ถ้าพูดถึงหุ้นราคาแรง จ่ายปันผลสม่ำเสมอ แต่นักลงทุนหลายรายอาจจะต้องคิดให้หนักนิดนึงเวลาจะเคาะซื้อ หุ้น RAM หรือโรงพยาบาลรามคำแหงคงติดโผแน่นอน เพราะราคาหุ้นต่อหนึ่งหุ้นที่ต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์ก็อยู่ที่ 2,570 บาทแล้ว ไม่ต้องพูดถึงราคาสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ที่สูงถึง 4,056 บาท และเราต้องซื้ออย่างน้อย 50 ตัวถึงจะคิดเป็นหนึ่งหน่วยซื้อขายด้วย แค่คิดก็คงมึนหัวแล้ว เพราะเงินจำนวนนี้กระจายไปอยู่ในหุ้นบริษัทอื่นหรือสินทรัพย์อื่นๆได้สบายๆเลย
ล่าสุดเมื่อวันที่ 12 มีนาคม เวลาประมาณเที่ยงคืน ความฝันของรายย่อยที่อยากเป็นเจ้าของร่วมของโรงพยาบาลนี้ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา เมื่อ RAM แจ้งกับ กลต. ว่าจะจ่ายปันผล 30 บาทต่อหุ้น โดยจะขึ้น XD ในวันที่ 19 มีนาคมที่กำลังจะถึงนี้ พร้อมทั้งจะแตกพาร์จาก 10 บาทต่อหุ้น เป็น 0.50 บาทต่อหุ้น
เมื่อข่าวนี้กระจายออกไปตอนปิดตลาดภาคเช้า มหกรรมการลากราคาหุ้นก็เกิดขึ้นทันที โดยปิดตลาดสิ้นวันไปที่ราคา 3,730 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขายกว่าแปดล้านบาท
ซึ่งก่อนหน้านี้ พี่ทุยก็แอบเห็น นักลงทุนรายใหญ่ที่ดูเหมือนจะแอบกว้านซื้อ Big Lot หุ้น RAM ไปกว่าหกพันล้านบาทเมื่อกลางเดือนกุมพาที่ผ่านมา ในราคาตัวละ 2,800 บาท ต้องรวยแค่ไหนถามใจดู (ฮ่า)
RAM ทำธุรกิจอะไรเนี่ย ราคาหุ้นถึงได้แรงขนาดนี้ ?
RAM หรือ บริษัท รามคำแหง จำกัด (มหาชน) มีบริษัทย่อย 2 แห่งและบริษัทร่วมอีก 9 แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ เช่น โรงพยาบาลเชียงใหม่-รามและโรงพยาบาลสินแพทย์ เป็นต้น
พี่ทุยว่า เหตุผลที่ราคาดีดตัวขึ้นอย่างรุนแรงอย่างนี้ อาจจะมาจากการจ่ายปันผลอย่างดุเดือดถึง 30 บาทต่อหุ้น (ซึ่งปกติ RAM จ่ายปันผลเพียงแค่ 6 บาทต่อหุ้นตั้งแต่ปี 2550 และเพิ่งปรับขึ้นเป็น 8 บาทต่อหุ้นเมื่อปี2559ที่ผ่านมา) รวมถึงเรื่องการแตกพาร์ด้วย มาดูกันสิว่าการแตกพาร์ที่ว่าคืออะไรนะ ?
หุ้นแตกพาร์คืออะไร และแตกไปเพื่ออะไร ?
พี่ทุยขอยกตัวอย่างง่ายๆ จากเรื่องใกล้ตัวของเรา ยกตัวอย่าง เช่น ทองคำที่มีราคาสูง ถ้าเกิดไม่มี ‘การแตกพาร์’ หรือ ‘ขายแยกหน่วย’ แต่ขายขั้นต่ำต่อครั้งเป็นทองคำแท่ง 5 บาทหรือ 10 บาท คนคงจะตัดสินใจซื้อน้อยลง เพราะต้องลงทุนครั้งนึงถึงเกือบแสนบาท (คิดจากราคาบาทละ 19,450 ณ วันที่ 12 มีนาคม 2562) แต่พอมีการขายเป็นหน่วยที่เล็กลง เช่น 1 บาทหรือ 1 สลึง มีเงินเพียงแค่ไม่ถึงห้าพันบาทก็สามารถเป็นเจ้าของทองคำกับเขาได้ พอจำนวนเงินลงทุนลดลงเป็นสิบเท่าอย่างนี้ การตัดสินใจควักกระเป๋าก็ง่ายขึ้นเยอะ ส่งผลให้เกิด ‘การซื้อง่ายขายคล่อง’ หรือเกิด ‘สภาพคล่อง’ ในสินค้านั้นๆนั่นเอง
หุ้นตัวใหญ่ๆก็เหมือนกัน เมื่อราคาต่อหุ้นสูง นักลงทุนรายย่อยก็จะไม่ค่อยอยากเคาะนัก จึง ‘แตกพาร์’ ออกเพื่อทำให้เกิดการซื้อง่ายขายคล่องมากขึ้น โดยที่มูลค่าหุ้นโดยรวมจะไม่เปลี่ยนแปลง เช่น
ถ้าเราถือหุ้นราคาตัวละ 500 บาท จำนวน 100 หุ้น มีมูลค่ารวม 50,000 บาท เมื่อแตกพาร์ 1:10 หุ้นของเราจะตัวละ 50 บาท แต่จำนวนจะเพิ่มเป็น 1000 หุ้น มูลค่ารวม 50,000 บาทเท่าเดิม
เพราะฉะนั้นคนที่ถือหุ้นอยู่ ไม่ต้องกังวลว่ามูลค่าหุ้นของเราจะลดลงเพราะแตกพาร์นะจ๊ะ
จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อหุ้นแตกพาร์ ?
บลจ.เอเชีย พลัสวิเคราะห์ว่า ระหว่างปี 2551-2561 ถ้าเราซื้อหุ้นในตอนที่ประกาศแตกพาร์ จะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 14% แต่พอหุ้นแตกพาร์จริงๆ แล้วราคาจะมีแต่ทรงกับทรุด
ส่วนเรื่องของสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นหลังจากที่หุ้นแตกพาร์ พี่ทุยขอยกตัวอย่างด้วยพี่ใหญ่ PTT ซึ่งมีข่าวออกมาว่าจะแตกพาร์เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 และแตกพาร์จริงในวันที่ 24 เมษายน จากกราฟ อินดิเคเตอร์ที่วัดความผันผวนของราคาหุ้นที่เรียกว่า ‘ATR (Average True Range)’ มีค่าเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้านี้ที่จะมีการประกาศแตกพาร์ พูดง่ายๆ คือ อินดิเคเตอร์ตัวนี้บอกว่า หลังจากที่มีการประกาศเรื่องนี้ออกมา ราคาของหุ้นก็คึกคักขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงในวันมาก ปริมาณการซื้อขายต่อวันก็เพิ่มมากขึ้นกว่าเท่าตัว
พี่ทุยว่าเป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างมาก เมื่อหุ้นขนาดใหญ่อย่างนี้ ยอมแบ่งร่างออกมาให้นักลงทุนรายย่อยเอื้อมถึง โดยเฉพาะเมื่อจริงๆแล้ว เมื่อพิจารณาถึงค่า P/E (ราคาต่อทุน) แล้ว หุ้น RAM ถือว่าถูกและใช้เวลาในการคืนทุนน้อยกว่าตัวอื่นๆในกลุ่ม อย่าง BH (รพ.บำรุงราษฎร์) BDMS (กรุงเทพดุสิตเวชการ) หรือแม้กระทั่ง CHG (รพ.จุฬารัตน์) ด้วยซ้ำไป ลองไปแกะงบการเงินกิจการแล้วมากระซิบกันบ้างนะ (ฮี่ฮี่)
Comment