[สรุป] "ภาษีที่ดินใหม่" เริ่มใช้จริง ปี 2563

[สรุป] “ภาษีที่ดินใหม่” เริ่มใช้จริง ปี 2563

3 min read  

ฉบับย่อ

  • กฏหมายภาษีที่ดินใหม่แบ่งออกเป็น 4 ประเภท เพื่อการเกษตรกรรม อยู่อาศัย พาณิชยกรรม และที่ดินรกร้าง
  • กฏหมายภาษีใหม่นี้ผลักดันให้เกิดการสร้างประโยชน์ในที่ดิน และพื้นที่ดินที่ไม่เกิดประโยชน์จะเสียภาษีในอัตราที่ค่อนข้างสูง อาจเกิดแรงขายที่ดินเปล่าในตลาด และอาจเกิด Over Supply ในกลุ่มอสังหา
  • ใครมีที่ดินเปล่าควรพัฒนาที่ดินของตัวไม่ว่าจะเป็นสร้างบ้านหรือทำเป็นพื้นที่การเกษตรเพื่อไม่ให้เข้าข่ายเป็นพื้นที่รกร้างและเสียภาษีสูง
  • ใครที่มีบ้านหลายหลังควรจัดการบริหารให้ดี เพราะมีสิทธิยกเว้นภาษีสำหรับบ้านหลังแรกหรือบ้านที่เราอาศัย
  • ภาษีที่ดินใหม่ เริ่มใช้จริง วันที่ 1 มกราคม 2563

พี่ทุยคิดว่า “ภาษีที่ดินใหม่” เป็นอีกกฏหมายเลยนะ ที่ใช้เวลานานมากกว่า 30 ปี ในการผลักดันจนผ่านเป็นกฏหมาย มาเพื่อแทนที่กฏหมายภาษีโรงเรือนและที่ดินที่ดูแล้วไม่ค่อยเหมาะสมและมีประสิทธิภาพเท่าไหร่ เพราะมีอายุยาวนานและไม่เหมาะกับสถานะการณ์ปัจจุบันที่เปลี่ยนไปแล้ว รวมถึงภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแบบใหม่นี้ ก็มีส่วนช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มความเป็นธรรมอีกด้วย โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป

แล้ว “ภาษีที่ดินใหม่” มีอะไรบ้าง ?

ภาษีที่ดินแบบใหม่นั้น แบ่งประเภทที่ดินที่ต้องเสียภาษีไว้ 4 รายการ ดังนี้

  1. ที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม
  2. ที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย
  3. ที่ดินเพื่อพาณิชยกรรม
  4. ที่ดินรกร้างว่างเปล่า

[สรุป] "ภาษีที่ดินใหม่" เริ่มใช้จริง ปี 2563

กฏหมายภาษีที่ดินนี้จะกระทบอะไรบ้าง ?

เนื่องจากที่ดินรกร้างนั้นถูกเก็บภาษีในอัตราที่ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว ทำให้เจ้าของที่ดินทั้งหลายไม่อยากถือครองเพราะมีต้นทุนที่สูงขึ้นมาก ดังนั้นกฏหมายภาษีนี้อาจทำให้เกิดแรงขายที่ดินมากขึ้นเป็นจำนวนมาก ส่วนบริษัทอสังหาหรือผู้พัฒนาที่ดินก็ต้องรีบสร้างและพัฒนาที่ดินให้เร็วขึ้นเพื่อให้ที่ดินผืนนั้นๆเกิดประโยชน์และเสียภาษีน้อยลง เรียกว่าเป็นการผลักดันให้ใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์ทางอ้อมจากภาครัฐเนี้ยแหละ

แต่การผลักดันทางอ้อมแบบนี้ก็มีเรื่องที่ต้องระวังอยู่เหมือนกัน คือ เมื่อเกิดการสร้างพัฒนาอสังหาขึ้นพร้อมๆกัน อาจกระทบให้เกิด Over Supply ในตลาดขึ้นได้ แล้วอีกประเด็นที่หลายๆคนเป็นห่วงกัน คือ..

สำหรับคนที่มีบ้านหลายหลังควรทำอย่างไร ?

เนื่องจากบ้านและที่ดินนั้นมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง คงไม่แปลกถ้าหากเรามีเงินแล้วเราจะเก็บความมั่งคั่งของเราไว้ในรูปแบบบ้านและที่ดิน แต่ถ้าเรามีบ้านและที่ดินเยอะควรทำอย่างไร?

  1. โอนบ้านเป็นชื่อทายาทหรือลูกหลาน – หากเราอยากมอบเป็นมรดกให้ลูกของเราอยู่แล้ว การโอนบ้านเป็นชื่อลูกนั้น จะได้รับสิทธิบ้านหลังแรก ซึ่งยกเว้นภาษี 50 ล้าน
  2. ย้ายชื่อไปอยู่บ้านที่แพงที่สุด – บ้านหลังแรกหรือบ้านที่เราอยู่จะยกเว้นภาษี 50 ล้าน ดังนั้นการที่เราเลือกให้ชื่อที่เราอยู่ในบ้านหลังที่แพงที่สุดก็จะช่วยประหยัดภาษีได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

แล้วถ้ามีที่ดินเปล่าควรทำอย่างไร ?

เนื่องจากรัฐสนับสนุนให้เพิ่มมูลค่าให้กับที่ดินไม่ปล่อยให้รกร้าง จึงเก็บภาษีที่ดินเปล่าด้วย ซึ่งหากยังปล่อยรกร้างต่อก็จะโดนอัตราภาษีที่สูงขึ้น ดังนั้นเราจึงควรสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับที่ดินที่เรามี ไม่ว่าจะเป็น..

  1. แบ่งแปลงที่ดินให้เล็กลง – เพราะภาษีนั้นคิดเป็นแบบขั้นบันได ยิ่งแปลนที่ดินใหญ่ก็จะยิ่งเสียภาษีเยอะ ดังนั้นการที่เราแบ่งแปลนที่ดินเป็นหลายๆแปลงจะทำให้ราคาประเมินถูกลง ก็จะเสียภาษีน้อยลง
  2. แปลงที่ดินรกร้างเป็นที่ดินเกษตรกรรม – การแปลงที่ดินเปล่าเป็นพื้นที่เกษตรกรรม นอกจากจะทำให้เสียภาษีน้อยลงแล้ว ยังเป็นการสร้างรายได้อีกทางด้วย แต่ที่ดินบางที่ก็อาจจะไม่เหมาะแก่การทำเกษตรกรรม เช่น ภูมิประเทศ พื้นที่ในเมือง หรืออาจจะติดด้วยข้อกำหนดบางอย่างอาจทำให้
  3. สร้างบ้านในที่ดินที่มี – ถ้าเรามีที่ดินแปลงใหญ่ซึ่งอาจจะเสียภาษีในฐานที่สูง อาจจะเลือกที่จะสร้างบ้านไว้ในที่ดินนั้น ก็จะทำให้เสียภาษีน้อยลงมาได้เพราะกลายเป็นที่ดินเพื่ออยู่อาศัยทันที

ถือว่าเป็นกฏหมายภาษีที่มีผลต่อการปรับเปลี่ยนตลาดที่ดินและอสังหาฯเป็นอย่างมาก เพราะนอกจะเก็บภาษีเพื่อให้รัฐได้มีเงินไปพัฒนาประเทศต่อแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดินรกร้างที่ถูกปล่อยทิ้งไว้มานาน ให้เกิดการสร้างประโยชน์การแข่งขัน และช่วยเพิ่มการจ้างงานทางอ้อมไปอีกด้วย และยังเป็นส่วนช่วยให้ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยและคนจน

แต่อย่างไรก็ตาม พี่ทุยแนะนำให้ไปศึกษาและนำไปปรับใช้ให้เหมาะกับตัวเราด้วย เพื่อให้เกิดประโยชน์ทั้งประเทศและตัวเรานะจ้ะ


error: