การขึ้นอัตราดอกเบี้ยส่งผลกระทบยังไงกับตลาด "ตลาดหุ้น"

การขึ้นอัตราดอกเบี้ยส่งผลกระทบยังไงกับ “ตลาดหุ้น”

 

ฉบับย่อ

  • เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหญิงคนแรกของสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ว่าอาจต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจเติบโตร้อนแรงจนเกินไป ทำให้ “ตลาดหุ้น” สหรัฐฯ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีร่วงทันที
  • การเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยส่งผลให้ราคาประเมินของหุ้นลดลง ไม่ว่าจะประเมินด้วยวิธีการคิดลดกระแสเงินสด (DCF) หรือส่วนต่างอัตราผลตอบแทนระหว่างหุ้นและพันธบัตร (Earnings Yield Gap)
  • หากพิจารณาแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อในระยะยาวและจำนวนผู้มีงานทำ ประกอบกับการส่งสัญญาณของธนาคารกลางสหรัฐฯ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะไม่เกิดขึ้นภายในไตรมาสที่ 2 และ 3 ของปีนี้อย่างแน่นอน แต่ความกังวลของตลาดทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวลงอาจเป็นโอกาสให้ได้ลงทุนในกลุ่มที่รับผลดีจากการเปิดเมือง เม็ดเงินกระตุ้น และเทคโนโลยีแห่งอนาคต

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
Krungsri Asset "กองทุน"
Krungsri Asset "กองทุน"

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา พี่ทุยเชื่อว่าหลาย ๆ คนคงจะได้ยินข่าวที่ เจเน็ต เยลเลน ได้ให้สัมภาษณ์ว่า เค้าคิดว่า FED ควรจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจ เพราะ กลัวว่าสหรัฐจะต้องเชิญกับภาวะเงินเฟ้อ บทความนี้พี่ทุยเลยจะมาเล่าให้ทุกคนฟังกันว่า มีโอกาสมากแค่ไหนที่ FED จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและมันจะส่งผลยังไงกับ “ตลาดหุ้น” บ้าง ?

เจเน็ต เยลเลน คือใคร ?

เจเน็ต เยลเลน เป็นผู้หญิงคนแรกที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้เคยดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และหัวหน้าสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ เรียกได้ว่า ผ่านประสบการณ์กับตำแหน่งที่สำคัญทางเศรษฐกิจมาอย่างโชกโชน

ในช่วงที่เจเน็ต เยลเลน ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ระหว่างปี 2014-2018 เศรษฐกิจและตลาดแรงงานฟื้นจากวิกฤติกลับมาขยายตัวอย่างแข็งแกร่งจนต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ในวันสุดท้ายที่ประธานธนาคารกลางหญิงท่านนี้ดำรงตำแหน่ง อัตราการว่างงานแตะระดับต่ำสุดในรอบ 16 ปี ที่ 4.2% และสิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือแม้จะหยุดทำ QE แล้ว แต่ก็ไม่มีการลดขนาดงบดุลธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่เพิ่มจากการทำ QE เลยแม้แต่ดอลลาร์เดียว นับเป็นการบริหารงานที่สร้างความสมดุลระหว่างความซบเซาและความร้อนแรงของเศรษฐกิจได้อย่างดีเยี่ยม

บทสัมภาษณ์ของ เจเน็ต เยลเลน

เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ให้สัมภาษณ์ในงานสัมมนาด้านเศรษฐกิจที่จัดโดย The Atlantic ว่า FED อาจต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจเติบโตร้อนแรงจนเกินไป เนื่องจากเม็ดเงินจำนวนหลายล้านล้านดอลลาร์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้รัฐบาลไบเดน

แม้ในวันเดียวกันนางเจเน็ต เยลเลนจะกล่าวเพิ่มเติมในงาน Wall Street Journal CEO Council ว่าไม่ได้มองอัตราเงินเฟ้อเป็นปัญหาต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพื่อแก้ข่าวประเด็นการขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ผลกระทบต่อ “ตลาดหุ้น” จากการให้สัมภาษณ์ เจเน็ต เยลเลน

ประเด็นเรื่องอัตราเงินเฟ้อและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นประเด็นที่ตลาดการเงินมีความกังวลตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาแล้ว

แน่นอนว่าด้วยการเป็นอดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่มีผลงานอันโดดเด่น และเพื่อนร่วมงานเก่าของประธานธนาคารกลางคนปัจจุบันอย่างนายเจอโรม พาวเวลล์ ย่อมทำให้ตลาดมองว่าคำพูดของนางเจเน็ต เยลเลน มีอิทธิพลชี้นำการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐฯ ไม่มากก็น้อย

จึงทำให้ความกังวลเพิ่มมากขึ้น และตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีร่วงทันทีที่คำพูดดังกล่าวออกสู่สาธารณะ

ทำไมการขึ้นอัตราดอกเบี้ยจึงส่งผลเสียต่อ “ตลาดหุ้น”

อัตราดอกเบี้ยส่งผลต่อการประเมินมูลค่าหุ้น

วิธีการประเมินมูลค่าหุ้นแบบคิดลดกระแสเงินสด (DCF) เป็นที่นิยมในการประเมินมูลค่าหุ้น โดยมูลค่าหุ้นที่ประเมินออกมาจะเพิ่มขึ้นถ้าหากรายได้หรือกำไรของบริษัทเพิ่มขึ้นหรืออัตราดอกเบี้ยลดลง ดังนั้น ถ้าอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นย่อมส่งผลให้มูลค่าหุ้นลดลง

ความน่าสนใจของอัตราผลตอบแทนจาก “ตลาดหุ้น” เทียบกับพันธบัตร

มีการประเมินมูลค่าหุ้นอีกรูปแบบที่ใช้ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนระหว่างหุ้นและพันธบัตรที่ เรียกว่า “Earnings Yield Gap” มีสูตรการคำนวณ คือ Earnings yield (EPS/Price) – Bond yield ถ้าส่วนต่างลดลงนั้น หมายความว่า ความน่าสนใจของหุ้นเมื่อเทียบกับพันธบัตรลดลง ซึ่งหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ส่วนต่างลดลง ก็คือการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยซึ่งทำให้ Bond yield เพิ่มขึ้น

ไม่ว่าจะประเมินมูลค่าหุ้นด้วยวิธีใด การที่อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจะส่งผลเสียต่อตลาดหุ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ตลาดให้ความสำคัญกับการเติบโตของรายได้หรือกำไร

ธนาคารกลางสหรัฐจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจริงหรือ ?

การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมีจุดประสงค์เพื่อลดความร้อนแรงจนเกินพอดีของเศรษฐกิจ คำว่า ‘ร้อนแรงจนเกินพอดี’ ที่ว่านี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ ใช้อัตราเงินเฟ้อโดยมีตัวเลข PCE และ Core PCE เป็นดัชนีชี้วัด และตั้งเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยที่ 2% หากสูงกว่าระดับนี้เป็นระยะหนึ่งก็อาจมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ราคาน้ำมัน วัตถุดิบ และการขนส่งปรับตัวขึ้นจากกระแสการเปิดเมือง ซึ่งสะท้อนผ่านดัชนี Bloomberg Commodity Index (รูปด้านบน) ประกอบกับช่วงเวลานี้เมื่อปีที่แล้วเศรษฐกิจซบเซาอย่างหนัก ด้วยเหตุที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ย่อมทำให้อัตราเงินเฟ้อในปีนี้เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว 

อย่างไรก็ตามธนาคารกลางสหรัฐฯ เน้นย้ำมาโดยตลอดว่าเงินเฟ้อที่กำลังเกิดขึ้นเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว และถ้าย้อนไปก่อนจะเกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ แทบจะไม่เคยแตะระดับ 2% ได้เลย

ในระยะหลังธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้ใช้ความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานผ่านตัวเลขผู้มีงานทำ (Total number of Jobs) เป็นอีกปัจจัยเพื่อพิจารณาการใช้นโยบายการเงิน ตัวเลขผู้มีงานทำช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดอยู่ที่ 157 ล้านคน ปัจจุบันอยู่ที่ 144 ล้านคน แม้ตัวเลขตลาดแรงงานจะสะท้อนว่ามีการฟื้นตัวอย่างชัดเจน แต่ก็ยังห่างไกลจากสถานการณ์ปกติ

อีกทั้งธนาคารกลางสหรัฐฯ มักมีการส่งสัญญาณล่วงหน้าหากจะมีการปรับเปลี่ยนแนวทางนโยบายการเงิน ซึ่งที่ผ่านมายังไม่มีสัญญาณดังกล่าวเลย ดังนั้นไ ม่ว่าจะพิจารณาด้วยปัจจัยด้านอัตราเงินเฟ้อหรือตลาดแรงงาน การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะไม่เกิดขึ้นภายในไตรมาสที่ 2 และ 3 ของปีนี้อย่างแน่นอน

บทสรุปที่จบด้วยคำว่า ‘โอกาส’

ในการให้สัมภาษณ์ของเจเน็ต เยลเลน ได้กล่าวถึง มาตรการกระตุ้นซึ่งประธานาธิบดีโจ ไบเดน มีแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจรวมแล้วกว่า 6 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นนโยบายการคลังขนาดใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2

หากมองข้ามความกังวลซึ่งอาจเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว จะพบว่ามาตรการกระตุ้นนั้นช่วยให้หลายภาคส่วนในเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ถูกมองข้ามหรือกำลังจะเกิดขึ้นให้ได้รับเม็ดเงินจำนวนไม่น้อยเพื่อนำไปพัฒนา ส่งผลให้เกิดการขยายตัวอีกครั้ง ประกอบกับความกังวลของตลาดทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวลง ดังนั้น นี่อาจเป็นโอกาสให้ได้ลงทุนในกลุ่มที่รับผลดีจากการเปิดเมือง เม็ดเงินกระตุ้น และเทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น ระบบโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีพลังงานสะอาด และกลุ่มเซมิคอนดัคเตอร์ เป็นต้น

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Forex" FXTM
"Forex" FXTM
error: