ทำไม หุ้น Luxury Brand จึงน่าสนใจ - เติบโตแค่ไหน จะสู้ Fed ขึ้นดอกเบี้ยได้หรือเปล่า

ทำไม “หุ้น Luxury Brand” จึงน่าสนใจ ? – เติบโตแค่ไหน จะสู้ Fed ขึ้นดอกเบี้ยได้หรือเปล่า

4 min read  

ฉบับย่อ

  • Secular Growth เป็นบริษัทที่มีอัตรากำไรสุทธิสูงแถมยังเติบโตเด่น เพราะสินค้าหรือบริการอยู่ในกระแส Megatrend อีกด้วย เช่น Luxury Brand, Big Tech
  • การสร้างภาพลักษณ์และตำแหน่งของแบรนด์อย่างเข้มงวด ทำให้รายได้และกำไรของกลุ่มอุตสาหกรรมนี้ก้าวผ่านช่วงเวลาสุดยากลำบากได้เสมอ แถมยังได้รับแรงหนุนจาก “การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง” ประกอบไปด้วย 2 ปัจจัยสำคัญ คือ E-Commerce และการบริโภคจากประชากรจีน(และสหรัฐฯ) ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
  • ตลาด Resale และการปล่อยเช่าเป็นอีกเทรนด์ใหม่มาแรงช่วงโควิด-19 แพร่ระบาด ผลสำรวจชี้ว่า 18% ของผู้ซื้อพิจารณาราคา Resale ก็ซื้อสินค้า Luxury ส่วนผู้บริโภค Gen Z ให้ความสำคัญถึง 23% ส่วนหนึ่งก็เพราะ Gen Z ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
คอร์สออนไลน์ | สอน "เล่นหุ้น" เชิงเทคนิค (Technical Analysis) สำหรับมือใหม่ แบบ Step by Step จาก 0-100
คอร์สออนไลน์ | สอน "เล่นหุ้น" เชิงเทคนิค (Technical Analysis) สำหรับมือใหม่ แบบ Step by Step จาก 0-100

ท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 ที่หลายธุรกิจประสบปัญหาและยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ แต่กลุ่มธุรกิจจำพวก “หุ้น Luxury Brand” กลับสามารถผ่านวันเวลาเหล่านั้นมาได้และเติบโตอย่างมหาศาล ด้วยผลประกอบการที่น่าประทับใจ

ยิ่งช่วงปี 2022 ที่ตลาดหุ้นช่วงนี้ผันผวนจากแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เหล่าผู้เชี่ยวชาญในวงการจึงได้แนะนำให้หันมาลงทุนหุ้น Value เพื่อลดผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้

ซึ่งหุ้นกลุ่มที่ได้ทั้งความเป็นหุ้น Value แถมยังมีการเติบโตอีกด้วย นั่นก็คือกลุ่ม Secular Growth ซึ่งครอบคลุมหลายบริษัทที่ทั้งเติบโตและอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา อย่างเช่น Luxury Brand ที่พี่ทุยจะมาสรุปให้ฟังกัน

Secular Growth คืออะไร?

หุ้นประเภท Secular Growth เป็นบริษัทที่มีอัตรากำไรสุทธิสูงแถมยังเติบโตเด่น เพราะสินค้าหรือบริการอยู่ในกระแส Megatrend อีกด้วย เช่น Luxury Brand, Big tech ทำให้ได้รับผลกระทบจากวัฏจักรเศรษฐกิจน้อย ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่โดดเด่นของหุ้นกลุ่มนี้ นอกจากนั้นสินค้าหรูหราเหล่านี้กลายเป็นสินค้าหมวด “ของมันต้องมี” สำหรับผู้คนยุคนี้ไปแล้ว 

บทความนี้พี่ทุยขอพาไปดูความน่าสนใจของ Luxury Brand และ Big tech บางบริษัทที่ปั้นแบรนด์ให้ก้าวขึ้นมาเป็นสินค้าหรูหรา พร้อมช่องทางลงทุนง่าย ๆ ด้วยเงินไม่เกิน 1,000 บาท ผ่านกองทุนรวมในประเทศไทย

จุดเด่นของกลุ่มแบรนด์หรูหรือ หุ้น Luxury Brand

การก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในสินค้าที่ทุกคนอยากได้ ส่งให้รายได้และกำไรของกลุ่มอุตสาหกรรมนี้ก้าวผ่านช่วงเวลาสุดยากลำบากได้เสมอ สิ่งเหล่านี้เกิดจากการสร้างภาพลักษณ์และตำแหน่งของแบรนด์อย่างเข้มงวด ซึ่งบริษัทส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้ใช้การบริหารแบบ In-house

การบริหารแบบ In-house ช่วยให้ควบคุมคุณภาพและประสิทธิภาพได้ดี แต่อาจทำให้ขยายกำลังการผลิตได้ยาก แต่คงไม่ใช่ปัญหาสำหรับแบรนด์เหล่านี้เพราะยิ่งสินค้ามีปริมาณจำกัดก็ยิ่งหนุนภาพลักษณ์แบรนด์ให้แกร่งขึ้น

การตลาดที่เน้นการสร้างภาพลักษณ์ผ่านเซเลป ทำให้สินค้าหรูหราประเภทกระเป๋า เสื้อผ้า และเครื่องประดับ กลายเป็นสินค้าหรูหราอันดับหนึ่งในมุมมองประชากร Gen Y และ Gen Z ซึ่งเป็นกลุ่มที่ก้าวขึ้นมาเป็นกำลังซื้อหลักของโลกแทนที่ Gen X และ Baby Boomer ดังนั้นจะเรียกว่าเป็นกลุ่มที่เกาะกระแส Megatrend ก็ได้ เพราะกระแสนี้ยังอยู่ไปอีกนานจนกว่า Gen Y และ Gen Z จะแก่ตัว หรือมีอะไรมาแทนที่ความนิยมในสินค้าเหล่านี้ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีอะไรแทนที่ได้เลย

กำลังซื้อจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

ทำไม หุ้น Luxury Brand จึงน่าสนใจ - เติบโตแค่ไหน จะสู้ Fed ขึ้นดอกเบี้ยได้หรือเปล่า

ความนิยมในกลุ่มคนทำงานและวัยรุ่น Gen Y และ Gen Z ส่งให้ทศวรรษที่ผ่านมารายได้ของกลุ่ม Luxury Brand เติบโตทุกปี แม้จะลดลงบ้างในปีที่เกิดวิกฤติแต่ก็กลับมาเติบโตทันทีในปีต่อมา เรียกได้ว่ารักษาการเติบโตได้แม้เศรษฐกิจจะไม่ค่อยดี โดยปี 2019 มูลค่าการซื้อขายสินค้าอยู่ที่ 281,000 ล้านยูโร ส่วนปี 2020 ร่วงมาที่ 220,000 ล้านยูโร จากนั้นปี 2021 ฟื้นมาที่ 283,000 ล้านยูโร

“การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง” เป็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จเหล่านั้น ประกอบไปด้วย 2 ปัจจัยสำคัญ คือ E-Commerce และการบริโภคจากประชากรจีน(และสหรัฐฯ) ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

  • E-Commerce

ผลสำรวจจาก THEINDUSTRY.FASHION เผยว่า 78% ของนักชอปสินค้า Luxury ยังมองว่าการสัมผัสและเห็นสินค้าจำเป็นต่อประสบการณ์ซื้อสินค้า Luxury ส่วน Gen Y เป็นกลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับโอกาสทดลองสินค้าก่อนซื้อ แม้จะดูเหมือนว่าช่องทางออนไลน์ยังไม่ได้เป็นช่องทางหลัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าช่องทางออนไลน์จะไม่มีส่วนส่งเสริมรายได้หรือก้าวขึ้นมามีบทบาทได้เช่นกัน

Bain & Company บริษัทที่ปรึกษาสัญชาติอเมริกันเผยว่าปริมาณการซื้อสินค้า Luxury ผ่านช่องทางออนไลน์ระหว่างปี 2019 ถึง 2020 เพิ่มขึ้นถึง 50% และปี 2020 ถึง 2021 เพิ่มขึ้นอีก 27% ทำให้มีมูลค่าการซื้อขายประมาณ 62,000 ล้านยูโร คิดเป็น 21.9% ของการซื้อขายสินค้า Luxury ทั้งหมด โดยเว็บไซต์ของแบรนด์โดยตรงมีส่วนแบ่ง 40% ของการซื้อขายออนไลน์ เพิ่มขึ้นจากปี 2019 ที่ 30% ตัวเลขการเติบโตนี้ชี้ชัดว่าช่องทางออนไลน์ช่วยพยุงยอดขายในช่วงโควิด-19 แพร่ระบาด

ด้านสื่อ Social media เป็นอีกช่องทางที่บริษัทแบรนด์หรูใช้ทำการตลาด มีผลสำรวจจาก THEINDUSTRY.FASHION ชี้ว่า Instagram คือ Social Media ที่มีอิทธิพลชี้นำการซื้อสินค้า Luxury ของกลุ่มเป้าหมายแบรนด์หรูอย่าง Gen Y ถึง 58% และ Gen Z ที่ 53% ขณะที่ Facebook อาจไม่ใช่เป้าหมายหลักเพราะมีอิทธิพลต่อกลุ่ม Gen X 73% และ Baby Boomer ที่ 86% ซึ่งไม่น่าเป็นเป้าหมายหลัก

  • การบริโภคจากประชากรจีน (และสหรัฐฯ) ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

สัดส่วนการบริโภคสินค้า Luxury จากประเทศจีนเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปี 2019 มาอยู่ที่ 21% ของทั่วโลก เนื่องด้วยชาวจีนเดินทางออกนอกประเทศไม่สะดวก เมื่อดูการแบ่งสัดส่วนจากสัญชาติของผู้บริโภคแล้วก็พบว่าสัดส่วนประชากรจีนอยู่ที่ราว 21-23% นับว่าเทียบเท่ากับประชากรทั้งทวีปยุโรป

ซึ่งก็เป็นเพราะกำลังซื้อจาก Gen Y และ Gen Z ที่รับมรดกความมั่งคั่งจากคนรุ่นก่อนแถมยังมีภาระค่าใช้จ่ายเริ่มต้นน้อยกว่าสวนทางคนรุ่นก่อนที่มักเริ่มชีวิตวัยทำงานด้วยการซื้อที่พักอาศัย มีคาดการณ์ว่าประเทศจีนจะเป็นตลาดอันดับ 1 ของโลกภายในปี 2025

ทำไม หุ้น Luxury Brand จึงน่าสนใจ - เติบโตแค่ไหน จะสู้ Fed ขึ้นดอกเบี้ยได้หรือเปล่า

ด้านสัดส่วนการบริโภคจากประเทศสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจาก 30% เมื่อปี 2019 มาที่ 31% ในปี 2021 ซึ่งดูเหมือนไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ผู้บริโภคสัญชาติอเมริกันที่ปี 2019 มีสัดส่วน 22% กลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนปี 2021 ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ที่ 30-32% ส่วนหนึ่งก็เพราะมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐที่ทำให้ประชาชนมีเงินเหลือเก็บมากขึ้น ผลเลยปรากฎผ่านกำลังซื้ออันมหาศาลเช่นนี้

ตลาด Resale และการปล่อยเช่าหนุนยอดขายสินค้าใหม่

ตลาด Resale และการปล่อยเช่าเป็นอีกเทรนด์ใหม่มาแรงช่วงโควิด-19 แพร่ระบาด ความต้องการที่มากจนสินค้าขาดแคลนโดยเฉพาะกระเป๋าและนาฬิกา ราคาสินค้า Resale ก็เพิ่มขึ้นทำให้สินค้าแบรนด์หรูเหล่านี้กลายเป็นการลงทุนขึ้นมาทันที เมื่อเป็นเช่นนั้นผู้คนก็กล้าที่จะจ่ายเพราะรู้ว่ายังไงก็ตามถ้าขายต่อก็ได้กำไร หรือจะหันไปปล่อยเช่าหารายได้เพิ่มก็ยังได้

ผลสำรวจชี้ว่า 18% ของผู้ซื้อพิจารณาราคา Resale ก็ซื้อสินค้า Luxury Brand ส่วนผู้บริโภค Gen Z ให้ความสำคัญถึง 23% ส่วนหนึ่งก็เพราะ Gen Z ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น

พี่ทุยเชื่อว่าการขึ้นดอกเบี้ยจะส่งผลกระทบต่อหุ้นทุกกลุ่มอุตสาหกรรม แต่เมื่อเวลาผ่านไปนักลงทุนก็จะเข้าลงทุนด้วยปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งพร้อมผลประกอบการที่เติบโตอย่างโดดเด่น ซึ่งบริษัทกลุ่ม Luxury Brand ตอบโจทย์เหล่านั้นด้วยปัจจัยที่พี่ทุยเล่าให้ฟัง

ถ้าใครสนใจบริษัทกลุ่มนี้ก็สามารถลงทุนได้ผ่านกองทุนรวมในประเทศไทยโดยใช้เงินเพียง 1,000 บาทเท่านั้น พี่ทุยรวมกองทุนเหล่านั้นมาไว้ในบทความนี้แล้ว

PICTET FUNDS (LUX) – PREMIUM BRANDS

ค้นหาโอกาสการลงทุนผ่านบริษัท Luxury Brand ทั่วโลก พร้อมคัดสรรด้วยเกณฑ์ ESG เพื่อให้ได้บริษัทที่เติบโตและมีคุณสมบัติที่ดีทั้งทางสิ่งแวดล้อม สังคม และการบริหาร ตัวอย่างบริษัทที่กองทุนลงทุน เช่น Marriott International, LVMH, Estee Lauder, Hilton Worldwide Holdings เเละ Apple เป็นต้น

LO Funds – World Brands

มุ่งเน้นการลงทุนด้านการบริโภคที่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตเชิงโครงสร้าง ซึ่งแบรนด์ที่ทรงพลังจะเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้บริษัทสามารถแข่งขันในระยะยาวพร้อมผลตอบแทนที่เติบโตอย่างยั่งยืน ตัวอย่างบริษัทที่กองทุนลงทุน เช่น Richemont, Hermes, LVMH, Estee Lauder สอดแทรกด้วยแบรนด์ฝั่ง Big tech อย่าง Apple, Alphabet เเละ Adobe เป็นต้น 

พี่ทุยขอบอกว่ามีกองทุนในประเทศไทยที่ไปลงทุนใน 2 กองทุนรวมดังกล่าวนี้อยู่เหมือนกันนะ

อย่างไรก็ตาม การลงทุนมีความเสี่ยง ยิ่งผลตอบเเทนสูง ความเสี่ยงก็ยิ่งมากขึ้น ดังนั้น พี่ทุยย้ำเสมอว่า ก่อนจะตัดสินใจลงทุนอะไรก็ตาม ควรศึกษาทำความเข้าใจให้ดีเสียก่อน 

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"เปิดบัญชี Windsor Broker"
"เปิดบัญชี Windsor Broker"
error: