เป็น Startup ประหยัดภาษีได้ยังไงบ้าง ?

   Money Buffalo

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

ช่วงนี้กระแส Startup มาแรงแซงทางโค้งมากๆ ทั้งกลุ่มคนที่ทำ Startup ก็ดีมีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่มาตลอด หลายๆครั้งเห็นแล้วก็แบบ เฮ้ยยยย ! แบบนี้ก็คิดได้เน้าะเจ๋งๆ หรือว่าจะเป็นกลุ่มนักลงทุนก็ตาม เล็งมอง Startup ว่าเป็นอะไรที่น่าสนใจ ถึงแม้ว่าจะมีโอกาสลงทุนแล้วล้มเหลวสูงถึง 95% ก็ตาม !!

แต่พี่ทุยว่าหลายๆคนต้องสงสัยแน่ๆเลยว่า ….

Startup ที่เราเรียกกันติดปาก มันต่างจาก SME ยังไงกัน ?

Startup และ SME มีจุดที่ต่างกันก็คือเรื่อง “การเติบโต” หรือพูดได้ว่า Startup จะต้องมีการเติบโตที่รุนแรงกว่า SME หลายเท่ามาก จากข้อมูลที่พี่ทุยดูมา โตปีนึงก็ต้องอย่างน้อย 1000% หรือ 10 เท่าในแต่ละปี และเหตุผลที่ Startup จำเป็นต้องโตเร็ว เพราะว่า Startup จะใช้อินเตอร์เน็ตเป็นสื่อของสินค้าของเค้า เพื่อที่จะได้เข้าถึงคนทุกเพศทุกวัยที่ใช้อินเตอร์เน็ต ปัญหามันเลยอยู่ตรงที่ว่า ตอนเนี้ยใครก็ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นหน้าร้านได้ทั้งนั้น ทำให้โอกาสการแข่งขันก็ยิ่งสูงขึ้นไป ก็เป็นกลายๆว่า ถ้าเราไม่โตเราก็จะโดนแย่งพื้นที่ตลาดไปนั่นเอง

ประเด็นนี้แหละทำให้ Startup แตกต่างจาก SME โดยสิ้นเชิง คู่แข่งทางการค้าของเหล่า Startup คือ “โลกทั้งใบ” ก็ไม่ผิด แต่คู่แข่งของ SME จะเป็นแค่ร้านที่อยู่แถวๆนั้นแหละ

แต่ประเด็นที่น่าสนใจที่น่าสนับสนุนให้คนไปเป็น startup มากขึ้นก็คือ “ภาษีเงินได้” ตอนนี้ใครที่ทำ Startup จะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี พี่ทุยคิดว่าแจ่มอยู่เหมือนกันนะ เพราะว่าได้สิทธิ์ไม่ต้องจ่ายภาษีตั้ง 5 ปี แค่ต้องเข้าเงื่อนไขตามที่เฮียสรรพากรกำหนด ลองเข้าไปอ่านตามลิ้งค์นี้ได้เลย …

http://www.rd.go.th/publish/fileadmin/user_upload/kormor/newlaw/dc602.pdf

แล้วหลังจากพ้นช่วงสิทธิ์ ฟรีภาษี 5 ปีไปแล้ว ก็จะเสียภาษีตามเกณฑ์นี้

รายได้ตั้งแต่ 0 – 300,000 บาทแรก ได้รับยกเว้น

รายได้ 300,001 – 3,000,000 บาท เสียภาษี 15%

รายได้ตั้งแต่ 3,000,001 บาทขึ้นไป เสียภาษี 20%

พี่ทุยว่าเรื่องพวกนี้น่าสนมากๆนะสำหรับคนที่ต้องการทำ Startup อยู่แล้ว ลองไปปรับจูนตัวกิจการเราให้เข้าเงื่อนไขดู ก็มีสิทธิ์ฟรีภาษียาวๆเลยจ้า มออออออว์

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile