รู้จัก Nord Stream ยุทธศาสตร์พลังงานและการวางท่อ โมเดลสร้างอำนาจของวลาดิมีร์ ปูติน

รู้จัก Nord Stream ยุทธศาสตร์พลังงานและการวางท่อ โมเดลสร้างอำนาจของวลาดิมีร์ ปูติน

4 min read  

ฉบับย่อ

  • การปฏิวัติรัสเซียในปี 1917 ทำให้จักรวรรดิรัสเซียล่มสลาย และเกิดสหภาพโซเวียตในปี 1922 ที่ขับเคลื่อนด้วยคอมมิวนิสต์ โดยโซเวียตเป็นมหาอำนาจหลักที่ฟัดกับสหรัฐฯ ในช่วงสงครามเย็น แต่ในปี 1991 สหภาพโซเวียตได้ล่มสลายลงจากปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองภายใน จนแตกกระจายออกเป็น 15 ประเทศ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือรัสเซีย
  • ในปี 2000 วลาดิมีร์ ปูติน ชนะการเลือกตั้งขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีของรัสเซีย มีการกำจัดกลุ่มอิทธิพลทางการเมืองและดึงเอาจุดแข็งของรัสเซียอย่างน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมาพลิกฟื้นเศรษฐกิจ โดยเน้นตลาดในยุโรปที่มีความต้องการพลังงานจากรัสเซีย มีการสร้างท่อส่งก๊าซคือ Nord Stream และ Nord Stream 2 รวมถึงมีการแทรกแซงการเมืองระหว่างประเทศเพื่อผลประโยชน์ด้านพลังงานของรัสเซียเอง
  • ในปี 2006 รัสเซียได้วางท่อขนส่งน้ำมันไปจีนที่ชื่อว่า ESPO ทำให้จีนกลายเป็นลูกค้าด้านพลังงานรองจากยุโรป และจากการบุกยูเครนในปี 2022 ยุโรปเริ่มลดการพึ่งพิงพลังงานจากรัสเซีย เพื่อไม่ให้รัสเซียใช้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นเครื่องมือต่อรองระหว่างประเทศจากสงครามในยูเครน ทำให้รัสเซียเริ่มเปลี่ยนทิศทางของตลาดไปสู่เอเชียมากยิ่งขึ้น

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
คอร์สออนไลน์ | สอน "เล่นหุ้น" เชิงเทคนิค (Technical Analysis) สำหรับมือใหม่ แบบ Step by Step จาก 0-100
คอร์สออนไลน์ | สอน "เล่นหุ้น" เชิงเทคนิค (Technical Analysis) สำหรับมือใหม่ แบบ Step by Step จาก 0-100

สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงปี 2022 เพราะความเป็นมหาอำนาจของรัสเซียทำให้การเคลื่อนไหวทุกส่วนและการตัดสินใจทุกวินาทีนั้นกระทบกระเทือนต่อโลกทั้งใบได้เลยทีเดียว แต่รู้หรือไม่ว่าความเป็นมหาอำนาจของรัสเซียที่ว่านี้เพิ่งจะเกิดขึ้นมาได้ไม่ถึง 10 ปีเท่านั้น วันนี้จะมาสรุปถึง Nord Stream เครื่องมือที่รัสเซียใช้ต่อรองอำนาจกับประเทศมหาอำนาจในยุโรป

สหภาพโซเวียตและการล่มสลาย

ก่อนอื่นพี่ทุยขอย้อนไปช่วงเวลาก่อนที่จะมีประเทศรัสเซียในปัจจุบัน เพื่อให้เข้าใจความเป็นมาเป็นไปมากยิ่งขึ้น

อดีตนั้นดินแดนแทบไซบีเรียนี้เป็นที่ตั้งของจักรวรรดิรัสเซียซึ่งปกครองโดยระบอบกษัตริย์ แต่แล้วในปี 1917 ก็เกิดการปฏิวัติรัสเซียขึ้นโค่นล้มราชวงศ์โรมานอฟซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายของจักรวรรดิรัสเซีย

โดยหลังจากปฏิวัติก็เกิดการตะลุมบอนแย่งอำนาจกันจนในปี 1922 พรรคบอลเชวิกที่นำโดยวลาดิมีร์ เลนิน เป็นผู้ชนะแล้วกุมอำนาจทั้งหมด พร้อมเปลี่ยนประเทศให้ขับเคลื่อนด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ ผนวกดินแดนข้างเคียงให้มาร่วมก๊วนด้วยกันกลายเป็นประเทศยักษ์ใหญ่ที่ชื่อว่า “สหภาพโซเวียต (Soviet Union)”

ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โซเวียตกลายเป็นมหาอำนาจหลักที่ช่วงชิงความเป้นผู้นำกับสหรัฐฯ ในสงครามเย็น โดยโซเวียตเป็นผู้นำของโลกคอมมิวนิสต์ ส่วนสหรัฐฯ เป็นผู้นำของโลกเสรีประชาธิปไตย

แต่พอเวลาผ่านไป การขับเคลื่อนด้วยคอมมิวนิสต์ของโซเวียตนั้นทำให้เศรษฐกิจไม่เดินหน้าเท่าที่ควร อีกทั้งการทุ่มงบประมาณไปกับการแพร่ขยายอุดมการณ์และการทำสงครามยิ่งทำให้เศรษฐกิจทรุดหนักลงไปอีก ทำให้ในปี 1985 ผู้นำอย่างมิคาอิล กอร์บาชอฟได้ตัดสินใจปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมืองของโซเวียตโดยใช้นโยบาย “กลาสนอสต์และเปเรสทรอยก้า (Glasnost and Perestroika)”

นโยบายของกอร์บาชอฟเป็นการเปิดเสรีให้กับการเมืองและเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น แต่แล้วก็เหมือนสายเกินไปเมื่อด้านเศรษฐกิจนั้นไม่เห็นผลอย่างที่หวัง แต่ตรงข้ามกับด้านการเมืองกลับสำเร็จ เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างเละเทะเรื่องความล้มเหลวทางเศรษฐกิจ เกิดม๊อบในประเทศ กระจายเต็มไปหมด จนในดินแดนต่าง ๆ พากันแห่ประกาศอิสรภาพแยกตัวไปตั้งประเทศตัวเอง ทำให้สหภาพโซเวียตล่มสลายลงในปี 1991 แตกกระจายออกเป็น 15 ประเทศ และหนึ่งในนั้นคือ รัสเซีย แบบที่เรารู้จักกันในปัจจุบันนั่นเอง

การขึ้นสู่อำนาจของวลาดิมีร์ ปูติน

หลังโซเวียตล่มสลาย รัสเซียที่เกิดขึ้นมาใหม่ก็ได้เปลี่ยนระบบการเมืองไปใช้แบบเสรีประชาธิปไตย และระบบเศรษฐกิจที่หันไปหาทุนนิยมแบบเต็มตัว ภายใต้ประธานาธิบดีคนแรกคือบอริส เยลต์ซิน แต่การพุ่งเข้าสู่ทุนนิยมแบบรวดเร็ว เป็นการเปิดช่องให้กลุ่มนักธุรกิจรัสเซียที่กอบโกยและแปรรูปทรัพย์สินของรัฐในช่วงที่โซเวียตล่มสลายจนกลายเป็นมหาเศรษฐีกระเป๋าหนัก

เหล่ามหาเศรษฐีได้เข้ามามีอิทธิพลทางการเมือง มีการแทรกแซงนโยบายต่าง ๆ เพื่อเอื้อต่อผลประโยชน์ทางธุรกิจของตัวเอง ทำให้เศรษฐกิจรัสเซียที่แย่ยังไงก็ยังคงแย่อยู่แบบนั้น อำนาจต่อรองระหว่างประเทศที่เคยมีก็เริ่มน้อยลงเรื่อย ๆ

แต่แล้วบอริส เยลต์ซินที่มีอายุและเริ่มป่วยออด ๆ แอด ๆ ร่วมกับกลุ่มผู้มีอิทธิพลเดิม ได้ดันให้ชายที่ชื่อว่า “วลาดิมีร์ ปูติน” ซึ่งเป็นหัวหน้าของหน่วยข่าวกรองลับ FSB  ให้ขึ้นมาเป็นทายาททางการเมืองของเยลต์ซินเพื่อเป็นหุ่นเชิดของกลุ่มผู้มีอิทธิพลต่อไป

โดยปูตินก็ได้เข้ามาแก้ปัญหาเรื่องสงครามแบ่งแยกดินแดนในเชชเนียจนสร้างผลงานได้อย่างสวยงามเข้าตาประชาชน ทำให้ในปี 2000 ปูตินก็ชนะการเลือกตั้งแล้วขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีของรัสเซียได้ในที่สุด

แต่หลังจากขึ้นสู่อำนาจ ปูตินก็ได้วกกลับมาเล่นงานกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่ปั้นตัวเองขึ้นมากับมือแทน โดยการตรวจสอบธุรกิจย้อนหลัง แล้วตั้งข้อหาอาชญากรรม คอร์รัปชัน โกงทรัพย์สินแผ่นดิน พร้อมส่งเจ้าหน้าที่เข้าจับกุม ซึ่งแต่ละคนนั้นเรียกได้ว่าเป็นนักธุรกิจระดับเจ้าพ่อของประเทศเลยทีเดียว เช่น มิคาอิล คาดาร์คอฟสกี เจ้าของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ยูคอส  โรมัน อับราโมวิช เจ้าของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ซิปเนตส์  วลาดิมีร์ กูซินสกี้ เจ้าพ่อแห่งวงการสื่อรัสเซีย  วลาดิมีร์ โปตานิน เจ้าพ่อแห่งวงการการเงิน ฯลฯ

ซึ่งเหล่าผู้มีอิทธิพลต่างถูกกวาดล้างจนเกลี้ยงหมดอำนาจในวงการการเมืองไปโดยสิ้นเชิง ทำให้อำนาจแทบทั้งหมดของรัสเซียไหลไปอยู่ในกำมือของปูตินแบบเต็มตัวเลยทีเดียว

นโยบายพลังงานพลิกฟื้นเศรษฐกิจรัสเซีย

อย่างที่พี่ทุยเคยเล่าไปว่าเศรษฐกิจของรัสเซียนั้นค่อนข้างย่ำแย่ทั้งจากการล่มสลายของโซเวียต และการเข้ามามีอิทธิพลของกลุ่มนักธุรกิจ แต่หลังจากที่มีการกวาดล้างกลุ่มผู้มีอิทธิพลครั้งใหญ่เรียบร้อยแล้ว หมากตัวต่อไปที่ปูตินเลือกเดินคือการฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัสเซียเพื่อกลับขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของโลกอีกครั้ง โดยใช้จุดแข็งคือ “น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ” ซึ่งทั้งโซเวียตและรัสเซียในสมัยเยลต์ซินนั้นไม่เคยใช้มาก่อน

ด้วยสเกลพื้นที่ในระดับ 17 ล้านตารางกิโลเมตร ทั้งยังถูกขนานนามว่าเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทำให้รัสเซียอุดมไปด้วยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยมีปริมาณน้ำมันสำรองในระดับ 106,200 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นอันดับ 6 ของโลก และมีก๊าซธรรมชาติมากเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐฯ ปูติน มองเห็นแล้วว่าจุดแข็งนี้ว่า จะเป็นกุญแจสำคัญในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจรัสเซีย โดยมีการเริ่มตั้งนโยบายพลังงานเอาไว้ คือ

1) เพิ่มศักยภาพให้อุตสาหกรรมน้ำมัน โดยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตให้มากที่สุด

2) ยกระดับบริษัทมหาชนด้านพลังงาน

โดยมีการโยกงบประมาณส่วนใหญ่มาทุ่มให้กับนโยบายนี้ ซึ่งเผอิญว่าในช่วงที่รัสเซียเริ่มจริงจังกับเรื่องพลังงานนั้นดันตรงกับช่วงปี 2004 ที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง (และสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในปีถัด ๆ มา)  ทำให้รัสเซียเริ่มได้กำไรมหาศาลจากภาวะนี้ อีกทั้งยังมีการจัดตั้งกองทุนน้ำมัน (Stabilization Fund) เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาวและลดความเสี่ยงในเรื่องเงินเฟ้อที่อาจเกิดขึ้นจากรายได้มหาศาลที่ไหลเข้ามาจากการส่งออกน้ำมัน ซึ่งเมื่อธุรกิจน้ำมันเริ่มรุ่ง รัสเซียก็กลายเป็นประเทศเนื้อหอมที่มีแต่คนอยากมาลงทุน ทำให้เศรษฐกิจเริ่มบูมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

หลังจากที่ปฏิรูปเรื่องน้ำมันแล้ว รัสเซียก็ยังเริ่มเดินเกมการเมืองระหว่างประเทศ  โดยการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศในแถบตะวันออกกลางที่เป็นแนวหน้าในเรื่องการส่งออกน้ำมันของโลกอยู่แล้ว อีกทั้งยังมีการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศในยุโรป เพราะปูตินมีการเล็งไว้แล้วว่ายุโรปเป็นดินแดนที่ต้องการน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในปริมาณมหาศาล เป็นดินแดนที่เปรียบเสมือนกองเงินกองทองของรัสเซีย จึงกลายเป็นการต่อยอดไปสู่หมากตัวต่อไปอย่างการวางท่อเพื่อขนส่งก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียไปสู่ยุโรปนั่นเอง 

Nord Stream คืออะไร

เริ่มแรกรัสเซียได้ทำการดีลกับสหภาพยุโรปในปี 2005 เพื่อสร้างโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ที่เรียกว่า “Nord Stream” ซึ่งเป็นท่อส่งก๊าซธรรมชาติใต้น้ำจากรัสเซียที่ทะลวงผ่านทะเลบอลติกไปสู่เยอรมนี รวมความยาว 1,224 กิโลเมตร เพื่อให้ขนส่งก๊าซไปยุโรปตะวันตกได้รวดเร็วและเยอะขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาขนทางบกผ่านยูเครน เบลารุส และโปแลนด์เหมือนแต่ก่อน

โดยโปรเจกต์นี้เสร็จสมบูรณ์ในปี 2011 ซึ่งสามารถส่งก๊าซในระดับ 100,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี และจากความสะดวกสบายนี้ก็มีการต่อยอดไปสู่โปรเจกต์ที่สองอีก คือ “Nord Stream 2” ซึ่งเป็นท่อคู่ขนานไปกับ Nord Stream เพื่อส่งก๊าซเพิ่มได้อีกเป็นสองเท่า และเสร็จสมบูรณ์ในปี 2021

แต่ Nord Stream 2 ยังไม่ทันอนุมัติให้เปิดใช้ เพราะรัสเซียดันบุกยูเครนช่วงต้นปี 2022 เสียก่อน ทำให้สหภาพยุโรปที่ถึงแม้จะได้ประโยชน์จากโปรเจกต์นี้มากมายมหาศาลขนาดไหน แต่ก็ต้องป้องกันไม่ให้รัสเซียใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นอำนาจต่อรองในกรณีของยูเครนมากจนเกินไป ทำได้เพียงแค่รอดูท่าทีของรัสเซียต่อไปเท่านั้น

ส่วนเรื่องการส่งออกน้ำมัน รัสเซียก็มีการส่งน้ำมันดิบเข้าสู่ยุโรป ซึ่งส่วนใหญ่จะขนผ่านทะเลดำและยูเครน ไม่ได้มีการเน้นวางท่อเหมือนส่งก๊าซธรรมชาติ แต่การวางท่อเพื่อส่งน้ำมันนั้น รัสเซียได้หันไปสู่ตลาดอีกด้านหนึ่งคือจีน

รัสเซียมีการสร้างโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่เช่นเคยในปี 2006 ที่ชื่อว่า “ESPO” ซึ่งเป็นการวางท่อเพื่อส่งน้ำมันจากรัสเซียเข้าสู่จีนรวมความยาว 4,188 กิโลเมตร ซึ่งเสร็จในปี 2014 เรียกได้ว่า ด้วยขนาดประเทศที่ใหญ่กินพื้นที่ทั้งทวีปยุโรปและเอเชีย ทำให้รัสเซียสามารถเข้าไปคุมเกมตลาดพลังงานได้ทั้งสองด้าน โดยพี่ทุยสามารถสรุปการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของรัสเซียในปี 2021 ได้ดังนี้

1) รัสเซียส่งออกน้ำมันในปริมาณ 10.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็น 14% ของการส่งออกน้ำมันทั้งโลก มีลูกค้าอันดับหนึ่งคือสหภาพยุโรป โดยจะเน้นส่งทางบกและทางเรือเป็นส่วนใหญ่ ลูกค้าอันดับสองคือจีนโดยจะส่งผ่านท่อ ESPO

2) รัสเซียเป็นประเทศส่งออกก๊าซธรรมชาติเยอะที่สุดในโลก มีลูกค้ารายใหญ่คือสหภาพยุโรป โดยจะส่งผ่านท่อนอร์ดสตรีมเป็นหลัก

รู้จัก Nord Stream ยุทธศาสตร์พลังงานและการวางท่อ โมเดลสร้างอำนาจของวลาดิมีร์ ปูติน

รู้จัก Nord Stream ยุทธศาสตร์พลังงานและการวางท่อ โมเดลสร้างอำนาจของวลาดิมีร์ ปูติน

อำนาจต่อรองและแทรกแซงการเมืองระหว่างประเทศ

จากนโยบายพลังงานและยุทธศาสตร์การวางท่อ ทำให้รัสเซียมีลูกค้าประจำคือสหภาพยุโรปและจีนซึ่งเป็นขั้วอำนาจหลักของโลกอีกขั้วหนึ่ง ทำให้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติไม่ได้แค่สร้างความร่ำรวยให้กับรัสเซียเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปถึงอำนาจในการต่อรองระหว่างประเทศที่เพิ่มมากขึ้น

ข้อต่อรองด้านพลังงานทำให้รัสเซียก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นสำคัญของโลกอีกครั้ง และมีการเข้าไปแทรกแซงการเมืองของประเทศต่าง ๆ มากขึ้น เพื่อผลประโยชน์ด้านพลังงานรวมถึงการเตะตัดขาคู่แข่งสำคัญอย่างสหรัฐฯ ที่มักต่อต้านการขยายอำนาจของรัสเซียอยู่เสมอ

พี่ทุยขอยกตัวอย่างเหตุการณ์ในไครเมียซึ่งเป็นดินแดนของยูเครนที่อยู่ในทะเลดำ เรื่องของเรื่องเกิดขึ้นเมื่อประชาชนยูเครนไม่พอใจผู้นำคือ วิกเตอร์ ยานูโควิช จนมีการก่อม๊อบขับไล่จนโค่นล้มอำนาจวิกเตอร์ได้ แต่ในดินแดนไครเมียนั้นประชาชนส่วนใหญ่ดันโปรวิกเตอร์ ทำให้ผู้คนในไครเมียไม่พอใจประชาชนยูเครนที่ขับไล่วิกเตอร์ออกไป เลยก่อม็อบประท้วงบ้างเพื่อขอแยกตัวเองออกจากยูเครน

รัสเซียที่เห็นโอกาสยึดครองไครเมีย เพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์ในทะเลดำซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันทางเรือจากรัสเซียเข้าสู่ยุโรป จึงส่งทหารเข้าไปในไครเมียแล้วให้ประชาชนทำประชามติว่าจะอยู่กับยูเครนต่อหรือจะเข้าร่วมกับรัสเซีย โดยผลคือ 96.6% นั้นอยากรวมกับรัสเซีย ทำให้ในปี 2014 ปูตินจึงจัดการผนวกไครเมียเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียในที่สุด

การผนวกไครเมียยังลามไปถึงดินแดนของยูเครนอีกที่หนึ่งอย่างดอนบัสก์ ที่อยากรวมกับรัสเซียเหมือนกัน เลยเกิดม็อบขึ้นประท้วงเพื่อขอแยกตัวจากยูเครน แต่ก็โดนรัฐบาลยูเครนปราบอย่างรุนแรง

รัสเซียที่เห็นโอกาสอีกก็เป็นสปอนเซอร์ส่งทั้งเงินและอาวุธเข้าไปสนับสนุนดอนบัสก์ ทำให้ทั้งการผนวกไครเมียและเหตุการณ์ในดอนบัสก์ลากยาวมาถึงปี 2022 จนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รัสเซียตัดสินใจบุกยูเครน

เรียกได้ว่า การแทรกแซงการเมืองระหว่างประเทศเหล่านี้ล้วนเกี่ยวพันถึงนโยบายพลังงานและยุทธศาสตร์การวางท่อที่เป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจและความเป็นมหาอำนาจของรัสเซียในปัจจุบันนั่นเอง

เบนเข็มจากยุโรปสู่เอเชีย

การเดินเกมบุกยูเครนของรัสเซียในปี 2022 ทำให้ถูกยุโรปที่เป็นลูกค้าหมายเลขหนึ่งเริ่มต่อต้านรัสเซียพอสมควรและมีท่าทีในการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียน้อยลง ซึ่งทำให้เศรษฐกิจรัสเซียนั้นเป๋ไปพอสมควร

คราวนี้เลยทำให้รัสเซียต้องเบนเข็มหันไปทางตลาดอีกฟากอย่างเอเชีย โดยเฉพาะจีนที่เปรียบเสมือนโรงงานของโลก และมีความต้องการพลังงานจากรัสเซียจำนวนมหาศาลไม่ต่างจากยุโรป อีกทั้ง หลังจากที่รัสเซียเริ่มบุกยูเครน ก็มีการดีลและเริ่มส่งน้ำมันเข้าไปตีตลาดในอินเดียอีกด้วย แสดงให้เห็นว่ารัสเซียเริ่มเปลี่ยนทิศทางของตัวเองแล้วนั่นเอง

พี่ทุยคิดว่า ในอนาคตนั้นยุทธศาสตร์พลังงานและการวางท่อในยุโรปอาจจะถูกลดความสำคัญลงเพราะเกี่ยวพันกับสงครามและความมั่นคงของรัสเซียมากเกินไป ยิ่งเกิดกรณีที่ Nord Stream 2 สร้างเสร็จเรียบร้อยแต่ยุโรปกลับไม่ยอมให้เปิดใช้ ทำให้รัสเซียคิดแล้วว่าการพึ่งพิงเพียงแค่ตลาดในยุโรปจะยิ่งทำให้รัสเซียกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

กลับกันการหันหน้าเข้าสู่ตลาดในเอเชียให้มากขึ้นดูจะเป็นทางออกอีกทางสำหรับรัสเซียมากกว่า ยุทธศาสตร์พลังงานและการวางท่อที่เคยเกิดขึ้นกับยุโรปอาจจะกำลังเกิดขึ้นกับเอเชีย ซึ่งตอบโจทย์กับการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปัจจุบัน

ท้ายที่สุด เข็มพลังงานของรัสเซียที่เริ่มเปลี่ยนทิศทาง อาจเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของเอเชียในอนาคตก็เป็นได้

อ่านเพิ่ม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"เปิดบัญชี Windsor Broker"
"เปิดบัญชี Windsor Broker"
error: