ตลาดหุ้นจีน 2024 ลงแล้ว ลงอยู่ ลงต่อ? ควรขายทิ้งหรือช้อนดี?

ตลาดหุ้นจีน 2024 ลงแล้ว ลงอยู่ ลงต่อ? ควรขายทิ้งหรือช้อนดี?

4 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • ปี 2023 ตลาดหุ้นจีนทำผลงานได้แย่ที่สุดเทียบกับสินทรัพย์ทั่วโลก ซึ่งเป็นการทำผลงานแย่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2021 ขณะที่เปิดต้นปี 2024 ดัชนี CSI300 ทำสถิติต่ำสุดในรอบ 5 ปี ส่วนดัชนี Hang Seng China Enterprises ทำสถิติต่ำสุดในรอบเกือบ 20 ปี 
  • ปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นจีนปรับลดลง มาจากวิกฤติในภาคอสังหาฯ ที่กระทบเศรษฐกิจ นักลงทุนคาดหวังเห็นการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่ก็ผิดหวังเมื่อยังไม่เห็น และจีนยังเผชิญสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ขณะที่หลังหุ้นตกอย่างมาก มีกระแสข่าวว่าทางการจีนเตรียมระดมเงิน 2 ล้านล้านหยวนมาพยุงตลาดหุ้นจีน 
  • ขาดทุนหนักหุ้นจีนอยู่ แนะนำไม่เชื่อในตลาดจีนแล้วให้ตัดใจสับเปลี่ยนไปอยู่ในสินทรัพย์ที่เสี่ยงต่ำ ถ้าต้องการใช้เงินระยะใกล้ หรือสับเปลี่ยนไปตลาดหุ้นอื่นที่มองว่ายังมีโอกาส แต่ต้องทำความเข้าใจว่าก็มีโอกาสขาดทุนได้อีกแบบจีน หรือถ้ายังเชื่อมั่นในจีนอยู่ ก็ถือต่อไป แต่ไม่แนะนำให้ซื้อเพิ่มเติมในช่วงนี้

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

ปี 2023 ที่ผ่านมา ไม่ใช่ปีที่สวยงามสำหรับตลาดหุ้นจีนสักเท่าไหร่ แถมเปิดมาต้นปี ตลาดหุ้นจีน 2024 ก็ยังดิ่งลงไปอีก จนคนที่ถือกองทุนรวมหุ้นจีนหลายคน ขาดทุนกันหลัก 40-60% แบบว่าเห็นตัวเลขแล้ว ไม่กล้าเปิดมาดูอีกนาน ทำไมตลาดหุ้นจีนถึงลงแรงขนาดนี้ แล้วปี 2024 นี้ มีความหวังจะฟื้นคืนชีพได้บ้างรึเปล่า วันนี้พี่ทุยจะมาสรุปให้ฟัง 

ผลตอบแทนหุ้นจีนในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

  • ปี 2014 +8.3%
  • 2015 -7.6%
  • 2016 +1.1%
  • 2017 +54.3%
  • 2018 -18.7%
  • 2019 +23.7%
  • 2020 +29.7%
  • 2021 -21.6%
  • 2022 -21.8%
  • 2023 -11% 

ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี 1%

ตลาดหุ้นจีน 2024 ลงแล้ว ลงอยู่ ลงต่อ? ควรขายทิ้งหรือช้อนดี?

ถ้าดูจากข้อมูลสรุปผลตอบแทนของ BlackRock แล้ว ก็จะพบว่า ปี 2023 ที่ผ่านมา ผลงานหุ้นจีนที่ดูตัวเลขจากดัชนี MSCI China Index ซึ่งมัดรวมหุ้นขนาดใหญ่และขนาดกลางที่เป็นตัวแทนในตลาดหุ้นจีน A-Share, H-Share, B-Share, Red chips, P chips และ ADRs เอาไว้เป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดเมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่น ๆ ซึ่งก็เป็นการแย่ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 หลังจากที่เคยทำสถิติให้ผลตอบแทนดีที่สุดในปี 2020 

ขณะที่ เมื่อเข้าสู่ปี 2024 ตลาดหุ้นจีน ก็ยังคงทำสถิติไม่ดีต่อเนื่อง โดยดัชนี CSI300 ของจีนแผ่นดินใหญ่ หรือ A-Share ปรับตัวลดลงไปทำสถิติต่ำสุดในรอบ 5 ปี ในช่วงกลางเดือน ม.ค. ขณะที่ดัชนี Hang Seng China Enterprises หรือ H-Share ก็ทำสถิติต่ำสุดเช่นกัน โดยล่าสุดวันที่ 22 ม.ค. ที่ผ่านมา ลดลงจนเข้าใกล้ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 20 ปี  

ปัจจัยที่ทำให้ ตลาดหุ้นจีน 2024 ลงต่อเนื่อง 

  • วิกฤติภาคอสังหาฯ ที่ลงลึก จนกดดันทำให้เกิดภาวะเงินฝืด และส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจจีน
  • นักลงทุนคาดหวังให้จีนมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงรุกมากขึ้น โดยล่าสุดคาดหวังนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นจากธนาคารกลางจีน แต่ก็ผิดหวัง เมื่อธนาคารกลางจีนตัดสินใจคงต้นทุนการกู้ยืมไว้ในระดับเดิม ไม่ได้ปรับลดลง  
  • นักลงทุนต่างชาติย้ายเงินจากตลาดหุ้นจีน H-Share ไปยังตลาดหุ้นญี่ปุ่นและตลาดหุ้นเอเชียอื่น 
  • ตลาดหุ้นอื่นทั่วโลกปรับขึ้นจากหุ้นกลุ่มชิปที่เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ว่าจีนเผชิญสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ถูกจำกัดการเข้าถึงชิปขั้นสูง 
  • ดัชนี CSI Smallcap 500 ซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิงของอนุพันธ์หลายรายการปรับลดลงจนเข้าใกล้ระดับที่จะถูกบังคับขาย
  • ความกังวลด้านอุปสงค์บริโภคในประเทศที่ชะลอตัว ตัวเลขเศรษฐกิจหลาย ๆ ตัว ที่ไม่ขยายตัวได้ตามคาด

รัฐบาลจีนเตรียมระดม 2 ล้านล้านหยวน พยุง ตลาดหุ้นจีน 2024

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดก็มีข่าวดีนิดหน่อย เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2024 ซึ่งเป็นกระแสข่าวที่ออกมาหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีที่มีนายกรัฐมนตรีหลี่เฉียง เป็นประธาน ซึ่งระบุไว้ว่า จะมีการยกระดับการอัดฉีดเงินกองทุนระยะกลางและระยะยาวในตลาดทุน เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและส่งเสริมการพัฒนาที่ดี

Bloomberg ระบุว่า มีแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องเปิดเผยว่า หน่วยงานกำกับของจีน กำลังพิจารณามาตรการเพื่อรักษาเสถียรภาพตลาดหุ้นอยู่ โดยหน่วยงานที่กำหนดนโยบายกำลังหาทางระดมเงินประมาณ 2 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 278,530 ล้านดอลลาร์) จากบัญชีที่อยู่นอกประเทศของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกองทุนรักษาเสถียรภาพ เพื่อเข้ามาซื้อหุ้นในประเทศ ผ่านโครงการ Hong Kong Exchange link ซึ่งก็คือการซื้อหุ้นจีนที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง

นอกจากนี้ยังจัดสรรเงินทุนจากท้องถิ่นอย่างน้อย 3 แสนล้านหยวน เพื่อลงทุนหุ้นในประเทศผ่าน China Securites Finance Corp หรือ Central Huijin Investment ด้วย ซึ่ง หลังจากข่าวนี้ออกมาไม่นาน ก็ทำให้หุ้นจีนปรับขึ้นทันที 

มุมมอง ตลาดหุ้นจีน 2024 ของสถาบันต่าง ๆ

ถึงแม้จะมีข่าวดีออกมาแล้ว แต่พี่ทุยเชื่อว่า หลายคนก็ยังไม่ไว้ใจตลาดหุ้นจีนอยู่ วันนี้พี่ทุยเลยขอเก็บมุมมองของนักลงทุนสถาบันที่มีต่อจีนมาให้คร่าว ๆ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจเกี่ยวกับหุ้นจีน ดังนี้ 

Allianz Global Investors

  • ในระยะยาวเศรษฐกิจจีนยังคงมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องและจะแซงหน้าเศรษฐกิจตะวันตกส่วนใหญ่ได้ในที่สุด
  • คาดว่า GDP จีนปี 2024 จะเติบโตประมาณ 4.5-5% แต่เป้าหมายนี้จะเป็นไปได้ต้องมีมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐออกมาเท่านั้น 
  • นักลงทุนยังต้องการเห็นกรอบการทำงานที่สอดคล้องกันมากขึ้นในการฟื้นฟูและปรับโครงสร้างภาคอสังหาริมทรัพย์  
  • จีนยังอยู่ในช่วงต้นของการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเติบโตด้วยโครงสร้างใหม่บนพื้นฐานเทคโนโลยีใหม่ๆ เท่านั้น 
  • มูลค่าตลาดหุ้นจีนตกต่ำลงไปมาก โดยดัชนี MSCI China A Onshore ซื้อขายใกล้ระดับ ราคาต่อกำไรต่อหุ้นในอนาคต (forward P/E) ที่ 11 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระดับยาว สิ่งที่จะทำให้ตลาดจีนพลิกกลับมาได้ คือ จีนต้องพิสูจน์ให้เห็นว่ามีความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจมากกว่าที่คาดการณ์กันไว้ 
  • ภาพตลาดและเศรษฐกิจมหภาคที่อ่อนแอ บ่งบอกว่า 3 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนอาจจะมองโลกในแง่ดีเกินไปเกี่ยวกับจีน จึงนำมาสู่ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น 

JP Morgan

  • นักลงทุนยังต้องเผชิญความท้าทายจากการลงทุนสินทรัพย์ในจีนต่อไป 
  • ในตลาดหุ้น นักลงทุนมีความคาดหวังต่ำต่อมาตรการกระตุ้นใหม่ ๆ ที่จะออกมา 
  • คำว่าเสถียรภาพจะเป็นคำสำคัญในปี 2024 ของตลาดจีน โดยอาจหมายถึงการมีส่วนต่าง (margins) ที่ต่ำลง หรือผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) สำหรับสถาบันการเงินในจีนที่ลดลง 
  • สถานะของธนาคารในจีนยังคงเต็มไปด้วยแรงกดดันจากมหภาค การชะลอตัวของผลประกอบการ และความเสี่ยงที่ลุกลามมาจากหุ้นกู้ภาคอสังหาริมทรัพย์ผิดนัดชำระหนี้ 
  • นโยบายส่งเสริมนวัตกรรมและสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัล ทำให้เรายังมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นอินเทอร์เน็ตขนาดใหญ่ของจีน โดยเฉพาะหลังจากที่หุ้นเหล่านี้มีการปรับฐานไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยคาดว่า บางบริษัทจะมองเห็นกำไรในปี 2024 ที่สูงพอสมควร 
  • เนื่องจากยังขาดมาตรการใหม่ ๆ ออกมาสนับสนุน ทำให้เรายังคงระมัดระวังในภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีน จนกว่าจะเห็นพัฒนาในการปรับปรุงสภาพคล่องของนักพัฒนาหรือด้านยอดขาย 
  • แม้จะมีความเป็นไปได้น้อยในการออกมาตรการกระตุ้นการบริโภค แต่คาดว่าจะเห็นมาตรการที่มุ่งเน้นเจาะจงในกลุ่มย่อย เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ท่องเที่ยว รถยนต์พลังงานใหม่ และระบบอัตโนมัติ 
  • มูลค่าหุ้นจีนเวลานี้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะสั้น ซึ่งก็อาจจะยังเป็นเช่นนี้ต่อไปในช่วงที่เหลือของปีนี้ เนื่องจากความเชื่อมั่นนักลงทุนยังคงอ่อนแอ อย่างไรก็ตาม หากกำไรของบริษัทจดทะเบียนมีการฟื้นตัวต่อเนื่องในปี 2024 อาจจะทำให้นักลงทุนสบายใจมากขึ้นในด้านปัจจัยพื้นฐาน

Invesco

  • จีนอยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ โดยมี 2 แนวโน้มสำคัญที่น่าสนใจ ได้แก่ โลกาภิวัฒน์ และการมุ่งสู่ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 
  • บริษัทที่มีความสามารถทางเทคโนโลยีและมีตำแหน่งเป็นผู้นำที่แข็งแกร่ง เป็นที่รู้จักระดับโลก บริษัทเหล่านี้มีขนาดและขั้นตอนการพัฒนาที่สำคัญ อยู่ในตำแหน่งการเติบโตทั่วโลกในขั้นต่อไป 
  • จีนครอบครองห่วงโซ่อุปทานพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมถึงวัตถุดิบ พลังงานใหม่ การเปลี่ยนผ่านสมาร์ทกริด แบตเตอรี่ และรถยนต์ไฟฟ้า เชื่อว่าการมีห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางของการบริโภคและการผลิตคาร์บอนต่ำ จะทำให้ซัพพลายเออร์และบริษัทจีนมีความได้เปรียบในการแข่งขัน เสริมสร้างตำแหน่งผู้นำด้านนี้ 
  • ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงเมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่ได้รับเป็นอย่างดี  สำหรับการลงทุนในหุ้นจีน โดยเฉพาะเมื่อมูลค่าอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 10 ปี ทั้งอัตราราคาต่อกำไร และราคาต่อมูลค่าทางบัญชี
  • มองว่าทั้งหุ้นจีนที่จดทะเบียนกับตลาดในประเทศและต่างประเทศมีมูลค่าอยู่ในระดับที่น่าดึงดูดใจ

Nikko Asset Management

ตลาดหุ้นจีนในปี 2024 มีโอกาสที่มาพร้อมการเปลี่ยนแปลงไปสู่การผลิตขั้นสูง และการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี

ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังเป็นจุดอ่อนของเศรษฐกิจจีน และยังเป็นอุปสรรคต่อความเชื่อมั่นที่มีต่อตลาดโดยรวม นักวิเคราะห์บางคนมองว่า สถานการณ์อสังหาฯ ในจีนคล้ายคลึงกับสถานการณ์ภาคอสังหาฯ ในญี่ปุ่นที่หดตัว ช่วงทศวรรษปี 1990s ซึ่งอาจทำให้ตลาดหุ้นจีนอยู่ในวงจรขาลงยืดเยื้อเหมือนกับที่หุ้นญี่ปุ่นเคยเจอมาในช่วงยุคหลังฟองสบู่ 

อย่างไรก็ดี เมื่อเทียบสถานการณ์วิกฤติอสังหาฯ ญี่ปุ่นในเวลานั้น กับจีนเวลานี้ ยังมีหลายอย่างที่ต่างกัน และคิดว่ารัฐบาลจีนได้ดำเนินการเชิงรุกเพื่อถ่วงดุลความสูญเสียจากภาคอสังหาฯ ด้วยการประกาศมาตรการต่าง ๆ ออกมาเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดอสังหาฯ เช่น ยกเลิกข้อจำกัดการซื้อบ้าน ลดอัตราส่วนเงินดาวน์ และอัตราการจำนอง มีโครงการปรับปรุงหมู่บ้านในเมือง ซึ่งอาจเป็นการวางรากฐานการฟื้นตัวของภาคอสังหาฯ จีนอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีน ยังคงสูงต่อไป รวมถึงเรื่องการเข้าถึงเทคโนโลยี ที่สหรัฐฯ เพิ่มความเข้มงวดในการทำให้จีนไม่สามารถเข้าถึงชิปขั้นสูงได้ อย่างไรก็ดี บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในจีนก็ได้มีการปรับตัว ด้วยการจัดตั้งแผนกกฎหมายและความเสี่ยง เพื่อดำเนินการให้สอดคล้องกับกฎระเบียบใหม่ของรักษา เพื่อรักษากำไรให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ 

แม้สหรัฐฯ และจีนจะมีความขัดแย้งกัน แต่ก็อาจเห็นความร่วมมือกันมากขึ้นในด้านที่มีความขัดแย้งกันน้อย เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสื่อสารระหว่างกันเพื่อลดความตึงเครียดทางทหารที่สูงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา 

จีนกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงเอง มุ่งเน้นเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันระดับโลก ซึ่งก็มีความสำเร็จออกมาให้เห็นแล้ว เช่น Huawei ที่เปิดตัวสมาร์ทโฟน M60 ซึ่งมาพร้อมชิป 7 นาโนเมตรที่ออกแบบเอง และ Xiaomi ที่เปิดตัวระบบปฏิบัติการมือถือ ทำให้นักลงทุนมองว่าจีนยังเป็นคู่แข่งที่แข็งแกร่งระดับนานาชาติด้านเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค

จีนเป็นผู้นำโลกในการผลิต และส่งออกรถยนต์ไฟฟ้า การผลิตอุปกรณ์รถไฟความเร็วสูง และผลิตภัณฑ์พลังงานสีเขียวหลายรายการ

เชื่อว่ายังมีโอกาสลงทุนอยู่มากในจีน ช่วงที่จีนกำลังก้าวสู่การพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี ขณะที่บริษัทจีนบางแห่งกำลังใช้ประโยชน์จากการถูกประเมินมูลค่าต่ำในช่วงนี้ เข้าซื้อคืนหุ้น อีกทั้งมีบางบริษัทที่กำลังประกาศจ่ายเงินปันผลสูงขึ้น

การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม จะนำไปสุ่ความได้เปรียบทางการแข่งขันสำหรับบริษัทระดับกลาง โดยเฉพาะในด้านรถยนต์ไฟฟ้า สมาร์ตโฟน และเภสัชกรรม อย่างไรก็ตามบริษัทเหล่านี้ก็จะเจอความท้าทายเมื่อเข้าไปในตลาดต่างประเทศ ที่อาจจะมีกำแพงภาษีระดับสูง แต่บริษัทที่ตระหนักถึงอุปสรรคเหล่านี้ ในการวางแผนระยะยาว ก็จะหาวิธีรับมือความท้าทายนี้ไปได้

ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นความเสี่ยงหลักสำหรับนักลงทุน ในส่วนของความเสี่ยงที่จีนจะรุกรานไต้หวัน มองว่ามีโอกาสค่อนข้างต่ำ เพราะจีนให้ความสำคัญกับปัญหาเศรษฐกิจและการเมือง การนำทางเลือกทางทหารมาใช้จะมีขึ้นเมื่อถูกยั่วยุเท่านั้น

โดยสรุป เชื่อว่า จีนยังให้ผลตอบแทนที่ยั่งยืนได้ในระยะยาว สำหรับนักลงทุนที่พร้อมเผชิญความท้าทายระยะสั้นทางการเมืองและเศรษฐกิจ โดยดัชนีหุ้นจีนส่วนใหญ่ซื้อขายในระดับต่ำสุดในรอบหลายปี และหุ้นเทคโนโลยีชั้นนำในจีน เช่น พลังงานหมุนเวียน และการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ก็มีราคาไม่แพงมาก ขณะที่ การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกหลายอย่างที่จะเกิดขึ้น จะทำให้ตลาดหุ้นจีนปี 2024 มีประสิทธิภาพที่ดีกว่าปีที่ผ่านมา 

มาถึงตรงนี้ ถ้าอ่านจากมุมมองของแต่ละสถาบันแล้วก็ค่อนข้างหลากหลาย แต่หลัก ๆ สิ่งที่ทุกที่มองเหมือนกัน คือ ปัญหาอสังหาฯ ที่ยังรุมเร้าจีนอยู่ ซึ่งถ้าจีนแก้ปัญหานี้ไปได้ ก็อาจจะทำให้สถานการณ์ของจีนดูดีขึ้นในสายตานักลงทุน

ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างจีนและสหรัฐฯ คือปัจจัยที่นักลงทุนก็ต้องระมัดระวังต่อไป เพราะเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของจีน แต่ด้วยการที่จีนหันไปพึ่งพาตนเองมากขึ้นทางเทคโนโลยี ก็อาจทำให้บริษัทที่พึ่งพาตนเอง และมีความแข็งแกร่งไปได้ระดับโลกเหล่านี้ มีความน่าสนใจลงทุน และ

โดยสรุปแล้ว ถ้าดูแบบยาว ๆ หุ้นจีนก็น่าจะยังมีความน่าสนใจดีอยู่ 

ถือหุ้นจีนแล้วขาดทุนอยู่ต้องทำยังไง 

พี่ทุยคิดว่าคนที่มีหุ้นจีนอยู่ ไม่ว่าจะลงทุนโดยตรงในหุ้นจีน หรือลงทุนผ่านกองทุนรวมตอนนี้ หลายคนอาจจะเจอสถานการณ์คล้าย ๆ กันคือ พอร์ตจีนขาดทุนมากแบบ -40% หรืออาจจะไปถึง -60% เลยทีเดียว โดยเฉพาะถ้าเข้าไปซื้อตั้งแต่ช่วงปี 2019-2020 ก่อนโควิดที่ตลาดหุ้นจีนขึ้นไปค่อนข้างมาก 

คำแนะนำของพี่ทุยก็คือ ให้ย้อนกลับมาดูที่ตัวเองว่า ตกลงแล้ว เจอขาดทุนขนาดนี้ยังรับไหวรึเปล่า ถ้าไม่ไหว เจอแบบนี้ขอบาย แล้วคิดว่ายอมตัดใจขาดทุนได้ รวมถึงตัวเองมีแผนจะใช้เงินในระยะใกล้ ๆ นี้ ก็อาจจะยอมตัดใจสับเปลี่ยนเงินก้อนนี้ไปพักอยู่ในสินทรัพย์ที่เสี่ยงต่ำ ๆ แทน เช่น พันธบัตรรัฐบาล หรือกองทุนตราสารหนี้ หรืออาจจะถือเงินสดก็ได้เช่นกัน 

แต่ถ้าใจเรามองว่า ขาดทุนระดับนี้เข้าใจได้ ด้วยสถานการณ์ตลาดที่เป็นอยู่ แต่ไม่มีความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นจีนแล้วว่าจะมีอนาคตในอีกในระยะไกล ก็แนะนำให้สับเปลี่ยนไปลงทุนในตลาดหุ้นที่คิดว่ายังมีโอกาสการเติบโตในระยะยาวอยู่ 

แต่ก็ต้องทำความเข้าใจว่า ถ้าคิดจะไปถอนทุนคืน กับตลาดหุ้นอื่น กับเงินก้อนที่หายไปจากตลาดจีน ก็คงไม่ได้ใช้เวลาน้อย ๆ เช่นกัน เพราะยอดขาดทุนค่อนข้างสูง และตลาดที่เราโยกย้ายเงินไป ก็มีโอกาสที่จะไม่ดีอย่างที่คิดเหมือนกับจีน และติดลบแบบจีนได้เช่นกัน ดังนั้นถามตัวเองให้ดีว่ารับได้หรือไม่

ส่วนใครที่ขาดทุนระดับนี้ คิดว่าเป็นเรื่องเล็ก เข้าใจได้ ตั้งใจลงทุนระยะยาวอยู่แล้ว ยังเชื่อมั่นอนาคตจีนไกล ๆ ก็ถือต่อไปได้ โดยพี่ทุยแนะนำว่า ไม่ต้องเปิดพอร์ตดูบ่อย ๆ จะได้ช่วยลดทอนความไม่สบายใจลงบ้างเวลาเห็นตัวเลขในพอร์ต

แต่ทั้งนี้ พี่ทุยก็ยังไม่แนะนำให้เข้าไปช้อนซื้อหุ้นจีนเข้ามาในพอร์ตเพิ่มเช่นกัน เพราะความไม่แน่นอนยังมีอยู่อีกมาก แม้มองในระยะไกลมาก จีนอาจจะยังมีอนาคตที่ดี แต่ด้วยสถานการณ์ระยะสั้นแบบนี้ ไม่ควรจะนำเงินไปจมอยู่ในตลาดจีนมากขึ้นไปอีก แต่เอาเงินใหม่กระจายไปลงทุนในตลาดอื่นที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนที่ดีบ้างน่าจะดีกว่า 

สุดท้ายนี้ พี่ทุยก็อยากฝากไว้ว่า ไม่มีตลาดหุ้นไหนที่จะดีไปตลอด หรือแย่ไปตลอด ทุกตลาดมีวัฏจักรการเคลื่อน มีปัจจัยที่เข้ามากระทบในแต่ละปีไม่เหมือนกัน ในการลงทุนเราควรย้อนกลับไปดูที่จุดหมายตั้งต้นก่อนที่จะเริ่มลงทุนในแต่ละตลาดว่า ทำไมเราจึงเลือกลงทุนในตลาดนั้น และอีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ให้กระจายเงินลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภทหน่อย เวลาสินทรัพย์ประเภทหนึ่งแย่ ก็ยังมีสินทรัพย์อื่นในพอร์ตที่อาจจะพยุงให้พอร์ตดีได้

อ่านเพิ่ม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile