ส่องประวัติ Mark Zuckerberg ผู้ให้กำเนิด “Facebook” เชื่อมผู้คนทั่วโลกผ่านออนไลน์

ส่องประวัติ Mark Zuckerberg ผู้ให้กำเนิด Facebook เชื่อมผู้คนทั่วโลกผ่านออนไลน์

4 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • Mark Zuckerberg ได้คอมพิวเตอร์เครื่องแรกเมื่อเรียนอยู่ชั้น ป.6 และเริ่มสนใจการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ช่วงเรียนมัธยมต้น เขาเรียนการเขียนโปรแกรมส่วนตัวกับนักพัฒนาซอฟต์แวร์มืออาชีพตอนเริ่มเรียนมัธยมปลาย เข้าเรียนมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์และจิตวิทยา 
  • เขาลงมือเขียนโปรแกรม Facebook ในเดือน ม.ค. ปี 2004  ปรากฏว่าภายในวันเดียวมีนักศึกษาลงทะเบียนร่วมเล่นเกือบ 1,500 คน ภายในปีเดียว Facebook ก็ได้ขยายเข้าไปในมหาวิทยาลัยกว่า 2,000 แห่งทั่วโลก ได้รับเงินลงทุนมูลค่า 12.7 ล้านดอลลาร์ และทำให้ Facebook มีมูลค่ารวมทั้งหมด 98 ล้านดอลลาร์ เปิดขายหุ้นในตลาดครั้งแรกปี 2012
  • ในปี 2022 Mark Zuckerberg ติดอันดับมหาเศรษฐีของโลกอยู่ในอันดับที่ 15 กับการถือครองสินทรัพย์ราว 62,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ Facebook หรือ Meta ก็กลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีมูลค่าบริษัทราว 580,000 ล้านดอลลาร์

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

หากพูดถึงแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์หรือโซเชียลมีเดีย พี่ทุยคิดว่าคงไม่มีใครในยุคนี้จะไม่รู้จัก Facebook และผู้ชายชื่อ Mark Zuckerberg บุคคลผู้อยู่เบื้องหลังแพลตฟอร์มที่เชื่อมผู้คนมากมายเข้าไว้ด้วยกันบนโลกออนไลน์ 

Facebook เป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของ Mark นับตั้งแต่วันแรกที่เขาสร้างขึ้นในปี 2004 ที่หอพักมหาวิทยาลัยฮาร์วาด และวันนั้นเขาอายุเพียง 19 ปี เท่านั้น จากวันนั้นจนวันนี้นับได้ 18 ปีแล้ว ที่  Facebook กลายเป็นความสำเร็จระดับเปลี่ยนชีวิตเขา

Mark Zuckerberg ได้ Facebook เป็นสปริงบอร์ดส่งเขาเข้าสู่อันดับมหาเศรษฐีโลกครั้งแรกปี 2008 กับการถือครองสินทรัพย์ราว 1,500 ล้านดอลลาร์ แถมยังเป็นเจ้าของสถิติมหาเศรษฐีที่อายุน้อยที่สุดในปีที่เขาได้เข้าสู่การจัดอันดับ (อายุ 23 ปี)

ส่วนอันดับมหาเศรษฐีของโลกในปีปัจจุบัน Mark อยู่ในอันดับที่ 15 กับการถือครองสินทรัพย์ราว 62,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ Facebook ก็กลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีมูลค่าบริษัทราว 580,000 ล้านดอลลาร์

Mark ได้กลายเป็นต้นแบบความสำเร็จของนักธุรกิจรุ่นใหม่หลังยุคมิลเลนเนี่ยม ที่ประสบความสำเร็จได้โดยที่ไม่ต้องเรียนจบปริญญาตรี เก่งการทำธุรกิจแพลตฟอร์มออนไลน์จนร่ำรวยมหาศาล ถึงทุกวันนี้ Mark ก็ยังพาแพลตฟอร์ม Facebook ก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลงไปสู่ชื่อใหม่ว่า Meta 

ส่องประวัติ Mark Zuckerberg ผู้ให้กำเนิด “Facebook” เชื่อมผู้คนทั่วโลกผ่านออนไลน์

วันนี้พี่ทุยจะขอพาทุกคนย้อนกลับไปส่องประวัติเรื่องราวของชายคนนี้อีกครั้ง แม้ว่าหลายเรื่องหลายคนคงจะเคยอ่านผ่านตาและเคยรู้กันมาบ้างแล้ว แต่แนวคิด แรงบันดาลใจ ไปจนถึงเรื่องดราม่าในแง่มุมต่าง ๆ ของ Mark Zuckerberg คนนี้ อ่านอีกกี่ทีก็สนุกไม่รู้เบื่อ

เขียนโปรแกรมได้ตั้งแต่เรียนมัธยมต้น

Mark Zuckerberg เกิดเมื่อ 14 พ.ค. ปี 1984 ที่เมืองไวต์เพลนส์ รัฐนิวยอร์ก สหรัฐฯ พ่อทำงานเป็นทันตแพทย์ ส่วนแม่เป็นจิตแพทย์ จึงกล่าวได้ว่าเขาเกิดมาในครอบครัวคุณหมอ Mark เป็นลูกชายคนเดียวท่ามกลางพี่น้องผู้หญิงอีก 3 คน เด็กทุกคนในบ้านนี้ถูกเลี้ยงแบบชาวยิว เป็นเด็กฉลาดและมีพรสวรรค์ด้านวิชาการ

เรียกได้ว่า Mark เป็นนักเรียนแถวหน้าของห้อง ได้รับรางวัลด้านคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ ฟิสิกส์ และด้านอื่น ๆ นอกจากวิทยาศาสตร์เช่น วรรณกรรมคลาสสิก พูดได้อีก 4 ภาษานอกจากภาษาอังกฤษ ได้แก่ ฝรั่งเศส ฮีบรู ละติน และกรีกโบราณ ไม่แค่นั้นเขายังเป็นนักกีฬาฟันดาบระดับกัปตันทีม เรียกว่าฉายแววอัจฉริยะในทุก ๆ ด้านมาตั้งแต่เด็ก

Mark ได้คอมพิวเตอร์เครื่องแรกเมื่อเรียนอยู่ชั้น ป.6 และเริ่มสนใจการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ช่วงเรียนมัธยมต้น เขาเรียนการเขียนโปรแกรมภาษาเบสิกสำหรับเครื่องอาตาริจากพ่อของเขา จากนั้นครอบครัวก็สนับสนุนให้เขาไปเรียนเขียนโปรแกรมส่วนตัวกับนักพัฒนาซอฟต์แวร์มืออาชีพตอนเริ่มเรียนมัธยมปลาย

นอกจากนั้นเขาก็ยังไปลงเรียนเขียนโปรแกรมกับวิทยาลัยศิลปะศาสตร์เมอร์ซีในนิวยอร์กด้วยตัวเองอีกแห่ง ผลงานช่วยวัยรุ่นของเขาคือ การเชื่อมต่อให้คอมพิวเตอร์ในบ้านสามารถติดต่อสื่อสารกับคอมพิวเตอร์ที่ทำงานของพ่อได้ 

ส่องประวัติ Mark Zuckerberg ผู้ให้กำเนิด “Facebook” เชื่อมผู้คนทั่วโลกผ่านออนไลน์

ไม่มีคำว่าเร็วเกินไปในการค้นพบสิ่งที่คุณชอบ ไม่ว่าจะมีอายุเท่าไร อย่าหยุดทดลองสิ่งใหม่ ๆ เพียงเพราะคิดว่าคุณเด็กหรือคุณแก่เกินไป” – Mark Zuckerberg

Mark Zuckerberg สร้าง Facemash ที่มาก่อน Facebook

ไม่น่าแปลกใจที่ Mark Zuckerberg ซึ่งเก่งระดับนี้จะสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกได้ในเวลาต่อมา เขาเข้าเรียนสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์และจิตวิทยา ถึงจะเรียนเก่งแค่ไหนและดูเหมือนการเรียนไม่ใช่ปัญหาสำหรับ Mark แน่ ๆ แต่เขาก็เลือกหันหลังให้กับการเรียนเมื่อถึงเวลาที่เขาต้องเลือกทุ่มเทเวลาให้กับการปั้นธุรกิจ 

ในช่วงเรียนชั้นปีที่ 2 เขาได้สร้างโปรแกรม CourseMatch เพื่อจับคู่ผู้ใช้งานกับคอร์สเรียนที่เหมาะสมรวมถึงสร้างกลุ่มการเรียนของนักเรียนหลายคนขึ้นมาได้ นี่จึงนับเป็นโปรแกรมเครือข่ายสังคมออนไลน์โปรแกรมแรกที่ Mark สร้างขึ้นมา 

ขั้นต่อไป Mark ได้สร้างโปรแกรมชื่อว่า Facemash ร่วมกับเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยอีก 3 คน ได้แก่  Andrew McCallum, Chris Hughes และ Dustin Moskovitz

แนวคิดการทำงานของโปรแกรม Facemash เริ่มมาจากคืนวันศุกร์คืนหนึ่ง Mark ใช้รูปของนักศึกษาในประวัตินักศึกษาออนไลน์ (ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Face Books) จากหอพักนักศึกษาทั้ง 9 หอของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดมาวางเรียงกัน โดยให้รูปปรากฏขึ้นทีละสองรูป และให้คนใช้โปรแกรมโหวตว่า ระหว่างสองคนในรูปนี้ใครฮ็อตกว่ากัน? Facemash ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วและมีการพูดถึงในชุมชนนักศึกษาฮาร์วาร์ดอย่างมากระหว่างวันหยุดสุดสัปดาห์นั้น 

แต่การที่ Mark แฮ็กข้อมูลเอารูปของนักศึกษาในประวัตินักศึกษาออนไลน์มาใช้ถือว่าผิดกฎของมหาวิทยาลัย และเมื่อถึงวันจันทร์ เรื่อง Facemash ก็ถึงหูของอาจารย์ เขาถูกตั้งข้อกล่าวหาหลายข้อ ทั้งละเมิดลิขสิทธิ์และละเมิดความเป็นส่วนตัว ซึ่งส่งผลร้ายแรงถึงขนาดทำให้เขาถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัยได้

แต่ท้ายที่สุดข้อหาทั้งหมดก็ถูกยกเลิกไป ต่อมา Mark ได้พัฒนา Facemash มาใช้ในการสอบปลายภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ ด้วยการอัพโหลดรูปประวัติศาสตร์โรมันเข้าไป 500 รูป ผลปรากฏว่า เขาได้คะแนนสอบปลายภาควิชานี้สูงสุดเท่าที่เคยมีการสอนกันมา

ส่องประวัติ Mark Zuckerberg ผู้ให้กำเนิด “Facebook” เชื่อมผู้คนทั่วโลกผ่านออนไลน์

เครือข่ายคนรอบตัวมีผลอย่างมากที่จะทำให้งานของคุณประสบความสำเร็จ ถ้าคุณสามารถสานสัมพันธ์กับคนที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจและเฉลียวฉลาด คุณก็จะมีความตั้งใจอยากประสบความสำเร็จมากขึ้น” – Mark Zuckerberg

ม.ค. ปี 2004 กับนักศึกษาคนหนึ่งในฮาร์วาร์ด

Mark Zuckerberg มักจะเล่าเรื่องราวต้นกำเนิดของ Facebook ว่าแพลตฟอร์มระดับโลกนี้เกิดที่หอพักเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ตอนที่เขาเช่าเซิร์ฟเวอร์มาในราคาเพียง 85 ดอลลาร์ต่อเดือนและหาทุนด้วยการโฆษณา

ในตอนนั้นเขารู้แล้วว่าเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการสร้างสื่อสังคมออนไลน์ตามภาพในหัวของเขาได้บังเกิดขึ้นบนโลกแล้ว Mark ยังขิงว่าฮาร์วาร์ดอาจต้องใช้เวลาพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวนานถึง 2 ปี ส่วนเขาใช้เวลาแค่สัปดาห์เดียว 

เขาลงมือเขียนโปรแกรม Facebook ในเดือน ม.ค. ปี 2004 จากนั้นก็เล่าให้เพื่อนอย่าง Dustin Moskovitz ฟัง ซึ่ง Dustin ก็ได้แนะนำให้เขาประชาสัมพันธ์ผ่านอีเมลของนักศึกษาหอพักเดียวกันเพื่อให้เข้ามาเล่น ปรากฏว่าภายในวันเดียวมีนักศึกษาลงทะเบียนร่วมเล่น The Facebook เกือบ 1,500 คน 

ในช่วงแรก ๆ Facebook ถูกจำกัดแค่เฉพาะนักศึกษาฮาร์วาร์ดเท่านั้นเนื่องจากจะต้องมีอีเมลเฉพาะของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด หลังจากนั้นในเดือน มี.ค. เว็บไซต์ The Facebook จึงเปิดให้บริการกับนักศึกษามหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกแห่งอื่น ๆ ตามมา ได้แก่ มหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด เยล และโคลัมเบีย

Facebook เริ่มลงหลักปักฐานได้อย่างจริงจังปี 2005 เมื่อ Mark ตั้งสำนักงานที่ซิลิคอนแวลลีย์ เมืองหลวงแห่งเทคโนโลยีโลกอนาคต เขาตัดสินใจตัดคำว่า The ออกจากชื่อแพลตฟอร์ม เหลือแค่คำว่า Facebook หลังจากนั้น Facebook ก็ได้เปิดให้บริการกับมหาวิทยาลัยอีก 21 แห่งรวมออกซฟอร์ดและเคมบริดจ์ มหาวิทยาลัยระดับโลกจากอังกฤษเข้าไปด้วย 

หลังจากนั้น Facebook จึงค่อย ๆ ขยายฐานของผู้ใช้ด้วยการเปิดสิทธิให้กับพนักงานของบริษัท IT ระดับโลกอย่าง Apple, Microsoft และบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อื่น ๆ จนกระทั่งสิ้นปี 2005 Facebook ก็ได้ขยายเข้าไปในมหาวิทยาลัยกว่า 2,000 แห่งทั่วโลก และโรงเรียนมัธยมอีกกว่า 25,000 แห่ง ได้รับเงินลงทุนมูลค่า 12.7 ล้านดอลลาร์ และทำให้ Facebook มีมูลค่ารวมทั้งหมด 98 ล้านดอลลาร์

ส่องประวัติ Mark Zuckerberg ผู้ให้กำเนิด “Facebook” เชื่อมผู้คนทั่วโลกผ่านออนไลน์

แนวคิดที่ดีที่สุดนั้นเรียบง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้อะไรใหญ่โตหรือเงินจำนวนมาก ขอแค่มีเวลากับความพยายามก็เพียงพอแล้ว” – Mark Zuckerberg

Mark Zuckerberg รวมทีมของคนเก่งที่บริษัท Facebook

Mark Zuckerberg คิดว่า Facebook ไม่สามารถเติบโตอย่างรวดเร็วด้วยการทำงานของเขาเพียงคนเดียว เขาจึงเริ่มระดมพลคนเก่งของฮาร์วาร์ดมาสร้าง Facebook ด้วยกัน ซึ่งทุกคนก็คือเพื่อนที่รู้จักกันอยู่แล้ว

เริ่มตั้งแต่ Dustin Moskovitz ที่ได้ฟังไอเดียของ Facebook มาตั้งแต่วันแรก ๆ ในภายหลัง Dustin ได้กลายเป็นผู้อำนวยการสายงานเทคโนโลยี (Chief Technology Officer) คนแรกของ Facebook เขายังได้ครองสถิติเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีพันล้านที่มีอายุน้อยที่สุด ตอนที่อายุเพียง 28 ปีอีกด้วย

สองคนต่อมาก็คือเพื่อนที่ร่วมสร้าง Facemash มาก่อน นั่นคือ Andrew McCallum และ Chris Hughes สำหรับ Andrew นั้นเข้ามาทำงานด้านกราฟิกดีไซน์แต่สุดท้ายก็ออกจาก Facebook เพื่อกลับไปเรียนต่อให้จบปริญญาตรี

ส่วน Chris ทำหน้าที่ทดสอบผลงานของ Mark เกือบทุกผลงานในช่วงแรก เพื่อให้คำแนะนำสำหรับการพัฒนา Facebook ในขั้นต่อ ๆ ไป ต่อมาเขาได้กลายเป็นโฆษกประจำ Facebook แต่เขาก็เลือกจะกลับไปเรียนต่อจนจบปริญญาตรี ก่อนจะกลับมาทำงานกับ Facebook อีกครั้งในปี 2006

คนสุดท้ายคือ Eduardo Saverin นักศึกษาสัญชาติบราซิลที่ตอนนั้นเป็นประธานสมาคมการลงทุนของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เขาเลยได้ตำแหน่งผู้อำนวยการสายงานการเงิน (Chief Financial Officer) ของ Facebook นอกจากนี้เงินลงทุนในช่วงแรก ๆ ของ Facebook ก็มาจากชายคนนี้ด้วย ทำให้ทั้ง Mark และ Eduardo ถือหุ้นของบริษัทในจำนวนเท่า ๆ กัน

จากมิตรกลายเป็นศัตรูทางธุรกิจ

อีกด้านหนึ่งของชีวิตที่ต่อยอดให้ Mark ประสบความสำเร็จนอกจากเรียนวิชาที่ล้ำยุคแล้ว เขาได้เข้าร่วมสมาคมที่นับถือหลักการของชาวยิว ซึ่งในสมาคมนี้ล้วนมีแต่ชาวยิวมากความสามารถในทุกด้าน เรียนจบไปเป็นนักธุรกิจ นักกฎหมาย นักสร้างภาพยนตร์ นักกีฬาโอลิมปิก ซึ่งเครือข่ายผู้คนเหล่านี้ที่เขาได้รู้จัก ได้ส่งผลต่อชีวิตการทำธุรกิจของเขาอย่างมากในเวลาต่อมา

Mark กล่าวว่า การตัดสินใจที่สำคัญที่สุดขณะเรียนมหาวิทยาลัยคือการเลือกคบเพื่อน เขาคิดว่า คนส่วนใหญ่โฟกัสกับเป้าหมายและความสำเร็จมากเกินไปโดยไม่ได้คำนึงถึงความสัมพันธ์กับผู้คน 

แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ได้รับบาดแผลทางใจไม่น้อยจากเพื่อนหลาย ๆ คนที่มหาวิทยาลัย เรื่องราวนี้ถูกนำเสนอในภาพยนตร์ชีวประวัติของเขารวมถึงเล่าที่มาของต้นกำเนิด Facebook ชื่อว่า The Social Network ซึ่งออกฉายเมื่อปี 2010 นำเสนอเอาไว้ 

คู่ขัดแย้งของ Mark มีทั้งหมด 3 คน ได้แก่คู่แฝด Cameron และ Tyler Winklevoss รวมถึง Divya Narendra พวกเขาเรียนที่ฮาร์วาร์ดช่วงเดียวกันกับ Mark และอ้างว่าในปี 2003 ได้จ้างให้ Mark สร้างเว็บไซต์สำหรับการนัดพบของเหล่านักศึกษาในมหาวิทยาลัย ใช้ชื่อโครงการว่า Harvard Connection แต่ Mark กลับยกเลิกทำงานให้พวกเขา แล้วนำแนวคิดของโครงการไปสร้างเป็น Facebook ต่อเอง อย่างไรก็ตาม Mark ได้ทำการฟ้องกลับ กล่าวหาว่าอดีตเพื่อนทั้ง 3 คนพูดไม่จริงและจ้างเขาอย่างไม่เป็นธรรม ท้ายที่สุดแล้ว ความขัดแย้งได้ยุติลงผ่านการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนเรื่องไปถึงศาล

แต่ต่อมาทั้ง 3 คนนี้ก็เอาเรื่องไปฟ้องศาลจนได้ โดยอ้างว่าราคาหุ้นของ Facebook ที่พวกเขาได้รับเป็นค่าตอบแทนเพื่อให้ยุติความขัดแย้งนั้น Mark แสดงข้อมูลราคาหุ้นผิดไปจากความจริง 

สุดท้ายผู้พิพากษาของคดีตัดสินเข้าข้าง Mark โดยมองว่า แม้จะราคาหุ้นจะผิดไปจากความจริงแต่ทั้ง 3 คนก็ได้รับค่าตอบแทนจาก Mark และ Facebook อย่างเป็นธรรมแล้ว เมื่อ Facebook ออกมาแถลงถึงชัยชนะทางคดีครั้งนี้ต่อสาธารณชน ทั้ง 3 คนที่เป็นคู่ขัดแย้งก็ไม่กลับมามีเรื่องกับ Mark และ Facebook อีกเลย

Eduardo Saverin ผู้ร่วมลงทุนในช่วงแรก ๆ และ CFO ของ Facebook ก็เป็นอีกคนที่เปลี่ยนจากมิตรมาเป็นศัตรูของ Mark เช่นกัน เมื่อมีการเปิดเผยว่า Mark ตัดชื่อของ Eduardo ออกจากบริษัท The Facebook ในปี 2005 และยังเป็นผู้ถือหุ้นคนเดียวที่ถูกลดมูลค่าหุ้น ซึ่งตามกฎหมายแล้ว Mark ต้องได้รับความยินยอมจาก Eduardo ก่อน

เหตุนี้จึงนำไปสู่การฟ้องร้องโดย Eduardo ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเป็นหุ้นของ Facebook 5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในตอนที่เปิดขายหุ้นต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก ประเมินมูลค่าหุ้นในส่วนนี้ได้เป็นเงินสดราว 5,000 ล้านดอลลาร์

สมัยเรียนผมทำเรื่องโง่ ๆ มากมายและจะไม่แก้ตัว บางเรื่องที่ผู้คนกล่าวหาผมนั้นถูกต้องแล้ว แต่บางเรื่องก็ไม่ใช่เรื่องจริง” – Mark Zuckerberg

ซื้อเป็นของเราให้เกลี้ยง เมื่อเจอบริษัทที่เป็นคู่แข่ง

เมื่อ Facebook ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ไม่น่าแปลกใจที่จะถูกหมายตาจากธุรกิจอื่น ๆ ที่เกิดมาก่อนและครองตลาดอยู่ในตอนนั้น Yahoo! เสนอซื้อ Facebook ด้วยข้อเสนอมูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์ Microsoft ก็ยื่นข้อเสนอซื้อด้วยราคา 500 ล้านดอลลาร์เพื่อขอถือหุ้น 5% (ที่สุดแล้ว Facebook ยอมขายหุ้น 1.6%) รวมถึงยังมีผู้ยื่นข้อเสนอที่ไม่เปิดเผยชื่ออีกรายที่ยื่นข้อเสนอด้วยราคา 750 ล้านดอลลาร์

แต่ Mark ปฏิเสธข้อเสนอทั้งหมดพร้อมแนวคิดที่ว่า ตัวเขาเองและ Facebook ต่างหาก ที่จะต้องเป็นผู้เสนอซื้อกิจการอื่น ในตอนนั้นเขาได้ทำการประเมินมูลค่าของ Facebook ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาก็คือ Facebook มีมูลค่าถึง 8,000 ล้านดอลลาร์

Facebook มักจะซื้อกิจการที่เป็นคู่แข่งหรือแพลตฟอร์มบริการที่ทำให้คุณค่าของ Facebook หรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่พวกเขามีอยู่มีคุณค่ามากขึ้น ในช่วงแรก Facebook ซื้อ Friend Feed เว็บไซต์รายงานข่าวแบบเรียลไทม์ที่สร้างขึ้นโดยหนึ่งในผู้สร้าง Google Map และ Gmail

ต่อมา Mark ก็ซื้อ Octazen Solutions สตาร์ตอัพของมาเลซียที่สามารถดึงข้อมูลของผู้ติดต่อจากหลายแหล่งเข้าด้วยกัน และ ซื้อ Divvyshot ที่เป็นเจ้าของระบบการแชร์ภาพถ่าย ยิ่งซื้อบริษัทเพิ่มเท่าไร นักลงทุนก็ยิ่งสนใจและเชื่อมั่นใน Facebook มากขึ้นเท่านั้น จนกระทั่งปี 2012 ซึ่ง Facebook เปิดขายหุ้นแก่สาธารณชนเป็นครั้งแรก พวกเขาก็ได้เงินสดมาบริหารธุรกิจจำนวนมหาศาล

ส่วนการเข้าซื้อกิจการครั้งใหญ่และอยู่ในความสนใจของผู้คนก็คือ ตอนที่ Facebook ซื้อแพลตฟอร์มแชร์รูปถ่าย Instagram ในเดือน เม.ย. ปี 2012 ด้วยราคา 1,000 ล้านดอลลาร์โดยจ่ายทั้งรูปแบบเงินสดและหุ้น

หลังจากนั้น Instagram ก็มีผู้ใช้เพิ่มขึ้นสามเท่าในปีต่อมา ซึ่งนับว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกของ Mark และ Facebook ที่ทำการตัดคู่แข่งแพลตฟอร์มที่มีลักษณะใกล้เคียงกันและเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ในภาพรวมของ Facebook ได้อีกด้วย 

แต่ดีลครั้งใหญ่ที่ Facebook เข้าซื้อกิจการอื่นจริง ๆ คือเมื่อตอนเข้าซื้อ WhatsApp แพลตฟอร์มแชทพูดคุยที่มีลักษณะคล้ายฟังก์ชัน Facebook Messenger เมื่อเดือน ก.พ. ปี 2014 ด้วยมูลค่ามากถึง 19,000 ล้านดอลลาร์

แบ่งจ่ายเป็นเงินสด 4,000 ล้านดอลลาร์ เป็นหุ้นของ Facebook 12,000 ล้านดอลลาร์ และตราสารสิทธิซื้อขายหุ้นของ Facebook สำหรับผู้ก่อตั้ง WhatsApp อีก 3,000 ล้านดอลลาร์ (เรื่องตลกร้ายอย่างหนึ่งก็คือ Jan Koum หนึ่งในผู้ก่อตั้ง WhatsApp นั้นเคยถูกปฏิเสธรับเข้าทำงานจาก Facebook) 

ส่วนผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงในวงการแพลตฟอร์มการสื่อสารจากการที่ Facebook เข้าซื้อ WhatsApp ครั้งนั้น และเพิ่มฟังก์ชันการโทรด้วยเสียงเหมือนกับการใช้โทรศัพท์เข้าไป มีการวิเคราะห์กันว่า ทำให้บริษัทอื่น ๆ ในตลาดสูญเสียรายได้ระหว่างปี 2012 ถึง 2018 ไปมาถึง 386,000 ล้านดอลลาร์เลยทีเดียว

จงซื้อบริษัทที่สนับสนุนบริการหลักของคุณ หรือช่วยป้องกันไม่ให้คู่แข่งเพิ่มส่วนแบ่งในท้องตลาด” – Mark Zuckerberg

วันนี้ของ Mark Zuckerberg และ Facebook ที่เปลี่ยนเป็น Meta

เดือน ต.ค. ปี 2021 Mark ได้ประกาศเปลี่ยนชื่อบริษัทจาก Facebook เป็น Meta เพื่อรองรับทิศทางการเดินเข้าสู่ธุรกิจโลกเสมือน Metaverse บริษัทได้ทุ่มเงินลงทุนมหาศาลถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ใน Metaverse ซึ่งเป็นมูลค่า 10 เท่าของจำนวนเงินที่เคยจ่ายไปเพื่อซื้อ Instagram ในปี 2012 

อย่างไรก็ตาม หลายคนยังตั้งคำถามว่า Mark จะพา Meta ไปสู่ความสำเร็จเหมือนเมื่อครั้งที่ทำได้กับ Facebook หรือไม่ ท่ามกลางชื่อเสียงที่แย่ลงเรื่องการละเมิดความเป็นส่วนตัวและการใช้ข้อมูลส่วนตัวในทางที่ผิดของ Facebook

นอกจากนั้น ผู้คนทั่งโลกก็ยังไม่ค่อยมั่นใจว่า Meta จะสามารถจัดการกับสแปมต่าง ๆ ได้อย่างจริงจัง ชื่อเสียงและความเชื่อมั่นอันหอมหวานของ Mark ดูเหมือนจะเริ่มจางหายไปแล้ว

แม้ว่าในช่วงต้นปีที่ผ่านมา Mark ในวัย 37 ปี จะมีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นกว่า 10,000 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 380,000 ล้านบาท) ซึ่งทำลายสถิติการเพิ่มขึ้นของมูลค่าสินทรัพย์ภายใน 1 วันของเขาตลอดกาล ตามข้อมูลการจัดอันดับสถิติมหาเศรษฐีของสื่อ Bloomberg

แต่จุดเปลี่ยนที่สำคัญสำหรับ Meta นั้น มีรายงานการลดลงของจำนวนผู้ใช้ครั้งแรกนับตั้งแต่มี Facebook ออกมานช่วงปี 2021 ออกมา นอกจากนี้หุ้นของ Meta ยังลดลงถึง 39% นักวิเคราะห์มองว่า สาเหตุมาจากการที่ Facebook ต้องต่อสู้อย่างหนักกับคู่แข่งอย่างแพลตฟอร์ม TikTok 

จนถึงกลางปี 2022 คงพูดได้ว่า ปีนี้เป็นปีที่ยากลำบากอีกครั้งของ Mark เมื่อแพลตฟอร์ม Meta ไม่อาจต้านทานความผันผวนของพิษวิกฤตเศรษฐกิจโลกเช่นเดียวกับบริษัทธุรกิจแพลตฟอร์มอื่น ๆ กำไรของบริษัทลดลง 2 ไตรมาสติดต่อกันเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ขณะที่มูลค่าของบริษัทก็ลดลงไปถึง 230,000 ล้านดอลลาร์

ในเวลาเดียวกันผลประกอบการของบริษัทในส่วนของธุรกิจโฆษณาก็ย่ำแย่ลง หลังจากการเปลี่ยนแปลงด้านการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของสมาร์ตโฟน Apple ทำให้ Meta เก็บข้อมูลการใช้งานผ่าน Facebook และ Instagram ได้น้อยลง

ไม่มีแนวคิดไหนที่ปราศจากข้อบกพร่อง จงเตรียมใจยอมรับคำวิจารณ์และปรับปรุงแนวคิดของคุณอยู่เสมอ” – Mark Zuckerberg

ครอบครัวเบื้องหลังความสำเร็จ

Mark Zuckerberg ไม่ค่อยเปิดเผยเรื่องการใช้ชีวิตส่วนตัวกับสาธารณะมากนัก อาจจะมีอยู่บ้างที่หลายคนรับรู้แนวคิดการแต่งตัวของเขาที่ชอบใส่ชุดแบบเดิม ๆ เพื่อไม่ต้องเสียเวลาในการเลือกชุด 

ส่วนชีวิตคู่นั้น Mark แต่งงานกับ Priscilla Chan พวกเขาพบกันครั้งแรกในงานปาร์ตี้ของฮาร์วาร์ดเมื่อตอนพวกเขาเรียนอยู่ปี 2 ในปี 2003 (ก่อนที่ Facebook จะถือกำเนิด 1 ปี) พ่อแม่ของ Priscilla เป็นชาวจีนอพยพด้วยเรือของชาวเวียดนามเพื่อเข้าสหรัฐฯ มีลูกสาวทั้งหมด 3 คน Priscilla เป็นพี่สาวคนโต เติบโตแถบชานเมืองบอสตัน

แม้ว่า Priscilla จะไม่ค่อยได้มาอยู่หน้าฉากชีวิตของ Mark ร่วมถึงบริษัท Facebook มากนัก แต่เธอก็เป็นอัจฉริยะคนหนึ่งและความเก่งกาจนี้เองที่ Mark บอกเสมอว่า เป็นสิ่งที่ทำให้เขาเลือกแต่งงานกับเธอ

Priscilla  เรียนจบมัธยมด้วยคะแนนสูงสุดของรุ่น จบปริญญาตรีที่ฮาร์วาร์ด เอกวิชาชีววิทยา โทวิชาภาษาสเปน หลังจากเรียนจบ 1 ปี เธอสอนวิชาวิทยาศาสตร์อีก 1 ปี ก่อนจะเรียนต่อคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย และจบการศึกษาในปี 2012 ในปีเดียวกันนั้นเธอเข้าพิธีแต่งงานกับ Mark 

พวกเขาล้มเหลวในการมีลูกหลายครั้ง โดยเป็นการแท้งขณะตั้งครรภ์ถึง 3 หน ก่อนจะมีลูกได้สำเร็จ ลูกสาวคนโตชื่อว่า Maxima และลูกสาวคนเล็กชื่อ August เมื่อตอนที่ Maxima เกิดในวันที่ 1 ธ.ค. ปี 2015 นั้น Mark ได้ตั้งบริษัท Chan Zuckerberg Initiative ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำงานการกุศลด้านการศึกษาและสุขภาพ เพื่อเป็นของขวัญให้กับลูกสาวคนแรกด้วย 

ทั้ง Mark และ Priscilla ได้ประกาศเอาไว้เมื่อตอนก่อตั้งองค์กรนี้ว่า จะบริจาคหุ้นจำนวน 99% ที่พวกเขาถืออยู่ใน Facebook ให้กับโครงการใหม่นี้ ซึ่ง ณ เวลานั้นประเมินมูลค่าอยู่ที่ราว 45,000 ล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า Mark จดทะเบียน Chan Zuckerberg Initiative ขึ้นในรูปแบบบริษัท ไม่ใช่องค์กรไม่แสวงผลกำไรหรือองค์กรการกุศล และ Mark เองก็ยังใช้องค์กรนี้เพื่อทำการลดหย่อนภาษี รวมถึงบริจาคเงินสนับสนุนทางการเมืองด้วย 

มองหาคู่หู ทั้งในชีวิตและการทำงานที่มีความสามารถทัดเทียมกับคุณ มีแนวคิดไปในทางเดียวกัน นั่นจะทำให้ความสัมพันธ์ในชีวิตเป็นอย่างราบรื่น” – Mark Zuckerberg

นี่ก็คือเรื่องราวและแง่มุมชีวิตบางส่วนที่น่าสนใจของผู้ชายคนนี้ ที่พี่ทุยเอามาฝากให้แฟน ๆ ได้ส่องประวัติของเจ้าพ่อ Facebook หรือ Meta กัน

ไม่ว่าดราม่าที่ Mark Zuckerberg ต้องเจอจะมีมากขนาดไหน และเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตของเขาหลายเรื่อง เราอาจจะไม่มีทางรู้ความจริงอย่างชัดเจนครบหมดทุกแง่มุม แต่ในด้านความมุ่งมั่นตั้งใจทำธุรกิจนั้น ก็น่าจะเป็นด้านที่คนยุคปัจจุบันอย่างพวกเรา มองเห็นชัดเจนอย่างไร้ข้อกังขาในความสามารถและวิสัยทัศน์ ที่แฟน ๆ พี่ทุยจะเอาเป็นตัวอย่างหรือต้นแบบแรงบันดาลใจก็คงไม่เสียหาย

อ้างอิง

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile