ดอกเบี้ยผ่อนรถแพง อยาก "REFINANCE รถยนต์" ทำได้มั้ย ?

ดอกเบี้ยผ่อนรถแพง อยาก “REFINANCE รถยนต์” ทำได้มั้ย ?

4 min read  

ฉบับย่อ

  • “REFINANCE รถยนต์” มีข้อดี คือ ทำให้เราผ่อนจ่ายในแต่ละงวดน้อยลง แต่ก็ต้องจ่ายหนี้ยาวขึ้น แต่ถ้ารวมรายจ่ายทั้งหมดแล้วเราก็ต้องจ่ายค่ารถยนต์แพงขึ้น
  • การรีไฟแนนซ์ ก็คือ การกู้เงินก้อนใหม่ไปโปะเงินกู้ก้อนเก่าที่เรากำลังผ่อนค่างวดรถยนต์อยู่ โดยข้อดีที่จะได้ คือ อาจได้อัตราดอกเบี้ยผ่อนลดลงหรือเงินผ่อนต่อเดือนลดลงแต่แลกมากับระยะเวลาการผ่อนที่นานขึ้น

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"เปิดบัญชี Windsor Broker"
"เปิดบัญชี Windsor Broker"

พี่ทุยว่าคนที่มีรถยนต์และกำลังผ่อนอยู่น่าจะคุ้นเคยกับคำว่า “FINANCE” ดีเลยทีเดียวนะ เพราะถ้าเวลาที่เราไม่มีเงินก้อนพอซื้อรถยนต์ แต่จำเป็นต้องใช้รถยนต์ก็ต้องพึ่งไฟแนนซ์นี่แหละ แต่ก็มีคนไม่น้อยที่ผ่อนรถยนต์ไปแล้วซักพักนึงก็เริ่มรู้สึกผ่อนไม่ไหว ภาระค่าใช้จ่ายเยอะเหลือเกิน อยากจะจ่ายค่างวดให้น้อยลง ต้องทำยังไง วางแผนการเงินพลาดไปแล้ว จะ “REFINANCE รถยนต์” ทำได้มั้ย ? จะดีรึป่าว ? พี่ทุยมีข้อมูลมาให้ลองตัดสินใจเองกันดู

มาเริ่มที่ความหมายของ “REFINANCE รถยนต์” กันก่อน การรีไฟแนนซ์ ก็คือ การกู้เงินก้อนใหม่ไปโปะเงินกู้ก้อนเก่าที่เรากำลังผ่อนค่างวดรถยนต์อยู่ โดยข้อดีที่จะได้ คือ อาจได้อัตราดอกเบี้ยผ่อนลดลงหรือเงินผ่อนต่อเดือนลดลงแต่แลกมากับระยะเวลาการผ่อนที่นานขึ้น

แต่พี่ทุยจะบอกว่าสำหรับคนที่กำลังผ่อนรถยนต์แบบสัญญาเช่าซื้อที่มีการคิดดอกเบี้ยแบบอัตราคงที่ (Flat rate) ก่อนที่จะทำการรีไฟแนนซ์รถยนต์ต้องตัดสินใจดูให้ดี เพราะสิ่งที่เราจะต้องเจอ คือ

1. อัตราดอกเบี้ยที่ลดลงไม่คุ้มกับค่าใช้จ่ายในการ “REFINANCE รถยนต์”

ในบางครั้งการรีไฟแนนซ์รถยนต์เราอาจจะหาที่กู้เงินใหม่แล้วได้อัตราดอกเบี้ยน้อยกว่าที่เก่าก็จริง แต่การรีไฟแนนซ์ก็ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าโอนย้ายกรรมสิทธิ์รถ ค่าปรับการปิดบัญชีสินเชื่อรถยนต์ก่อนกำหนดของสถาบันเงินกู้เดิม

ซึ่งส่วนใหญ่จะให้เราจ่ายดอกเบี้ยทั้งหมดที่ยังค้างอยู่ของสัญญาเดิม ถ้าเรายังอยากรีไฟแนนซ์รถยนต์อยู่ แปลว่า เราต้องจ่ายดอกเบี้ยทั้งของที่เก่าและของที่ใหม่เท่ากับเราจ่ายดอกเบี้ยซ้ำ ซึ่งพี่ทุยไม่เคยเห็นกรณีรีไฟแนนซ์รถยนต์แล้วคุ้มกว่าเลย นอกจากจะทำให้รายจ่ายต่องวดลดลงเท่านั้น

2. เงินผ่อนต่องวดที่ลดลง แลกมากับหนี้ที่เพิ่มขึ้น

พี่ทุยสมมติว่าตอนแรกพี่ทุยผ่อนรถยนต์ 100,000 บาท ดอกเบี้ย 4% ต่อปี เวลาผ่อน 5 ปี
ดอกเบี้ยทั้งสัญญา คือ (100,000 x 4%) x 5 ปี = 20,000 บาท
เงินผ่อนต่องวด คือ (100,000 + 20,000)/ 60 เดือน = 2,000 บาท

พี่ทุยผ่อนมา 3 ปี ต้องการรีไฟแนนซ์ที่ใหม่ดอกเบี้ย 3% ต่อปี ระยะเวลาผ่อน 5 ปี แปลว่า
3 ปีที่ผ่านมา พี่ทุยผ่อนไป 2,000 x 36 เดือน = 72,000 บาท
ต้องกู้เงินจากที่ใหม่เพื่อมาโปะหนี้เก่าอีก 120,000 – 72,000 = 48,000 บาท
ดอกเบี้ยสัญญาใหม่ คือ (48,000 x 3%) x 5 ปี = 7,200 บาท
เงินผ่อนต่องวดคือ คือ (48,000 + 7,200)/ 60 เดือน = 920 บาท

ถ้าเปรียบเทียบกับการไม่รีไฟแนนซ์อีกรอบเราจะจ่ายเงินต้นรวมดอกเบี้ยทั้งหมด 120,000 บาท แต่เมื่อรีไฟแนนซ์รถยนต์อีกรอบเราจะต้องจ่าย 72,000 + 55,200 = 127,200 บาท

ดังนั้น การรีไฟแนนซ์รถยนต์ก็เหมือนเราสร้างหนี้เพิ่มขึ้นมาอีกก้อนนึงนั่นเอง

3. บริษัทรับรีไฟแนนซ์บางแห่งอาจหักเงินผ่อนงวดแรกออก 1 งวดของเงินกู้

ถ้าวงเงินกู้ที่เราได้รับอนุมัติเท่ากับกับเงินที่ต้องไปโปะเงินกู้ก้อนเก่าพอดี จะทำให้เงินเราหายไปจำนวน 1 งวด ดังนั้น เราต้องมั่นใจว่าเรามีเงินเพียงพอในการโปะหนี้ก้อนเก่ารวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าธรรมเนียมการโอนย้ายกรรมสิทธิ์ด้วย

แต่พี่ทุยก็ขอบอกว่าไม่ใช่รถยนต์ทุกคันนะที่กำลังติดไฟแนนซ์อยู่ แล้วสามารถขอรีไฟแนนซ์รถยนต์ใหม่ได้ หรือถ้าบางคันขอได้ก็จะได้วงเงินน้อยมาก เช่น รถแท็กซี่ รถแปลกๆที่คนทั่วไปไม่ใช้กัน รถที่มีการแต่งเปลี่ยนเครื่องยนต์หรือเอาไปติดแก๊สแต่ไม่ได้เปลี่ยนแจ้งในเล่มทะเบียน

โดยส่วนตัวพี่ทุยคิดว่าถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ไม่ควรรีไฟแนนซ์รถยนต์นะ เพราะถึงแม้การรีไฟแนนซ์รถยนต์จะทำให้เราจ่ายค่างวดต่อเดือนน้อยลงก็จริง แต่มันก็ทำให้เราเป็นหนี้เพิ่มขึ้นมาด้วย ทางที่ดีเราน่าจะลองหาวิธีลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปก่อนหรือหารายได้เสริมเพิ่มเติมจะดีกว่า หรือโหดร้ายที่สุดถ้าเรายังพอใช้รถขนส่งสาธารณะได้ก็ขายรถยนต์ไปก่อน เราจะได้เงินบางส่วนกลับมาแถมยังไม่เป็นหนี้เพิ่มอีกด้วย 

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
error: