ซื้อประกันชีวิตเท่าไหร่

แบ่งเงิน “ซื้อประกันชีวิต” เท่าไรถึงจะเหมาะสม ?

3 min read  

ฉบับย่อ

  • การ “ซื้อประกันชีวิต” เป็นสิ่งที่ควรทำ ชีวิตคนเรามักมีอะไรที่ไม่คาดคิด ไม่มีใครรู้ได้ว่าวันพรุ่งนี้เราจะยังมีโอกาสตื่นขึ้นมาอีกหรือเปล่า
  • ซื้อประกันชีวิต เป็นสินค้าการเงินเพียงตัวเดียวที่จะช่วยแบ่งเบาภาระทางการเงินในยามที่ครอบครัวขาดเสาหลักได้ แต่อย่างที่เรารู้กันว่าประกันชีวิตเป็นสินค้าการเงินที่มีภาระผูกพันระยะยาว เพราะเบี้ยประกันชีวิตเราต้องทยอยจ่ายไปเรื่อย ๆ ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์

หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

พี่ทุยว่าการ “ซื้อประกันชีวิต” เป็นสิ่งที่ควรจะทำมาก ๆ เพราะเป็นสินค้าการเงินเพียงตัวเดียวที่จะช่วยแบ่งเบาภาระทางการเงินในยามที่ครอบครัวขาดเสาหลักได้ แต่อย่างที่เรารู้กันว่าประกันชีวิตเป็นสินค้าการเงินที่มีภาระผูกพันระยะยาว เพราะเบี้ยประกันชีวิตเราต้องทยอยจ่ายไปเรื่อย ๆ ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์

คำถามก็คือเราควรแบ่งเงิน “ซื้อประกันชีวิต” เท่าไหร่ดีล่ะ ? ถึงจะเหมาะสมและไม่เป็นภาระมากจนเกินไป

ถ้าให้พี่ทุยแนะนำพี่ทุยว่าไม่ควรเกินปีละ 10% ของเงินได้ต่อปีของเรานะ เหตุผลก็เพราะว่าโดยทั่ว ๆ ไปเราจะมีรายจ่ายหลักๆประมาณนี้ ได้แก่

  1. ค่าใช้จ่ายส่วนตัว ค่าอาหาร ค่าเดินทาง 30%
  2. ค่าผ่อนชำระต่าง ๆ เช่น รถยนต์และบ้าน 35%
  3. ภาษีต่าง ๆ รวมไปถึงประกันสังคม 15%
  4. เงินออมเก็บไว้เพื่อเป้าหมายการเงินต่าง ๆ 10%
  5. ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ รวมไปถึงประกันอุบัติเหตุเอาไว้บริหารความเสี่ยง 10%

จะเห็นได้ว่าเรามีรายจ่ายประเภทหนี้รถยนต์และหนี้บ้านอยู่พอสมควร จริง ๆ แล้วสัดส่วนนี้ก็ไม่ได้เป็นอะไรที่ตายตัวด้วย แต่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างที่ให้เป็นเสาหลักไว้อ้างอิงเท่านั้น ซึ่งเป็นสัดส่วนที่พี่ทุยมองว่าน่าจะกำลังเหมาะสม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่ไม่มีหนี้ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ก็สามารถใช้จ่ายส่วนตัวได้เพิ่มนะ พี่ทุยแนะนำว่าให้เอาไปออมเพิ่มน่าจะดีกว่า

แต่ถ้าใครมีภาระเยอะมากจริง ๆ พี่ทุยแนะนำให้แบ่งเงินมาซื้อประกันชีวิตสูงสุดไม่เกิน 15% เท่านั้น เพื่อจะได้ไม่เป็นภาระมากจนเกินไป เพราะถ้าในอนาคตรายได้เกิดหยุดชะงักด้วยเหตุบางอย่าง เราจะได้จัดสรรเงินจ่ายเบี้ยประกันต่อไปได้ เพราะถ้าเบี้ยประกันเป็นสัดส่วนที่มากเกินไปและเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา หากจำเป็นต้องยกเลิกกรมธรรม์ พี่ทุยว่าไม่ดีแน่ๆ เพราะความเสี่ยงที่บริหารไว้ก็จะกลับมาเสี่ยงเหมือนเดิม

ส่วนอีกเหตุผลนึง ก็คือ เงินที่เราได้รับคืนมาจากการยกเลิกกรมธรรม์ ยังไงก็ไม่คุ้มกับเบี้ยที่เราจ่ายไป ไม่ว่าจะเป็นประเภทของประกันแบบไหน เราก็ควรปฏิบัติตามเงื่อนไขของกรมธรรม์นั้นดีที่สุดแล้ว การบริหารความเสี่ยงเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าการบริหารความเสี่ยงของเรากลับกลายมาเป็นความเสี่ยงซะเอง พี่ทุยว่ามันก็แปลก ๆ เนอะ จริงมั้ยล่ะ ? 

error: