิดใจกันจากการที่ Nikola ถูกโทมัสดูถูกและมองว่าเขาเป็นนักประดิษฐ์ที่เก่งน้อยกว่า

Nikola ลาออกจากการทำงานร่วมกับโทมัส และตัดสินใจจัดตั้งบริษัท เทสลา อิเล็กทริก คอมปานี (Tesla Electric Company) ขึ้นในปี 1887 พัฒนามอเตอร์เหนี่ยวนำ (Induction Motors) ให้สามารถทำงานกับไฟฟ้ากระแสสลับได้สำเร็จ โดยตัวมอเตอร์เหนี่ยวนำได้สร้างแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการเลือกใช้ระบบไฟฟ้ากระแสสลับให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ต่อมาบริษัท เวสติงเฮาส์ อิเล็กทริก (Westinghouse Electric) ของ George Westinghouse นักประดิษฐ์และนักธุรกิจชาวอเมริกัน ได้ซื้อสิทธิบัตรระบบกระแสไฟฟ้าสลับของ Nikola ด้วยราคา 1 ล้านดอลลาร์ รวมทั้งจ้าง Nikola เป็นที่ปรึกษา เพื่อนำไปสร้างโรงไฟฟ้ากระแสสลับแข่งกับบริษัท เอดิสัน เยเนอรัล อิเล็กทริก (Edison General Electric) ของโทมัสที่ใช้ระบบไฟฟ้ากระแสตรง

บทสรุปของสงครามกระแสไฟฟ้าครั้งนี้ เกิดขึ้นในปี 1893 ภายในงานนิทรรศการ World’s Columbian Exposition ที่เมืองชิคาโก ซึ่งเป็นงาน World Fair ระดับโลกครั้งแรกหลังมีระบบส่องสว่างด้วยไฟฟ้า เพื่อฉลองครบรอบ 400 ปีที่ Christopher Columbus พบดินแดนทวีปอเมริกา มีผู้ร่วมงานถึง 27 ล้านคน

โดยบริษัทของเวสติงเฮาส์ได้ชนะการประมูลระบบไฟฟ้าแสงสว่างสำหรับงานทั้งหมด จากการเสนอให้ใช้ไฟฟ้ากระแสสลับด้วยราคาค่าใช้จ่ายเพียงครึ่งหนึ่งของฝ่ายเอดิสันที่เสนอด้วยระบบไฟฟ้ากระแสตรง นับตั้งแต่นั้น กระแสไฟฟ้าสลับของ Nikola Tesla ก็สามารถพิสูจน์ว่าสร้างประโยชน์และคุ้มค่าสูงสุด จึงเป็นที่นิยมแพร่หลายทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน

Thomas Alva Edison

Kinetoscope กล้องถ่ายทำภาพยนตร์

ในปี 1889 โทมัสและภรรยาคนที่สองได้เดินทางไปกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสเพื่อนำเครื่อง Phonograph ไปจัดแสดง ระหว่างทริปนี้ Thomas ก็เกิดแนวคิดที่จะผลิตกล้องถ่ายภาพเคลื่อนไหว

จนต่อมาถูกประดิษฐ์เป็น กล้อง Kinetoscope มีลักษณะเป็นตู้สูงประมาณ 4 ฟุต ถูกเรียกว่าถ้ำมอง เพราะลักษณะการใช้งาน ต้องดูผ่านช่องเล็ก ๆ ภายในมีฟิล์มภาพยนตร์ซึ่ง โทมัสประดิษฐ์ขึ้นใช้เองเอง

ขนาดฟิล์มยาวประมาณ 50 ฟุต วางพาดไปมา เคลื่อนที่เป็นวงรอบ ผ่านช่องที่มีแว่นขยายกับหลอดไฟฟ้าด้วยความเร็ว 48 ภาพต่อวินาที ต่อมาลดลงเหลือ 16 ภาพต่อวินาที หลังจากประดิษฐ์ Kinetoscope สำเร็จ

ต่อมาโทมัสก็ได้สร้างสตูดิโอภาพยนตร์แห่งแรกของสหรัฐขึ้น ชื่อว่า Black Maria นับเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เขาประดิษฐ์ได้สำเร็จเป็นคนแรกอีกเรื่องหนึ่ง

อัจฉริยะ เกิดจากแรงบันดาลใจ 1% และหยาดเหงื่อความพยายาม 99%” – Thomas Alva Edison

โทมัส อัลวา เอดิสัน กับนิสัยการทำงาน (สุดเข้ม)

นิสัยที่เป็นภาพจำอย่างหนึ่งในการเป็นสุดยอดนักประดิษฐ์ของโทมัส ก็คือเขามักจะพกสมุดเล่มเล็ก ๆ ติดตัวอยู่เสมอเพื่อจดแนวคิดงานประดิษฐ์ขึ้นมาในช่วงเวลาต่าง ๆ นอกจากนั้น ในช่วงแรก ๆ ของชีวิตนักประดิษฐ์ เขาจะชอบใช้เวลานาน ๆ ที่ร้านขายเครื่องจักรเพื่อศึกษาชิ้นส่วนต่าง ๆ เพื่อนำมาประดิษฐ์นวัตกรรมด้วย

ส่วนชีวิตในช่วงที่เป็นเจ้าของกิจการ การเป็นเจ้านายของเขาก็ขึ้นชื่อลือชาว่าเป็นเจ้านายที่เข้มงวด เป็นคนทำงานที่ทุ่มเทกับงานประดิษฐ์อย่างหนัก อยู่ที่ทำงานตลอดทั้งวันทั้งคืน เป็นคนละเอียดลออขนาดที่จดรายละเอียดแนวคิดและงานประดิษฐ์ทุกชิ้นไว้ทั้งหมด 

นอกจากนี้โทมัสยังชอบจ้างงานคนจำนวนมาก ลูกน้องก็จะเรียกเขากลับว่าตาแก่ เพราะความละเอียดและขี้จุกจิกของเขา ทั้งที่เวลานั้นโทมัสเพิ่งจะอายุ 24 ปี 

โทมัสทำงานหนักจนไม่ได้ให้เวลากับครอบครัวนัก แม้ว่าในช่วงที่เขาเป็นเจ้าของกิจการของตัวเองแล้ว จะพยายามสร้างบ้านติดกับสำนักงานและห้องทดลอง แต่เขาก็แทบจะไม่ได้กลับบ้านไปกินอาหารเย็นกับที่บ้านเลย

ส่วนอาหารกลางวันนั้น ลูกสาวของโทมัสจะต้องเอาไปให้ที่ห้องทำงานเสมอ ไม่เพียงแค่นั้น เขายังมักจะนอนพักบนชั้นวางของภายในห้องทดลองเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน ส่วนกับลูกน้อง โทมัสสั่งทุกคนให้ทำให้นาฬิกาหยุดเดินใช้ไม่ได้ไปเลย เพื่อจะได้ไม่ต้องสนใจเวลาระหว่างทำงาน

ความล้มเหลวด้านการดูแลครอบครัวและชีวิตในบั้นปลาย

โทมัสได้พบรักกับ Mary Stilwell ภรรยาคนแรกที่เข้ามาเป็นพนักงานในบริษัทของเขา ทั้งคู่แต่งงานกันตอนที่เขาอายุ 24 ส่วน Mary อายุ 16 พวกเขามีลูกด้วยกัน 3 คน แต่ในช่วงเวลาที่เขากำลังสร้างตัวและไขว่คว้าชื่อเสียงทำให้ไม่มีเวลาดูแลครอบครัว ท้ายที่สุดภรรยาคนแรกของโทมัส เสียชีวิตลงในปี 1884 จากอาการป่วย ขณะนั้นเธอมีอายุเพียง 29 ปี 

โทมัสแต่งงานครั้งที่สองกับ Mina Miller ลูกสาวของเศรษฐีที่อายุห่างจากเขาซึ่งอยู่ในวัยกลางคนเข้าไปแล้วในปี 1886 และย้ายไปอยู่ที่เมืองนิวเจอร์ซีย์ถาวร พวกเขามีลูกด้วยกันอีก 3 คน 

ในช่วงบั้นปลาย โทมัสเหนื่อยล้ามากขึ้นจากชีวิตที่ทุ่มเทให้กับการประดิษฐ์มาตลอด เขาจึงหันไปใช้เวลาออกทริปท่องเที่ยงกับเพื่อนฝูงแวดวงนักประดิษฐ์มากกว่าจะคิดค้นอะไรเพิ่มอีก ขณะเดียวกันเขาก็ป่วยด้วยโรคเบาหวาน ก่อนจะเสียชีวิตวันที่ 18 ต.ค. 1931 นับอายุรวม 84 ปี

การจากไปของเขาถูกรำลึกและจดจำเทียบเท่าบุคคลสำคัญระดับประเทศ ในวันนั้นประธานาธิบดี Herbert Hoover ได้ขอให้ประชาชนชาวอเมริกันปิดไฟพร้อมกันทั้งประเทศเวลา 22.00 น. เพื่อไว้อาลัยให้กับ Thomas Alva Edison ผู้ได้รับการยกย่องในฐานะผู้ปฏิวัติอุตสาหกรรมไฟฟ้าของสหรัฐอเมริกา

ขณะเดียวกัน ในช่วงเวลา 84 ปีที่เขามีชีวิต เขาถือครองสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ในสหรัฐฯ มากถึง 1,093 รายการ  ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เขาคิดค้นขึ้นมาเอง แต่เป็นการพัฒนาจากสิ่งประดิษฐ์ดั้งเดิมที่คิดค้นขึ้นมาโดยลูกจ้างของเขา ด้วยเหตุนี้เองทำให้เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการอ้างผลงานเป็นของตัวแต่ผู้เดียว โดยไม่แบ่งปันให้กับผู้คิดค้นคนอื่น

อย่างไรก็ตาม พี่ทุยเชื่อว่า สิ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ท่ามกลางแง่มุมที่ดีและแปลกแตกต่างไปจากคนปกติในชีวิตของ โทมัส อัลวา เอดิสัน นั่นก็คือ ความยิ่งใหญ่ของการประดิษฐ์นวัตกรรมเปลี่ยนโลกมนุษย์ไปตลอดกาล ให้เต็มไปด้วยแสงสว่างอย่างที่เราได้ใช้กันในทุกวันนี้

โชคดีจะเกิดขึ้นกับคนที่มีวางแผนรอโอกาสนั้นไว้แล้ว” – Thomas Alva Edison

อ้างอิง

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile