ai

AI ลงทุนอย่างมีสติ 5 ETF กระจายห่วงโซ่ไม่ต้องสุดโต่ง

5 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • กอง ETF ธีม AI ทั้ง 5 กองนี้ ไม่ได้ลงทุนในบริษัทที่ทำ AI โดยตรง แต่ลงทุนในบริษัทที่อยู่ใน “ห่วงโซ่การเติบโตของ AI” ซึ่งเป็นผู้ขายสินค้าและบริการที่ช่วยให้ AI เติบโต
  • ETF ที่แนะนำประกอบด้วย SMH (ชิปประมวลผล/Semiconductor), SKYY (Cloud Computing/สมองและหน่วยความจำ), DTCR (Data Centers/ระบบเชื่อมต่อ), XLU (พลังงาน/สาธารณูปโภค), และ IFRA (โครงสร้างพื้นฐาน/ระบบไฟฟ้า ถนน เสาสัญญาณ)
  • การลงทุนใน ETF ธีม AI เหล่านี้เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการเกาะเทรนด์ AI แต่ไม่อยากเสี่ยงเลือกหุ้นรายตัว เพราะครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทานที่จำเป็นต่อการทำงานและการเติบโตของ AI

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

ช่วงนี้ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็มีแต่คนพูดถึง AI แต่รู้ไหมครับว่า เบื้องหลังความฉลาดของปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้มีแค่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่างเดียว เพราะกว่าจะได้ระบบที่เรากำลังใช้กันทุกวันนี้ ต้องมีอีกหลายอุตสาหกรรมช่วยกันขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลัง

วันนี้พี่ทุยเลยอยากพาไปดู 5 กอง ETF ธีมปัญญาประดิษฐ์ที่อยู่ในห่วงโซ่การเติบโต ไม่ได้ทำโดยตรง แต่เป็นคนขายของให้โตขึ้นทุกวัน เหมาะกับคนที่อยากเกาะเทรนด์ แต่ไม่อยากเสี่ยงเลือกหุ้นรายตัว มาดูกันเลยครับ

 

ทำไมต้องลงทุนในห่วงโซ่ปัญญาประดิษฐ์ AI

ก่อนจะไปดูรายละเอียดแต่ละกอง พี่ทุยอยากอธิบายก่อนว่า ทำไมการลงทุนในห่วงโซ่ถึงน่าสนใจกว่าการลงทุนในบริษัทผู้พัฒนาโดยตรง

เหตุผลแรกคือ กระจายความเสี่ยง การลงทุนในบริษัทผู้พัฒนาโดยตรงอาจมีความเสี่ยงสูง เพราะแข่งขันกันรุนแรง แต่บริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่สนับสนุนจะมีความมั่นคงกว่า เพราะไม่ว่าใครจะชนะการแข่งขัน พวกเขาก็ยังต้องใช้บริการหรือผลิตภัณฑ์เหล่านี้

เหตุผลที่สองคือ ความยั่งยืน อุตสาหกรรมสนับสนุนมักจะมีอายุยาวกว่า เพราะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ไม่ใช่แค่เทรนด์ชั่วคราว

เหตุผลที่สามคือ มูลค่าที่เหมาะสม หุ้นบริษัทผู้พัฒนาโดยตรงมักจะมีราคาแพงมาก เพราะคนต่างพากันซื้อ แต่หุ้นในห่วงโซ่สนับสนุนอาจจะมีมูลค่าที่เหมาะสมกว่า

เหตุผลที่สี่คือ ผลตอบแทนที่ดี แม้จะไม่ได้โตระเบิดเหมือนหุ้นตัวท็อป แต่ก็ให้ผลตอบแทนที่ดีและมั่นคงกว่า เหมาะกับการลงทุนระยะยาว

เหตุผลที่ห้าคือ ความหลากหลาย ETF ที่ลงทุนในห่วงโซ่จะมีหุ้นหลายตัว ไม่ได้เสี่ยงกับบริษัทเดียว ทำให้ความเสี่ยงลดลงครับ

 

ETF ที่ 1 SMH กล้ามเนื้อในการประมวลผลของ AI

กองแรกที่พี่ทุยอยากแนะนำคือ SMH ซึ่งเป็นกองที่ลงทุนในกลุ่ม Semiconductor หรือบริษัทที่ผลิตชิปประมวลผล ซึ่งเป็นหัวใจหลัก

พูดง่าย ๆ ถ้าไม่มีชิป ระบบก็ทำงานไม่ได้เลย หุ้นในกองนี้ก็อย่างเช่น NVIDIA, TSMC และ Broadcom ทั้งหมดนี้คือบริษัทที่อยู่เบื้องหลังทุกคำสั่งที่เราใช้ ตั้งแต่ ChatGPT ไปจนถึงรถยนต์ไร้คนขับ

ชิปเหล่านี้ไม่ได้ใช้แค่ในระบบปัญญาประดิษฐ์เท่านั้น แต่ยังใช้ในสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด ทำให้อุตสาหกรรมนี้มีความต้องการสูงและเติบโตต่อเนื่อง

NVIDIA เป็นผู้นำในการผลิตชิปประมวลผลกราฟิกที่ใช้ในระบบเทรนโมเดล TSMC เป็นโรงงานผลิตชิปที่ใหญ่ที่สุดในโลก ส่วน Broadcom ทำชิปสำหรับการสื่อสารและเครือข่าย

ผลตอบแทนเฉลี่ย 5 ปีอยู่ที่ประมาณ 31.4% ต่อปี ถือว่าสูงมาก แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมชิปมีการเติบโตที่แข็งแกร่ง และน่าจะยังคงเติบโตต่อไปในอนาคตครับ

 

ETF ที่ 2 SKYY สมองและหน่วยความจำ AI

กองที่สองคือ SKYY ซึ่งเน้นลงทุนในธุรกิจ Cloud Computing หรือระบบจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลบนคลาวด์ เพราะปัญญาประดิษฐ์ต้องใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาลและต้องเข้าถึงได้เร็วมาก

ในพอร์ตมีหุ้นอย่าง Oracle และ Arista Networks ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักของระบบคลาวด์ทั่วโลก พูดได้เลยว่ากองนี้คือสมองและหน่วยความจำของระบบ

Cloud Computing ไม่ได้ใช้แค่กับระบบปัญญาประดิษฐ์ แต่ใช้กับทุกบริษัทที่ต้องการจัดเก็บข้อมูล ไม่ว่าจะเป็น Netflix, Spotify, Facebook หรือธนาคารต่าง ๆ ทุกคนต้องการพื้นที่จัดเก็บและความเร็วในการเข้าถึงข้อมูล

Oracle เป็นผู้ให้บริการฐานข้อมูลและระบบคลาวด์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง Arista Networks ทำระบบเครือข่ายที่เชื่อมต่อคลาวด์ให้รวดเร็วและเสถียร

ผลตอบแทนเฉลี่ย 5 ปีอยู่ที่ 11.4% ต่อปี ถือว่าดีมาก เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีความต้องการที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ครับ

 

AI

 

ETF ที่ 3 DTCR ห้องเครื่องระบบเชื่อมต่อ AI

กองที่สามคือ DTCR ซึ่งไปลงทุนในบริษัทที่บริหารศูนย์ข้อมูลหรือ Data Centers อย่าง Equinix, Digital Realty Trust และ American Tower

บริษัทเหล่านี้คือเจ้าของศูนย์ข้อมูลที่เชื่อมต่อทั้งโลก ถ้าไม่มีพวกนี้ ระบบก็จะไม่สามารถทำงานแบบเรียลไทม์ได้ เป็นเหมือนห้องเครื่องที่เก็บเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมด

Data Centers เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญมาก เพราะต้องมีระบบระบายความร้อน ไฟฟ้าสำรอง ความปลอดภัย และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง การลงทุนในอาคารเหล่านี้ต้องใช้เงินมหาศาล แต่ก็ให้รายได้ที่มั่นคงจากค่าเช่า

Equinix เป็นผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีศูนย์ข้อมูลกระจายอยู่ทั่วทุกทวีป Digital Realty Trust ก็เป็นอีกหนึ่งยักษ์ใหญ่ที่มีศูนย์ข้อมูลมากมาย

ผลตอบแทนเฉลี่ย 5 ปีอยู่ที่ 9.2% ต่อปี ถือว่าดีสำหรับอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐาน เพราะให้รายได้ที่มั่นคงและต่อเนื่องครับ

 

ETF ที่ 4 XLU สายเลือดพลังงานหล่อเลี้ยง

กองที่สี่คือ XLU ซึ่งหลายคนอาจไม่รู้ว่า แค่เราพิมพ์คำถามในระบบสนทนาหนึ่งครั้งก็ใช้พลังงานมหาศาล เพราะการประมวลผลต้องใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก

กอง XLU จึงไปลงทุนในบริษัทพลังงานและสาธารณูปโภคอย่าง NextEra Energy, Constellation Energy และ The Southern Company ทั้งหมดนี้คือคนจ่ายไฟให้ระบบทั้งโลก

การประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ต้องใช้ไฟฟ้าอย่างมหาศาล ศูนย์ข้อมูลหนึ่งแห่งอาจใช้ไฟฟ้าเท่ากับเมืองเล็ก ๆ ทั้งเมืองเลย และด้วยการเติบโตที่รวดเร็ว ความต้องการไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

NextEra Energy เป็นผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในโลก Constellation Energy ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์และแหล่งอื่น ๆ The Southern Company เป็นบริษัทสาธารณูปโภคที่ให้บริการในหลายรัฐ

ผลตอบแทนเฉลี่ย 5 ปีอยู่ที่ 10.8% ต่อปี ถือว่าดีมากสำหรับอุตสาหกรรมพลังงาน เพราะเป็นธุรกิจที่มีรายได้แน่นอนและมั่นคงครับ

 

ETF ที่ 5 IFRA โครงสร้างพื้นฐาน

กองสุดท้ายคือ IFRA ซึ่งระบบปัญญาประดิษฐ์จะโตไม่ได้เลย ถ้าไม่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ IFRA ลงทุนในบริษัทที่สร้างระบบไฟฟ้า ถนน เสาสัญญาณ และโครงข่ายอินเทอร์เน็ต

เช่น Primoris Services, Sterling Infrastructure และ Cleveland-Cliffs กองนี้คือกระดูกสันหลังของระบบทั้งหมด เป็นพื้นฐานที่ทำให้ทุกอย่างทำงานได้

โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ไม่ได้ใช้แค่กับระบบปัญญาประดิษฐ์ แต่ใช้กับทุกอย่างในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ถนนที่เราขับรถ ไฟฟ้าที่บ้าน สัญญาณมือถือ ไปจนถึงอินเทอร์เน็ต ทั้งหมดต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรง

Primoris Services ทำโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและสื่อสาร Sterling Infrastructure สร้างถนนและสะพาน Cleveland-Cliffs ผลิตเหล็กที่ใช้ในการก่อสร้างทั้งหมด

ผลตอบแทนเฉลี่ย 5 ปีอยู่ที่ 18.1% ต่อปี ถือว่าสูงมาก เพราะอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานกำลังได้รับการลงทุนอย่างมากจากทั่วโลกครับ

 

ข้อดีของการลงทุนใน ETF ธีมนี้

หลังจากที่เห็น 5 กองแล้ว มาดูกันว่า ข้อดีของการลงทุนใน ETF ธีมนี้คืออะไรบ้าง

  1. ข้อดีแรกคือ กระจายความเสี่ยง ไม่ได้เสี่ยงกับหุ้นเพียงตัวเดียว แต่กระจายไปในหลายบริษัท หลายอุตสาหกรรม ทำให้ความเสี่ยงลดลง
  2. ข้อดีที่สองคือ ครอบคลุมห่วงโซ่ทั้งหมด ตั้งแต่ชิป คลาวด์ ศูนย์ข้อมูล พลังงาน ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ได้ประโยชน์จากการเติบโตทุกด้าน
  3. ข้อดีที่สามคือ มูลค่าที่เหมาะสม ไม่ได้แพงเกินไปเหมือนหุ้นตัวท็อปที่ทุกคนพากันซื้อ
  4. ข้อดีที่สี่คือ ความยั่งยืน อุตสาหกรรมเหล่านี้ไม่ใช่แค่เทรนด์ชั่วคราว แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในอนาคต
  5. ข้อดีที่ห้าคือ ผลตอบแทนที่ดี จากข้อมูล 5 ปีที่ผ่านมา ทุกกองให้ผลตอบแทนที่ดี แสดงว่าการลงทุนในห่วงโซ่สนับสนุนก็ให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจครับ

 

ข้อควรระวังในการลงทุน

แม้ว่า ETF เหล่านี้จะมีข้อดีมาก แต่ก็มีข้อควรระวังบางอย่างที่ต้องรู้

  1. ข้อแรก ผลตอบแทนในอดีตไม่ได้การันตีอนาคต ตัวเลขที่เห็นเป็นผลตอบแทนที่ผ่านมา ไม่ได้หมายความว่าอนาคตจะเป็นแบบนั้นแน่นอน
  2. ข้อสอง ความผันผวน หุ้นเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานอาจมีความผันผวนสูง ราคาอาจขึ้นลงมาก ต้องเตรียมใจไว้
  3. ข้อสาม ค่าธรรมเนียม ETF มีค่าธรรมเนียมการจัดการ ถึงแม้จะไม่สูงมาก แต่ก็ต้องนำมาคำนวณในผลตอบแทน
  4. ข้อสี่ ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากเป็นการลงทุนในต่างประเทศ ต้องระวังเรื่องค่าเงิน ถ้าบาทแข็งขึ้น ผลตอบแทนอาจลดลง
  5. ข้อห้า การเข้าถึง ETF บางตัวอาจซื้อได้ไม่สะดวกในไทย อาจต้องเปิดบัญชีหลักทรัพย์ต่างประเทศ หรือซื้อผ่านกองทุนที่ลงทุนใน ETF เหล่านี้ครับ

 

การวางแผนการลงทุน

สำหรับคนที่สนใจจะลงทุนใน ETF เหล่านี้ ควรวางแผนอย่างไร

  1. ขั้นแรก กำหนดเป้าหมาย ต้องรู้ว่าเราลงทุนเพื่ออะไร ระยะเวลาเท่าไหร่ และยอมรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน
  2. ขั้นที่สอง กระจายการลงทุน ไม่ควรเอาเงินทั้งหมดมาลงใน ETF เหล่านี้ ควรกระจายไปในสินทรัพย์อื่น ๆ ด้วย เช่น หุ้นไทย พันธบัตร ทอง
  3. ขั้นที่สาม ลงทุนเป็นงวด ๆ ไม่ต้องรีบเอาเงินก้อนใหญ่มาลงทุนในครั้งเดียว ควรแบ่งเป็นงวด ๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากจังหวะเวลา
  4. ขั้นที่สี่ ติดตามผลและทบทวน ควรติดตามผลการลงทุนเป็นระยะ ดูว่าเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ และปรับแผนถ้าจำเป็น
  5. ขั้นที่ห้า ลงทุนระยะยาว การลงทุนในเทรนด์ควรมองในระยะยาว อย่างน้อย 3-5 ปี ไม่ควรซื้อวันนี้แล้วหวังขายพรุ่งนี้ได้กำไรครับ

 

พี่ทุยว่าการที่จะเติบโตได้ ต้องมีครบทั้งชิป คลาวด์ ศูนย์ข้อมูล พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน 5 ETF เหล่านี้ คือคนที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด ไม่ใช่แค่คนสร้างที่รวย แต่คนขายของให้ก็เติบโตไปด้วยเหมือนกัน

แบบนี้ ถ้าใครอยากลงทุนในเทรนด์ปัญญาประดิษฐ์ แต่ไม่อยากเสี่ยงเลือกหุ้นรายตัว ETF ธีมแบบนี้ก็น่าจะเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจครับ การกระจายการลงทุนในห่วงโซ่ทั้งหมดจะช่วยลดความเสี่ยง และยังให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวอีกด้วย

 

ติดตามพี่ทุยเพิ่มเติมได้ที่ Facebook

อ่านบทความอื่น ๆ

Alexandr Wang เด็กอัจฉริยะ ผู้ปลุกชีพ AI ให้ฉลาดล้ำโลก จน Meta ยังต้องง้อ

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile