คงไม่แปลกถ้าคนที่ต้องทำงานในเมืองจะเบื่อชีวิตในเมืองหลวง ก็แน่ล่ะ รถก็ติดฝุ่นควันก็เยอะ มุมสงบๆ ที่พอจะได้พักผ่อนก็หายาก นอนพักอยู่บ้านเฉยๆ ข้างบ้านก็มีการก่อสร้างเสียงดัง โอ้ย อยากจะหนีไปอยู่ต่างจังหวัด ทำไร่ไถนาให้รู้แล้วรู้รอดกันไปเลยยยย !!!
เมื่อชีวิตเมืองหลวงไม่ตอบโจทย์เรา จะย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดแล้ว คำถามมากมายคงเต็มหัวไปหมด คำถามแรกก็คงหนีไม่พ้นเรื่องปากท้อง แล้วงานล่ะ ? จะทำงานอะไรดีนะ ?
ถ้าใครที่คิดวางแผนจะหนีเมืองหลวงไปแล้ว เรื่องหน้าที่การงานและการเงินก็คงต้องเป็นปัจจัยแรกๆ ในการตัดสินใจ สมมติว่าจบมหาวิทยาลัยมาใหม่ๆ ได้เงินเดือนในกรุงเทพฯ 15,000 บาท จะหนีไปทำอะไรให้ได้เงินเทียบเท่ากับงานในเมืองหลวง
“ทำนา” ดีกว่า หนีชีวิตออฟฟิศไปเป็นชาวนากัน
การจะเริ่มต้นเป็นชาวนานั้น ในส่วนของเงินทุนหลักๆ ก็คงเป็นเรื่องของที่ดิน แต่ไม่ต้องกลัวไปนะ ที่ดินสำหรับเพาะปลูกไม่แพงเท่าที่ดินแถวสีลมหรอก
โดยเฉลี่ยแล้ว ราคาที่ดินสำหรับเพาะปลูกในต่างจังหวัดก็อยู่ที่ประมาณ 3,000 บาทต่อไร่
รวมค่าเตรียมที่ดิน ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่ายาค่าปุ๋ยอีก ประมาณ 4000 บาทต่อไร่
แล้วก็ค่าขนส่ง อีกประมาณ 1000 บาทต่อไร่
รวมๆก็ประมาณ 8,000 บาท
แต่พี่ทุยแนะนำว่าเตรียมไว้เผื่ออีก 20% ก็ดีนะ เพราะทุกธุรกิจย่อมมีความเสี่ยง การเกษตรก็เช่นกัน ถ้าฝนตกน้อย โรคระบาด แมลงวัชพืชลง ก็ต้องเตรียมค่าใช้จ่ายฉุกเฉินตรงส่วนนี้ไว้ด้วย
ถ้าจะทำนาสัก 20 ไร่ ก็เตรียมเงินไว้สัก 200,000 บาท
ราคาที่ดินที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นก็เป็นเพียงแค่ค่าเฉลี่ยเท่านั้น แต่ละที่ก็ย่อมจะแตกต่างกันไป การจะเลือกที่ดินที่เหมาะสมนั้น คงต้องเริ่มจากหาข้อมูลจากหลายๆที่ เปรียบเทียบราคา ดูเรื่องทำเลการเดินทาง รวมทั้งคุณภาพของดินที่จะเหมาะสมกับพืชที่เราจะปลูก เมื่อได้ที่ดินเรียบร้อยแล้วก็เริ่มต้นลุยเลย
พูดถึงต้นทุนกันแล้ว เรามาดูส่วนของกำไรบ้างดีกว่า ถ้าทำนาเก่งๆ การจะทำผลผลิตให้ได้ 1 ตันต่อไร่ ก็พอจะเป็นไปได้ ในปัจจุบัน ถ้าไม่นับนโยบายใดๆ ราคาข้าวเปลือกก็จะตกอยู่ที่ประมาณ 10,000 บาทต่อตัน หักต้นทุนแล้วก็จะได้กำไรประมาณ 3,000 บาทต่อไร่
ประเทศไทย สามารถปลูกข้าวได้เต็มที่คือปีละ 3 รอบ เท่ากับว่าเราจะมีรายได้ 9,000 บาท ต่อไร่ต่อปี ถ้ามีนาสัก 20 ไร่ ก็จะมีเงินปีละ 180,000 บาท ก็ตกเดือนละ 15,000 บาท เท่ากับรายได้ขั้นต่ำของการจบปริญญาตรีแล้ว
ปัญหาของคนเมืองกรุงที่ย้ายชีวิตมาจับจอบจับเสียม คงไม่ใช่เรื่องของการจัดการเรื่องเงินหรอก แต่น่าจะเป็นส่วนของความรู้ความสามารถในการทำเกษตรกรรมซะมากกว่า เพราะการทำการเกษตรต้องทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ ยิ่งเป็นช่วงเริ่มต้นในปีหรือสองปีแรก ยิ่งต้องทุ่มเทให้กับมันอย่างเต็มที่
มีเพื่อนพี่ทุยหลายคน หนีชีวิตเมืองหลวงออกมาลุยดินลุยโคลนได้ไม่เกินปี ก็หอบข้าวของกลับมาอยู่กรุงเทพฯซะแล้ว เพราะชีวิตจริงไม่เหมือนภาพที่คิดไว้ ปลูกไม่เป็น ไม่รู้จักโรคของพืช ปัญหาด้านผลผลิต สภาพอากาศ ของอย่างงี้ ศึกษามาไม่ดีไม่เก๋ากันจริง ก็อยู่ยากเหมือนกันนะ
การที่คนเมืองกรุงอย่างเราๆ จะเริ่มต้นชีวิตแบบทำไร่ไถนา ใช้ชีวิตสงบสุขไม่วุ่นวายได้เนี้ย ก็ไม่ใช่ง่ายเหมือนกันเน้าะ พี่ทุยแนะนำว่าสิ่งสำคัญที่เราต้องเตรียมพร้อมนอกจากเงินทุน ก็คือความรู้ในการทำการเกษตร
เรื่องรายได้นั้นอาจจะไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับความรู้ความขยัน รวมถึงปัจจัยสภาพแวดล้อมอื่นๆ อีกด้วย
แต่ที่แน่นอนกว่าก็คือเรื่องรายจ่ายที่น้อยลง ด้วยค่าครองชีพที่ถูกกว่า ค่าใช้จ่ายในการเข้าสังคมที่น้อยกว่า ค่าอาหารการกิน ที่บางครั้งเราก็ไม่ต้องเสียเงินสักบาทในการทำกับข้าวเลย เพราะวัตถุดิบทุกอย่างมีครบอยู่ในบ้านเรา
ยิ่งในยุคปัจจุบันที่การขนส่งสะดวกขึ้นมาก ตลาดกว้างขึ้น ถ้าเราสามารถสร้างผลผลิตของเราให้ได้มาตรฐาน คำว่า “เศรษฐีบ้านนอก” ก็อาจจะเป็นไปได้ง่ายกว่า “เศรษฐีเมืองหลวง” ซะอีก
แต่ในต่างจังหวัดก็ใช่ว่าจะมีงานแค่เพียงด้านการเกษตรอย่างเดียวนะ ในหัวเมืองใหญ่ๆ เดี๋ยวนี้ก็เจริญไปมาก ถ้าใครเบื่อกรุงเทพฯ แต่การจับจอบจับเสียมทำไร่ไถนาก็ไม่ใช่ทางของเรา ลองมองหางานที่อยู่หัวเมืองใหญ่ๆ บางทีวัฒนธรรมในแต่ละท้องที่ อาจจะสร้างความสุขให้กับเราได้มากกว่า
ไม่ว่าจะเลือกชีวิตไปในทางไหน ยังไงพี่ทุยก็ขอให้ทุกคนโชคดี มีชีวิตที่ลงตัวทั้งด้านงานและมีความสุขกับชีวิตนะ