5 วิธี "หนีภาษี" แบบถูกกฎหมาย

5 วิธี “หนีภาษี” แบบถูกกฎหมาย

2 min read  

ฉบับย่อ

  • “ภาษีเงินได้” เป็นรายจ่ายของคนที่มีเงินได้ จะต้องจ่าย ไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือหลบหนีได้ แต่สามารถบริหารจัดการให้เสียน้อยหรือประสิทธิภาพมากที่สุดได้
  • หลักการบริหารภาษีอย่างถูกกฎหมายสามารถทำได้หลายวิธีทั้งกระจายหน่วยภาษี กระจายเงินได้  การลดเงินได้สุทธิ การเปลี่ยนประเภทของเงินได้ การเลื่อนรับรู้รายได้ รวมไปถึงการใช้สิทธิ Final Tax

พี่ทุยว่าหลาย ๆ คนตอนนี้เป็นกังวลเรื่องการจ่าย “ภาษี” กันมาก โดยเฉพาะช่วงปลายปีแบบนี้ยิ่งเป็นกังวลกันใหญ่ เหมือนที่งานวิจัยหลายงานบอกไว้ว่า ถ้างานของเราใกล้ถึง Deadline เราจะทำกันได้ดีและเร็วเป็นพิเศษ ฮ่าๆ วันนี้พี่ทุยเลยมีเคล็ดลับ การ “หนีภาษี” แบบถูกกฏหมาย เพื่อให้เสียภาษีน้อยลงมาฝากกัน รับรองได้เลยว่า แต่ละวิธีเด็ด ๆ ทั้งนั้น ! ในบทความนี้พี่ทุยจะเน้นเรื่องภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดาเป็นหลักก่อนนะ

1. กระจายหน่วยภาษี และกระจายเงินได้ ช่วย “หนีภาษี” ได้

อย่างที่เรารู้กันว่า “ภาษีเงินได้” ของประเทศเราเป็นเป็น “อัตราก้าวหน้า” ยิ่งมีรายได้สูงจะเสียภาษีสูง โดยตามฐานภาษีแล้วเราจะเสียภาษีตามนี้เลย

5 วิธี "หนีภาษี" แบบถูกกฎหมาย

ตัวอย่างง่าย ๆ เช่นถ้ามีรายได้ 1,000,000 บาท แล้วเรารับรายได้มาคนเดียวเลย เราจะเสียภาษี 97,000 บาท แต่ถ้าเราแยกรายได้เป็น 500,000 บาท กับ 500,000 บาท โดยแบ่งรับ 2 คน ก็จะเสียภาษีคนละ 18,500 บาท รวมกันก็ 37,000 บาทเท่านั้น เพียงแค่เท่ากับแค่นี้ก็สามารถประหยัดภาษีไปได้ 78,500 บาท !

สำหรับใครที่มีการทำธุรกิจกับเพื่อนหรือรับงานฟรีแลนซ์ต่าง ๆ เงินได้ที่ได้ก็จะเป็นรายได้ที่ไม่ใช่ 40(1) ที่เป็นเงินเดือนประจำปกติ ก็ควรรับรายได้คนละส่วนเท่า ๆ กันไปเลย หรือถ้าผู้จ้างงานไม่ยอมก็ควรนำเงินเข้าคนที่ “ฐานภาษี” ต่ำกว่าก็จะช่วยให้เราเสียภาษีน้อยลงได้

2. การลดเงินได้สุทธิ

วิธีนี้เป็นวิธีที่นิยมที่สุดแล้วล่ะ อาจจะเพราะง่ายและสะดวกที่สุด นั่นก็คือ การใช้ “สิทธิลดหย่อน” ต่างๆ เช่น ซื้อ SSF RMF ประกันชีวิตต่างๆ ดอกเบี้ยกู้บ้านเพื่อที่อยู่อาศัย ฯลฯ ก็จะช่วยให้เราเสียภาษีลดลง วิธีนี้น่าจะใช้บริหารภาษีกันเป็นประจำอยู่แล้ว

แต่อีกวิธีหนึ่งก็คือ เปลี่ยนเงินได้บางอันเป็นเงินได้ที่รับได้การ “ยกเว้นภาษี” สำหรับมนุษย์เงินเดือนแบบเรา ๆ มักจะมีการเบิกค่าอะไรหลาย ๆ อย่างที่นอกเหนือเงินเดือนอยู่เหมือนกัน เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าเบี้ยประกัน ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าพาหนะ ค่าอบรม ค่าน้ำมันในการเดินทาง ฯลฯ

เพราะอย่าลืมว่าเงินเดือนที่เราได้รับจริง ๆ อาจจะรวมค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไว้ ที่อาจจะคุ้น ๆ กันในชื่อ Base Salary แล้วพอรวมก็จะสูงขึ้น เราอาจจะไปเจรจาของให้นายจ้างเปลี่ยนเงินได้บางส่วนเป็นเงินได้ที่ไม่เสียภาษีก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่อันนี้ก็ขึ้นอยู่การเจรจาของแต่ละคน

3. การแปลงประเภทเงินได้ เพื่อหักค่าใช้จ่าย

เป็นที่เรารู้กันว่าถ้าเป็นมนุษย์เงินเดือนแล้วการภาษีโดยทั่วไปจะเสียกันเฉพาะ 40(1) + 40(2) เท่านั้น แต่ข้อจำกัดก็คือรายได้ 40(1) + 40(2) หักค่าใช้จ่ายได้สูงสุด 100,000 บาทเท่านั้น แต่รายอื่น ๆ ที่เป็น 40(3) ถึง 40(8) จะสามารถหักค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมได้ เช่น การเปลี่ยนเงินได้ประเภทที่ 1 เป็น ประเภทที่ 6 หรือการเปลี่ยนเงินได้ประเภทที่ 2 เป็นประเภทที่ 8 จะทำให้เราหักค่าใช่จ่ายได้เยอะขึ้นตามความเหมาะสม แล้วเมื่อหักค่าใช่จ่ายได้เยอะขึ้นก็จะเสียภาษีลดลงนั่นเอง ! แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับลักษณะของงาน อาชีพ รวมถึงวิจารณญาณของเจ้าหน้าที่สรรพากรด้วยนะ

4. การกำหนดเวลาการรับเงินได้

สำหรับใครที่มีรายได้ไม่สม่ำเสมอ การขอเลื่อนรายได้ออกไปเพื่อให้รายได้บางส่วนไปเสียภาษีปีหน้าก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลวเช่นกัน เหมือนตัวอย่างที่รับเงิน 1,000,000 บาท ที่แบ่งออกเป็น 500,000 บาท 2 ก้อนเลย เพียงแค่เราไปขอเจรจาผู้จ้างงานให้แบ่งเงินโอนมาให้เราเป็น 2 ก้อน ก้อนแรกปีภาษีนี้ แล้วอีกก้อนก็ให้ข้ามปีภาษีเป็นปีหน้าไปเลยก็สามารถทำได้ ฐานภาษีเราก็จะเริ่มคำนวณใหม่ได้เหมือนกัน

5. “หนีภาษี” ด้วยการเลือกรวมหรือไม่รวมเสียภาษีปลายปี

วิธีนี้สำหรับคนที่มีรายได้จากการลงทุนก็จะสามารถประหยัดภาษีได้ วิธีนี้เราคุ้นชื่อกันที่เรียกว่า “Final Tax

เรื่องภาษีเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก ๆ เกมนี้วัดกันที่ว่าใครละเอียดกว่าก็จะยิ่งประหยัดภาษีได้มาก แล้วยิ่งยุคนี้เป็นยุคที่ต้องมีรายได้หลาย ๆ ทางถึงเรียกว่าปลอดภัย รายได้ทางอื่น ๆ ที่เพิ่มขึ้นนอกจากเงินเดือนนี่แหละ ที่มีช่องทางให้เราบริหารภาษีได้อีกเพียบเลย !! เมื่อเราเสียภาษีน้อยลง นั่นแปลว่าเราก็มีเงินออมมากขึ้นนะ

สำหรับใครที่งง ๆ หรือสงสัยเรื่องภาษี ลองหลังไมค์มาคุยกันได้นะ พี่ทุยจะทยอยตอบให้ทุกคนเลยน้าาาาาาา

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Forex" FXTM
"Forex" FXTM
error: