ในโลกปัจจุบันนี้เวลาที่เราคิดจะทำธุรกิจสักอย่างหรือลงทุนในธุรกิจของคนอื่น สิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากอย่างนึง คือ ธุรกิจนั้นมีแนวโน้มจะถูกรบกวนหรือถูกทำลายโดยเทคโนโลยีใหม่มั้ย หรือที่เรียกกันว่า Technology Disruption
เพราะต้องยอมรับว่าเหตุที่ทำให้ธุรกิจปิดตัวมากที่สุดหนีไม่พ้นเรื่องของการที่เราปรับตัวตามโลกดิจิทัลไม่ทัน มีสินค้าหรือบริการอื่น ๆ ที่เข้ามาแย่งลูกค้าไปจากเรา พี่ทุยจะยกตัวอย่างให้ฟังง่าย ๆ ถึงภัยร้ายของการ Disruption ต่อธุรกิจที่ไม่ปรับตัว ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดที่สุด ขอยกตัวอย่างคลาสสิกตลอดกาลอย่าง Nokia
ซึ่งในช่วงสิบกว่าปีก่อน เป็นยี่ห้อมือถือที่ฮิตมาก เรียกได้ว่าเป็นโลโก้ของมือถือในยุคก่อนเลย เมื่อใครพูดถึงมือถือ ภาพของสินค้า Nokia คงจะผุดมาเป็นอันดับแรก สาเหตุของการล่มสลายก็คือ เค้าไม่มุ่งพัฒนาระบบปฏิบัติการใหม่ ๆ เท่าไหร่นัก แต่กลับพุ่งความสนใจไปที่ระบบปฏิบัติการเดิมที่เป็นตัวทำเงินมาตลอดมากกว่า จึงเป็นสาเหตุที่เค้าเสียบัลลังก์เจ้าแห่งมือถือให้กับ Apple และต้องขายกิจการให้กับ Microsoft เมื่อปี 2014 ในที่สุด แต่บทความนี้พี่ทุยไม่ได้จะมาเล่าเรื่องตำนานความยิ่งใหญ่ของ Nokia หรือธุรกิจที่โดน Technology Disruption ไปแล้ว แต่จะมาโฟกัสที่ธุรกิจประเภทนึง ที่ตอนนี้ยังไม่มีแนวโน้มถูกรุกราน ซึ่งก็คือ “ธุรกิจร้านอาหาร” ยังไงล่ะ
อย่างที่รู้กันว่า อาหารเป็นปัจจัยสี่ ซึ่งมนุษย์ที่ยังสังเคราะห์แสงกินเองไม่ได้ (จริงมั้ย?) ต้องกินทุกวัน วันละหลาย ๆ ครั้งด้วย ถึงแม้ว่าทุกวันนี้จะมีบริการส่งอาหารออนไลน์มากมาย เช่น Grab food และ Food panda แต่พี่ทุยมองว่า “ประสบการณ์” ที่ผู้บริโภคจะได้รับจากการทานอาหารที่ร้าน โดยเฉพาะร้านที่ตกแต่งดี มีมาตรฐาน ยังไม่สามารถถูกทดแทนได้ เช่น เราคงยังไม่สามารถสั่งอาหารออนไลน์มาทานที่บ้าน โดยอยากให้มีวิวแปลกตา ถ่ายรูป เช็คอินลง Social Media ให้เพื่อน ๆ กดไลก์ และนอกจากจะสั่งอาหารได้แล้ว ก็ยังมีเมนูพิเศษ โปรโมชั่นแปลก ๆ ตามช่วงเทศกาล รวมถึงเครื่องดื่มให้เลือกหลายชนิดอีกต่างหาก ซึ่งสมมุติว่าทำเองได้จริง ก็คงเป็นอะไรที่เสียเวลามาก และไม่คุ้มค่าเสียโอกาสสุด ๆ ผู้บริโภคจึงน่าจะมีแนวโน้มจะยอมจ่าย เพื่อให้ได้รับประสบการณ์ดี ๆ และสนุกที่ร้านอาหารมากกว่าลงแรงมหาศาลในการสร้างเองทั้งหมด
และถ้าพูดถึงร้านอาหารขึ้นห้าง มีอาหารอร่อย บรรยากาศดี ๆ เช็คอินลงโซเชี่ยลเรียกไลค์ได้ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ พี่ทุยขอเสนอ หุ้น ZEN ของบริษัท เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่เพิ่งจดทะเบียนเข้าตลาดเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้เอง มาดูกันสิว่าเค้าทำอะไรบ้าง
ร้านอาหารในเครือ “ZEN” มีอยู่ทั้งหมด 12 แบรนด์ แบ่งเป็นแบรนด์ไทย 6 แบรนด์ และแบรนด์ที่ขายอาหารญี่ปุ่น 6 แบรนด์ พี่ทุยเชื่อว่าแทบทุกคนคงเคยไปลิ้มลองอาหารของร้านอาหารในเครือเค้ามาแล้วแน่ๆ ใช่มั้ยล่ะ
ร้านอาหารแบรนด์ไทย มีอยู่ทั้งหมด 6 ร้าน
- ตำมั่ว
- ลาวญวน
- เฝอ
- แจ่วฮ้อน
- De Tummour
- เขียง
ร้านอาหารแบรนด์ญี่ปุ่น มีอยู่ทั้งหมด 6 ร้าน
- ZEN
- Musha by ZEN
- Sushi Cyu Carnival by Yakiniku
- AKA
- Tetsu
- On the table Tokyo café
นอกจากบริษัทจะขยายสาขาด้วยการบริหารเองแล้ว ก็ยังเปิดขายเเฟรนไชส์ด้วย ถ้านับเฉพาะร้านที่บริษัทบริหารเอง ปัจจุบันมีทั้งสิ้น 110 สาขา และมีร้านเเฟรนไชส์ของบริษัท 137 สาขา หากคิดรวมเเฟรนไชส์ในต่างประเทศ CLMV แล้ว บริษัท เซ็น มีสาขาทั้งหมดอยู่ 255 สาขา มาดูที่รายได้และกำไรสุทธิของบริษัทในช่วง 3 ปีที่ผ่านมากัน
รายได้รวม
- ปี 2559 มีรายได้ 2,181.9 ล้านบาท
- ปี 2560 มีรายได้ 2,515.2 ล้านบาท
- ปี 2561 มีรายได้ 2,964.7 ล้านบาท
กำไรสุทธิ
- ปี 2559 มีกำไรสุทธิ 6 ล้านบาท
- ปี 2560 มีกำไรสุทธิ 8 ล้านบาท
- ปี 2561 มีกำไรสุทธิ 2 ล้านบาท
เห็นตัวเลขกำไรที่โตขึ้นทุกปีอย่างนี้ คงเป็นอะไรที่ล่อตาล่อใจไม่น้อยใช่มั้ยล่ะ แต่ก่อนที่เราจะพุ่งตัวเข้าไปเคาะในกระดาน มาทำความเข้าใจในธุรกิจเค้าก่อนว่า รายได้สวย ๆ ที่เห็นมาจากหลายส่วนด้วยกันนะ
- ธุรกิจร้านอาหารที่ทางบริษัทบริหารเอง ส่วน 110 สาขาของบริษัทเองยังไงล่ะ
- ขายแฟรนไชส์ บริษัทขายแฟรนไชส์ให้กับผู้ที่สนใจ ใครสนใจมารวมกันตรงนี้เร็ว เดี๋ยวพี่ทุยเล่าให้ฟังว่ามีอะไรบ้าง
2.1. ค่าแลกเข้า (Initial Fee) เหมือนค่าแป๊ะเจี๊ยะ จ่ายแค่ครั้งเดียวเท่านั้นเวลาเราขอซื้อ
2.2. ค่าวัตถุดิบ (Raw Material) ร้านแฟรนไชส์จะต้องซื้อวัตถุดิบบางส่วนจากบริษัท แต่ซื้อประมาณแค่ 30% เท่านั้น ส่วนนี้ทางเซ็นได้กำไรประมาณ 20%
2.3. ค่าก่อสร้างร้านแฟรนไชส์ให้ตรงตามมาตรฐาน ส่วนนี้ทางบริษัทได้กำไรไม่มาก
2.4. ค่า Loyalty Fee ซึ่งร้านแฟรนไชส์ต้องจ่ายทุกเดือน - ธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอาหาร เช่น การส่งอาหาร Delivery ผ่านช่องทางต่าง ๆ และการจัดเลี้ยงนอกสถานที่
ข้อสำคัญนึงที่ผู้บริหารพูดหลายครั้งในรายการ Opp Day ครั้งที่ผ่านมา รวมถึงเขียนไว้อย่างชัดเจนในรายงานประจำปีของบริษัท คือ ร้านอาหารในเครือเซ็น มีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายเเละวาง Position ของแต่ละร้านอย่างชัดเจน เช่น ร้านอาหารญี่ปุ่น “ZEN” จะเน้นลูกค้าที่มาทานอาหารเป็นครอบครัว หรือคนวัยทำงาน ราคาก็จะพรีเมี่ยมนิดนึง และการตกแต่งร้านก็จะเป็นเเนวเรียบหรู ดูเหมาะกับลูกค้าที่มาเป็นครอบครัวและผู้ใหญ่ ส่วนร้าน AKA ซึ่งเป็นร้านปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่น จะเน้นไปที่ลูกค้าวัยเรียน เพราะฉะนั้นการตกแต่งร้านก็จะมีรูปแบบเป็นกันเองและมีสีสันมากกว่า ส่วนราคาก็จะสบายกระเป๋า เหมาะกับช่วงวัยของลูกค้า
สิ่งที่พี่ทุยรู้สึกชื่นชมจากการศึกษาธุรกิจของบริษัทเซ็นคร่าว ๆ คือ “การปรับตัว” ตามสถานการณ์ เพื่อป้องกัน Technology Disruption เหมือนที่โปรยไปในตอนแรก และการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น
ช่วงที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ/ชุมนุม/ประท้วง
กระทบกับรายได้ของเซ็นมากเลย เพราะร้านของเค้าส่วนใหญ่อยู่ในห้าง คนไม่กล้าออกมากินข้าวนอกบ้าน รายได้ก็หดตาม
วิธีปรับตัว เค้าก็เลยเน้นขยายสาขาไปทั่วประเทศ และหดพื้นที่ต่อสาขาให้น้อยลง เวลาที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่หนึ่ง ร้านที่อยู่ในอีกพื้นที่นึงก็จะไม่ได้รับผลกระทบ ผู้บริหารบอกว่า ตอนนี้กำลังมุ่งขยายสาขาภายนอกห้างด้วย
ก่อนหน้านี้ธุรกิจพึ่งพาร้านอาหารญี่ปุ่น
วิธีปรับตัว เข้าซื้อกิจการร้าน “ตำมั่ว” ร้านอาหารไทย-อีสาน และมีร้านอาหารไทยเพิ่มหลายร้าน
ร้านอาหารส่วนมากของเค้าราคาพรีเมี่ยมไปหน่อย
วิธีปรับตัว มีร้านที่ราคาย่อมเยาว์ เน้นกลุ่มลูกค้าคนละกลุ่ม เช่น ร้าน AKA เน้นกลุ่มวัยเรียน ร้านเขียง ร้านขายอาหารตามสั่ง ผู้บริหารถึงขนาดบอกเลยว่า ร้านเขียงนี่เน้นเเข่งกับร้านอาหาร Street Food
กระแสออนไลน์มาแรงมาก คนนิยมอาหารออนไลน์มากขึ้น
วิธีปรับตัว ร่วมมือกับ Online Platform เราสามารถสั่งอาหารของร้านในเครือเซ็นได้ผ่าน Grab food, Food panda, LINEMAN, Honestbee เหมือนที่ชาร์ล ดาร์วิน บิดาแห่งทฤษฎีวิวัฒนาการพูดไว้ว่า
ไม่ใช่ผู้ที่แข็งแกร่งหรือฉลาดที่สุดเท่านั้นจะอยู่รอด แต่คือผู้ที่รู้จักปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงได้ดีที่สุดต่างหาก
เพราะฉะนั้นบางทีที่พี่ทุยไม่ยอมออกกำลังกายหรืออ่านหนังสือ ไม่ได้เป็นเพราะขี้เกียจนะจ๊ะ แต่กำลังพยายามปรับตัวเข้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปทุกวันตามคำสอนของชาร์ล ดาร์วินอย่างเคร่งครัดต่างหากล่ะ เป็นไงนักปราชญ์มาเอง (ฮ่า)
Comment