ทำไมไม่ควรโปะหนี้รถยนต์

เหตุผลดีดีที่เราไม่ควรโปะ “หนี้รถยนต์”

3 min read  

ฉบับย่อ

  • “หนี้รถยนต์” เป็นหนี้ที่ไม่ควรโปะ เพราะเค้าคิดดอกเบี้ยเราไปตั้งแต่วันแรกที่เราคิดจะเป็นหนี้แล้ว เป็นการเก็บดอกเบี้ยแบบเงินต้นคงที่ หรือ Flat Rate นั่นเอง
  • “หนี้รถยนต์” ไม่ว่าเราจะรีบโปะเท่าไหร่ก็ตามดอกเบี้ยก็ถูกคิดไปตั้งแต่วันแรกที่เราจะเป็นหนี้แล้ว เอาเงินก้อนที่เรามีไปฝากธนาคารยังดีกว่าเอาเงินไปโปะเลย

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"ภัทร ลีสซิ่ง" Phatra Leasing
"ภัทร ลีสซิ่ง" Phatra Leasing

“หนี้รถยนต์” เป็นหนี้สินประเภทเดียวที่พี่ทุยจะแนะนำให้ทยอยผ่อนไปเรื่อย ๆ แม้จะมีเงินก้อนไปโปะบ้างก็ตาม โปะในที่นี้คือการโปะบางส่วน ไม่ใช่การปิดหนี้หรือการโปะปิดหนี้ทั้งหมดในคราวเดียว

แต่สำหรับหนี้สินประเภทอื่น ๆ พี่ทุยมักจะแนะนำให้รีบโปะหนี้เสมอด้วยเหตุผลง่าย ๆ ที่ว่า ดอกเบี้ยที่เราจ่ายไปทุกเดือนเป็นดอกเบี้ยที่เราต้องจ่ายแน่ ๆ แบบไม่มีความเสี่ยงเลย ไม่มีความเสี่ยงในที่นี้ หมายถึงว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเราก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยเท่านี้แหละ ไม่สามารถต่อรองได้สักเท่าไหร่

แต่สำหรับ “หนี้รถยนต์” เหตุผลที่ไม่แนะนำให้โปะหนี้ ก็เพราะว่าหนี้รถยนต์เป็นหนี้ที่เค้ามีการเก็บดอกเบี้ยแบบเงินต้นคงที่ หรือที่เรียกกันว่า Flat Rate นั่นเอง

“หนี้รถยนต์” คิดดอกเบี้ยแบบเงินต้นคงที่ (Flat Rate) มีวิธีคิดยังไง ?

พี่ทุยยกตัวอย่างเพื่อความเข้าใจง่ายจะดีกว่า โดยปกติถ้าเราติดเงินเพื่อนอยู่ 10,000 บาท แล้วเพื่อนคิดดอกเบี้ย 10% ต่อปี นั่นแปลว่า เมื่อสิ้นปีเราต้องนำเงินไปคืนเพื่อน 11,000 บาท ประกอบไปด้วยเงินต้น 10,000 บาทและดอกเบี้ยอีก 1,000 บาท

สมมติว่าเราไม่มีเงินไปคืนเพื่อนทั้งหมด แต่นำเงินไปคืนเพียง 6,000 บาท ตอนสิ้นปี ก็แปลว่าเราจะติดเงินเพื่อนอยู่อีก 5,000 บาท ปีหน้าเราก็ต้องนำเงินไปคืนเพื่อนอีก 5,500 บาท ถึงจะทำให้เรากับเพื่อนหมดหนี้สินกัน

แต่การคิดดอกเบี้ยแบบเงินต้นคงที่หรือ Flat Rate จะไม่ได้คิดแบบนั้น การคิดดอกเบี้ยแบบเงินต้นคงที่ เค้าจะถามเราเลย ว่าเราจะยืมกี่ปี สมมติว่ากรณีเดียวกัน ยืม 10,000 บาท ระยะเวลา 2 ปี กับดอกเบี้ย 10% ต่อปี ก็แบ่งชำระ 2 งวดเหมือนกัน คืนตอนสิ้นปีที่ 1 และสิ้นปีที่ 2

เค้าจะคำนวณดอกเบี้ยโดยการนำ 10,000 บาทมาคูณ 10% จะเท่ากับ 1,000 บาท ระยะเวลายืม 2 ปี ก็เป็น 2,000 บาท นั่นแปลว่าระหว่างทาง 2 ปี เราต้องจ่ายดอกเบี้ย 2,000 บาท เมื่อรวมกับเงินต้นจะเป็นเงิน 12,000 บาท จากนั้นก็หาร 2 งวดที่เราจะจ่ายก็เท่ากับเราจ่ายงวดละ 6,000 บาท เราจะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน

วิธีปกติ วิธีแรกเราจะจ่ายเงินคืนทั้งหมด 5,000 + 5,500 = 11,500 บาท แต่วิธีการคิดแบบเงินต้นคงที่เราจะต้องจ่ายรวม 12,000 บาท นั่นแปลว่าเราจะโดนดอกเบี้ยมากกว่าความเป็นจริง ซึ่งหนี้รถยนต์เค้าใช้วิธีคิดแบบนี้แหละ

สมมติเรากู้รถยนต์ 500,000 บาท ดอกเบี้ย 3% ต่อปี ผ่อน 60 เดือน เค้าก็จะคิดโดยการเอา 500,000 บาท มาคุณ 3% เท่ากับ 15,000 บาท แล้วนำไปคูณ 5 ปีที่เราเป็นหนี้ ก็เท่ากับ 75,000 บาท เค้าก็จะเอา 575,000 บาทมาหาร 60 งวดจะเท่ากับ 9,583.33 บาทต่องวด

ไม่ว่าเราจะรีบโปะเท่าไหร่ก็ตามดอกเบี้ยก็ถูกคิดไปตั้งแต่วันแรกที่เราจะเป็นหนี้แล้ว แล้วเราจะรีบโปะไปทำไมล่ะจริงมั้ย ? ก็ผ่อนตามงวดไปนั่นแหละ เอาเงินก้อนที่เรามีไปฝากธนาคารยังดีกว่าเอาเงินไปโปะเลย ซึ่งการนำเงินไปโปะสำหรับหนี้รถยนต์มันจะไม่เกิดประโยชน์ ไม่ได้ทำให้หนี้เราลดลงแต่อย่างใด

การโปะจะคุ้มก็คือ กรณีที่โปะทั้งหมดหรือการปิดหนี้เท่านั้น ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2561 ทาง สคบ. ประกาศให้ลดดอกเบี้ยเป็นอย่างน้อย 50% ให้กับผู้ที่ปิดหนี้ทั้งหมดในคราวเดียว ทั้งนี้ต้องอ่านสัญญาให้ดีดีกว่าต้องผ่อนไปแล้วกี่งวดอย่างไรบ้างถึงจะสามารถปิดหนี้ในคราวเดียวได้..

อ่านต่อเรื่อง เงินเดือนเท่านี้ “ผ่อนรถ” รุ่นไหนไหวบ้าง ?

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Forex" FXTM
"Forex" FXTM
error: