ประสบการณ์เตือนใจ “เด็กจบใหม่” อย่าเริ่มใช้ชีวิตด้วยหนี้

ประสบการณ์เตือนใจ “เด็กจบใหม่” อย่าเริ่มใช้ชีวิตด้วยหนี้

3 min read  

ฉบับย่อ

  • ประสบการณ์เตือนใจ “เด็กจบใหม่” อย่าเริ่มใช้ชีวิตด้วยหนี้ ครั้งนี้ จาก คุณ Naturebuic บนเว็บไซต์ Pantip.com
  • คุณ Naturebuic บนเว็บไซต์ Pantip.com ใช้ชีวิตหลังเรียนจบใหม่ ๆ ด้วยหนี้ที่ก่อจากบัตรเครดิต เพื่อการใช้ชีวิตที่หรูหรา แต่ก็สามารถปลดหนี้ทั้งหมดได้ และมาพร้อมกับข้อคิดเตือนใจสำหรับ “เด็กจบใหม่” ด้วย

หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

วันนี้พี่ทุยไปเจอประสบการณ์เกี่ยวกับการที่พึ่งเรียนจบใหม่ ๆ แต่ก็มีทั้งหนี้บัตรเครดิต 2 ใบ และหนี้บัตรสินเชื่ออีก รวม ๆ แล้วประมาณ 400,000 บาท แต่ก็สามารถปลดหนี้ทั้งหมดได้ และมาพร้อมกับข้อเตือนใจสำหรับ “เด็กจบใหม่” ว่า อย่าเริ่มชีวิตด้วยการเป็นหนี้จะดีที่สุด เลยอยากหยิบขึ้นมาแชร์ให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกัน

เจ้าของเคสนี้มีเรื่องอยากแชร์ จากประสบการณ์สมัยจบใหม่ ๆ  ในวันที่ปัญหาทุกอย่างเริ่มคลี่คลายไปแล้ว เพื่ออยากเตือนใจ และเป็นอุทาหรณ์สำหรับวัยทำงานอย่างเรา ๆ

ปัจจุบันเจ้าของเคส อายุ 30 กว่า ๆ แล้ว แต่หนี้ที่เริ่มก่อ เริ่มในสมัยทำงานแรก ๆ จบใหม่ ๆ วัยกำลังว้าวุ่น จนถึงปัจจุบันที่สามารถสะสางหนี้สินที่ก่อไว้ได้แล้ว จึงอยากแชร์เรื่องตัวเองให้เป็นอุทาหรณ์ สอนใจวัยทำงาน ซึ่งถ้าหากเจ้าของเคสย้อนเวลาไปได้ในสมับจบใหม่ จะอยากกลับไปเริ่มออมเงินมากกว่าเริ่มก่อหนี้

Timeline การใช้ชีวิตกับหนี้สินของเจ้าของเคส

1. วัยจบใหม่อะไร ๆ ก็อยากซื้อ

ในวัยประมาณ ยี่สิบต้น ๆ การที่เริ่มหาเงินได้ด้วยตัวเอง และสามารถมีบัตรเครดิตใช้เป็นใบแรก ในวงเงิน 60,000 บาท  ก็เริ่มอยากซื้อ อยากกินอะไรที่เราอยากกินโดยไม่มีการวางแผน เริ่มผ่อนมือถือ มีชีวิตดีมากแบบหรูหราสุด ตามที่คนภายนอกเห็น จากเริ่ม ผ่อน 0% 10 เดือน จนกลายเป็นแค่เริ่มชำระขั้นต่ำ จนสุดท้ายเริ่มเต็มวงเงินบัตรเครดิตใบแรก

2. บัตรเครดิตใบที่ 1 เต็ม ใบที่สองก็ตามมา

2-3 ปีถัดมา พอบัตรเครดิตใบที่ 1 เต็ม ใบที่สองก็ตามมาในวงเงินที่เพิ่มขึ้น ก็เริ่มเบิกเงินสดจากบัตรใบที่สอง เพื่อไปจ่าย ใบที่ 1 แบบชีวิตสาวออฟฟิศในเมือง ที่ตามเพื่อนไปกินร้านดีดี แพง ๆ บ้างปะปนกันไป (นี่ขนาดว่าเจ้าของเคสไม่เที่ยวกลางคืน ไม่ใช้ของแบรนด์เนมนะ) เวลาผ่านไปจากการใช้เงินไม่รู้จักวางแผน ไม่รู้จักออม เรื่องก็กลับมาเหมือนเดิม วงเงินเริ่มเกือบ ๆ เต็ม

3. บัตรเครดิตใบที่ 2 เริ่มเต็ม ก็ต้องเข้าสู่วัฏจักร สินเชื่อส่วนบุคคล ครั้งที่ 1

บัตรเครดิตเริ่มเต็มวงเงิน  เริ่มจ่ายขั้นต่ำบัตรเครดิตสองใบไม่ไหว ก็ต้องหาทางออกอื่น สุดท้ายก็พบทางออกกับสินเชื่อส่วนบุคคล แรก ๆได้มาปุ๊บ จ่ายค่าบัตรเครดิตทั้งสองใบเรียบร้อย แต่ก็ยังไม่ได้ปิดบัตรเครดิตนะ อันนี้ถือว่าเป็นคำเตือนเลย  ถ้ารู้ว่าเราจะห้ามใจไม่ได้ ให้ปิดไปเลย จนกว่าเราจะเก็บเงินได้ บริหารเงินเป็นค่อยมาใช้ใหม่ เพราะสุดท้ายคุณก็ใช้อยู่ดี แล้วก็จะวนมาวัฎจักรหนี้เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือหนี้ท่วมหัวไปเลยจ้า

4. เมื่อไม่ปิดบัตร บริหารเงินไม่เป็น ก็จะมีสินเชื่อส่วนบุคคลที่ 2 ผ่อนรถ และ สินเชื่อที่ 3

ตามหัวข้อเลย ยังไม่มีความสำนึกกับสิ่งที่เกิดขึ้นมาทั้งหมด แถมยังซื้อรถอีก สมัยนั้นมันมีได้ 1 แสนบาท ที่บ้านก็เลยอยากให้ออกรถ ตอนนั้นก็เริ่มหางานพิเศษบ้างขายของบ้าง เสาร์อาทิตย์ไม่เว้น แต่ก็ไม่พอส่งหนี้สินที่มี จนต้องมีสินเชื่อที่ 2 และ 3 (สินเชื่อที่ 3 ทำให้ ปิดบัตรเครดิตไปได้ใบนึง แล้วหักทิ้งเลย) แต่สุดท้ายปิดรถได้ ในระยะเวลา ผ่อนห้าปี บางเดือนก็มีขาดส่งบ้าง  แต่ก็ได้รถเป็นของตัวเองแบบหืดขึ้นคอ จนถึงตอนนี้หนี้สินศิริรวมแล้วก็ร่วม ๆ 400,000 บาท ช่างแสนสาหัสยิ่งนัก พี่ทุยละอยากจะจับมือมาตีซะตอนนี้เลย

5. ไม่ไหวแล้วก็เริ่มหยุดส่ง

หนี้โดยรวมคือประมาณ 400,000 บาท เงินเดือนตอนนั้น 30,000 บาท แน่นอนว่าไม่ไหวอยู่แล้ว แล้วก็ต้องมีค่าใช้จ่ายส่วนตัวต่าง ๆ  อีกทั้งส่งเงินให้แม่ไม่เคยขาด แต่เรื่องที่เกิดขึ้นไม่เคยบอกใคร ตอนนั้นก็เริ่มพยายามหาทางออก เริ่มนอนไม่หลับทั้งคืน เป็นไมเกรน จนเจอพวกเพจวิธีแก้หนี้ เลยเริ่มขาดส่ง จนรอให้ฟ้อง เริ่มเก็บเงินไว้ต่อรอง กับสถาบันการเงิน เริ่มได้รับสายทวงหนี้ โทรกระหน่ำ แต่ยังพูดจาดีอยู่ เริ่มโหลดแอปพลิเคชันที่กรองสายที่เป็นทวงหนี้ แทบจะเป็นบ้า ไม่เป็นตัวของตัวเอง เวลานี้เป็นช่วงทุกข์ทรมานมาก จำไว้ขึ้นใจเลย เค้าให้สะสมเงิน ไม่ใช่สะสมหนี้ มิฉะนั้นอาจเป็นเช่นนี้

6. หมายศาลมาแล้ว ยอมรับความจริงให้แม่รู้

มันเป็นช่วงเวลาที่ดีและร้ายปะปนกัน  เป็นช่วงเวลาที่ได้งานใหม่ เงินเดือนเยอะขึ้น แต่จากการที่เริ่มหยุดส่ง หมายศาลใบแรกก็ร่อนไปแปะที่บ้าน (เจ้านี้ไม่ค่อยโทรมาทวงเลย มาอีกทีก็เป็นหมายศาลก่อนชาวบ้าน) มันทำให้ปิดแม่ไม่อยู่แล้ว  ก็ต้องกลั้นใจบอกความจริงที่เกิดขึ้น ยอมรับความจริง และรับปากว่าจะแก้ไขมัน เวลานั้นรู้สึกเกลียดตัวเองมาก ที่ทำแม่เสียใจผิดหวัง ความพยายามเฮือกสุดท้ายในการปลดหนี้ ก็เกิดขึ้น มีเท่าไหร่ เทให้หมด ของมีค่าอะไรที่มีก็ต้องขาย อะไร Refinance ทันก็ทำไปก่อน (บางอย่างก็ไม่ใช่วิธีที่เพจปลดหนี้เค้าทำกัน แต่จุดประสงค์คือจะไม่อยากให้แม่ เห็นหมายศาลอันอื่นตามมาอีก) จนเหลือไว้ขึ้นศาลอันนึง

7. ประสบการณ์ขึ้นศาลกับการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป

จนในที่สุดก็ถึงวันขึ้นศาล กลัวมาก ตื่นเต้นมาก วันนั้นบอกกับตัวเองไว้ว่า ให้จำวันนี้ไว้แล้วจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก ในที่ทำงานใหม่ ไม่ได้อยู่ในเมืองมากนัก ค่าข้าวก็ถูก เลยทำให้ต่อวันใช้เงินน้อยลง ไม่ค่อยเดินห้าง เครื่องสำอางก็ซื้อเซเว่นเป็นส่วนใหญ่ จะซื้ออะไรก็ถามตัวเองซ้ำ ๆ ว่าจำเป็นมั้ย ของประเภทเดียวกันก็รอให้หมดก่อนค่อยซื้อ เสื้อผ้า ก็ซื้อแบบเรียบ ๆ ใส่ได้นาน ๆ จนเริ่มเก็บเงินได้มากขึ้น มีเท่าไหร่รีบโปะให้หมด และใช้น้อยลง

8. สถานการณ์คลี่คลาย จำไปจนตาย

จนวันนี้ ไม่มีหนี้สินค้างอะไรอีกต่อไปแล้ว ไม่มีใครโทรมาทวงหนี้แล้ว  รับสายได้ทุกสาย เริ่มบันทึกรายรับรายจ่าย ไม่ใช้บัตรเครดิต รูดแต่เดบิต เริ่มเก็บเงินแต่มันจะดีกว่านี้ ถ้าเราได้เริ่มเก็บเงินตั้งแต่เริ่มทำงาน ไม่ใช่เพิ่งมาเก็บตอนนี้

เจ้าของเคสก็อยากฝากถึงวัยทำงาน หรือน้อง ๆ ที่ เพิ่งเริ่มทำงานหาเงินได้เอง เรื่องนี้อยากให้เป็นอุทาหรณ์ ว่าอย่าใช้เงินอนาคตเพื่อชีวิตที่ดีและหรูหรา ถ้าเราวางแผนการใช้เงินไม่เป็น ก็เริ่มเก็บออม แล้วใช้เงินที่เราออมได้ ไปซื้อของกิน เที่ยว ดีกว่าการโดนทวงหนี้ ขึ้นศาล แล้วแม่มาเจอหมายศาล มันเครียดมากจริง ๆ นะ อย่าทำตามเลย ฮ่า ๆ

ขอบคุณประสบการณ์การติดหนี้บัตรเครดิตครั้งนี้ จาก คุณ Naturebuic บนเว็บไซต์ Pantip.com

ใครมีประสบการณ์การปลดหนี้ดีดีอยากจะแชร์ สามารถส่งเรื่องมาที่อีเมลล์ hello@moneybuffalo.in.th ได้เลย

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: