รู้จักวิธีจัดพอร์ตแบบ “SAA และ TAA” หมดปัญหาลังเลใจ ลงทุนยังไงต่อดี

รู้จักวิธีจัดพอร์ตแบบ “SAA และ TAA” หมดปัญหาลังเลใจ ลงทุนยังไงต่อดี

3 min read  

ฉบับย่อ

  • งานวิจัยแสดงว่าส่วนประกอบหลักของผลตอบแทนระยะยาวถึง 91.5% มาจากการทำ Asset All0cation ขณะที่การเลือกหุ้นหรือหลักทรัพย์ (Securities Selection) และการจับจังหวะ (Timing) ซึ่งใช้ทั้งพลังงานและเวลามหาศาลกลับมีส่วนต่อผลตอบแทนเพียง 6.4% เท่านั้น
  • Strategic Asset Allocation (SAA) เป็นแนวคิดการแบ่งสัดส่วนเงินลงทุนในแต่ละสินทรัพย์การเงินเพื่อเป้าหมายการลงทุนในระยะยาว ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่สำคัญโดยเฉพาะความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนรับได้และเป้าหมายการลงทุน 
  • Tactical Asset Allocation (TAA) เป็นแนวคิดการแบ่งสัดส่วนเงินลงทุนมุ่งหวังสร้างผลตอบแทนเหนือดัชนี จะมีการปรับสัดส่วนแต่ละสินทรัพย์โดยหวังสร้างผลตอบแทนเพิ่มในระยะสั้น
  • นักลงทุนทั่วไปจัดพอร์ตโดยใช้ทั้ง SAA และ TAA ได้ ด้วยการเริ่มต้นด้วยแบบประเมินความเหมาะสมในการลงทุน (Suitability Test) และเริ่มต้นทำ Asset Allocation ด้วยตนเองให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยง

สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งของการลงทุน คือต้องรู้วิธีการจัดพอร์ตของตัวเอง พี่ทุยจะพาทุกคนไปรู้จักวิธีการจัดพอร์ตแบบ “SAA และ TAA”

“ซื้อได้ยัง ขายได้ยัง”

“ซื้อปุ๊ป ดอยปั๊ป พอร์ตแดงแป๊ด”

ปัญหาเหล่านี้ต้องเคยเกิดขึ้นกับนักลงทุนทุกคน ยิ่งลงทุนยิ่งห่างไกลจากเป้าหมาย หรือบางครั้งก็พบว่าเป็นการลงทุนที่ไม่มีเป้าหมาย เป็นเพราะไม่มีสินทรัพย์ใดจะให้ผลตอบแทนได้ดีทุกปี การจับจังหวะหรือการซื้อตามผลตอบแทนที่เกิดขึ้นไปแล้ว ไม่น่าเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ประสบความสำเร็จในการลงทุน

รู้จักวิธีจัดพอร์ตแบบ “SAA และ TAA” หมดปัญหาลังเลใจ ลงทุนยังไงต่อดี

จากงานวิจัย Determinants of Portfolio Performance แสดงให้เห็นว่าส่วนประกอบหลักของผลตอบแทนระยะยาวถึง 91.5% มาจากการทำ Asset Allocation หรือก็คือ การจัดสรรการลงทุน เพื่อดำเนินการตามกลยุทธ์การลงทุน ที่พยายามสร้างสมดุลระหว่างความเสี่ยงกับผลตอบแทน โดยการปรับเปอร์เซ็นต์ของสินทรัพย์แต่ละรายการในพอร์ต ตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของนักลงทุน เป้าหมาย และกรอบเวลาการลงทุน เน้นที่ลักษณะภาพรวมของพอร์ตการลงทุน

ขณะที่การเลือกหุ้นหรือหลักทรัพย์ (Securities Selection) และการจับจังหวะ (Timing) ซึ่งใช้ทั้งพลังงานและเวลามหาศาลกลับมีส่วนต่อผลตอบแทนรวมกันเพียง 6.4% เท่านั้น

นักลงทุนเกือบทุกคนจะถูกบอกให้ทำ Asset Allocation และเชื่อว่าหลายคนอยากจะทำแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง บทความนี้พี่ทุยขอพาไปรู้จักการทำ Asset Allocation พร้อมตัวอย่างสัดส่วนพอร์ตตามความเสี่ยงให้ได้นำไปใช้เริ่มต้นจัดพอร์ตการลงทุนกันเอง จากนั้นค่อยหากองทุนและจับจังหวะลงทุนในลำดับถัดไป

รู้จักกับการจัดพอร์ตแบบ SAA และ TAA

Strategic Asset Allocation (SAA) เป็นแนวคิดการแบ่งสัดส่วนเงินลงทุนในแต่ละสินทรัพย์ การเงินเพื่อเป้าหมายการลงทุนในระยะยาว การจัดสัดส่วนในแต่ละสินทรัพย์ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่สำคัญโดยเฉพาะความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนรับได้และเป้าหมายการลงทุน

แนวคิดนี้เป็นแนวคิดลักษณะเดียวกับการ buy-and-hold หมายความว่านักลงทุนจะกำหนดสัดส่วนแต่ละสินทรัพย์ที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่รับได้และเป้าหมายการลงทุน โดยจะมีการปรับสัดส่วนสินทรัพย์ (Rebalance) ให้เป็นไปตามสัดส่วนที่กำหนดไว้

Tactical Asset Allocation (TAA) เป็นแนวคิดการแบ่งสัดส่วนเงินลงทุนมุ่งหวังสร้างผลตอบแทนเหนือดัชนี (Active Management) โดยจะมีการปรับสัดส่วนแต่ละสินทรัพย์โดยหวังสร้างผลตอบแทนเพิ่มเติมในระยะสั้นจากสินทรัพย์ที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้โดดเด่นซึ่งอาจจะเกิดจากสภาพเศรษฐกิจที่ดีหรือราคาร่วงรุนแรงมากเกินไปจากข่าวลือ

ผสมผสานสองวิธีการเพื่อช่วยลดผลจากอารมณ์ระยะสั้น

การทำ Asset Allocation จะนำทั้ง SAA กับ TAA มาใช้ร่วมกัน ยกตัวอย่างเช่น ใช้แนวคิด SAA จัดพอร์ตสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ระดับปานกลางประกอบด้วย หุ้น 35% ตราสารหนี้ 35% สินทรัพย์ทางเลือก 30%

เวลาผ่านไปเศรษฐกิจดีทำให้หุ้นราคาขึ้น สัดส่วนพอร์ตจึงเปลี่ยนแปลงเป็น หุ้น 45% ตราสารหนี้ 30% สินทรัพย์ทางเลือก 25% เมื่อถึงเวลาทบทวนแผนการลงทุน นักลงทุนก็ต้องปรับสัดส่วน (Rebalance) ขายหุ้นออก นำเงินไปซื้อตราสารหนี้และสินทรัพย์ทางเลือกให้สัดส่วนเป็นไปตามที่ SAA กำหนดไว้

ระหว่างที่ลงทุนอยู่ตามเป้าหมายระยะยาว อาจมีโอกาสที่ดีแต่ละสินทรัพย์ในเวลาที่แตกต่างกัน ดังนั้นเพื่อให้คว้าโอกาสไว้ให้ได้ แนวคิดแบบ TAA จึงเข้ามามีบทบาทด้วยการปรับสัดส่วนสินทรัพย์ระยะสั้นเพื่อรองรับโอกาสเหล่านั้นแต่ต้องอยู่ภายในสัดส่วนที่กำหนดไว้ด้วยแนวคิด SAA

จากตัวอย่างก่อนหน้านี้ การจัดพอร์ตแบบ SAA แบ่งเป็นหุ้น 35% ตราสารหนี้ 35% สินทรัพย์ทางเลือก 30% พบว่าปีนี้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวมีโอกาสส่งผลดีต่อหุ้น นักลงทุนจึงปรับสัดส่วนพอร์ตเพื่อรับโอกาสระยะสั้น

ด้วยการเพิ่มสัดส่วนหุ้นเป็น 45% ปรับลดตราสารหนี้เหลือ 30% และสินทรัพย์ทางเลือกมาที่ 25% ในทางกลับกันหากประเมินว่าปีนี้หุ้นมีโอกาสทำผลตอบแทนได้ไม่ดีก็ปรับลดหุ้นมาที่ 25% เพิ่มตราสารหนี้เป็น 40% และสินทรัพย์ทางเลือก 35%

การผสมผสานระหว่าง SAA และ TAA พร้อมกับทบทวนเป้าหมายและปรับสัดส่วน (Rebalance) ตลอดระยะเวลาที่ลงทุน มีประโยชน์สำคัญที่ชัดเจนที่สุด ก็คือช่วยให้นักลงทุน ‘ซื้อของถูก ขายของแพง’ มีแผนการลงทุนระยะยาวตามเป้าหมาย ลดการตัดสินใจตามอารมณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะตลาดโดยมีสัดส่วนชัดเจนสำหรับการลงทุนทั้งระยะยาวและสั้น อีกทั้งช่วยรักษาวินัยการลงทุนได้เป็นอย่างดี

รู้จักวิธีจัดพอร์ตแบบ “SAA และ TAA” หมดปัญหาลังเลใจ ลงทุนยังไงต่อดี

พี่ทุยลองสร้างตัวอย่างพอร์ตสำหรับ 3 ระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกันลองเอาไปเป็นตัวอย่างเพื่อปรับใช้กันดูได้ อย่างพอร์ตสำหรับใครที่รับความเสี่ยงได้สูง มีหุ้น 65-80% ตราสารหนี้ 10-20% และสินทรัพย์ทางเลือก 10-20%

พี่ทุยแนะนำว่าลองทำแบบประเมินความเสี่ยงเพื่อประเมินความเสี่ยงที่รับได้ของตัวเราก่อน แล้วค่อยเลือกสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะกับเรา ในปัจจุบันแบบประเมินความเหมาะสมในการลงทุนสามารถหาได้ในอินเตอร์เน็ตทำให้นักลงทุนทั่วไปเริ่มต้นทำ Asset Allocation ด้วยตนเองได้อย่างง่ายดาย ล่าสุดมีช่องทางให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้นพร้อมได้รับการดูแลจากสถาบันการเงินหลายแห่งที่เปิดให้บริการพอร์ตแนะนำ Asset Allocation ผ่านแอพพลิเคชั่น

สำหรับใครที่กำลังประสบปัญหาพอร์ตการลงทุนมีเป้าหมายไม่ชัดเจน วิ่งไล่ตามข่าว มีประเภทสินทรัพย์มากจนหลุดโฟกัส พี่ทุยอยากชวนให้ลองให้มาใช้แนวคิด Asset Allocation เป็นองค์ประกอบหลักในการสร้างผลตอบแทนระยะยาว พี่ทุยเชื่อว่าจะช่วยให้มีเป้าหมายที่ชัดเจน พร้อมรักษาวินัยการลงทุนในระยะยาวได้เป็นอย่างดี และการประสบความสำเร็จทางการเงินจะไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวอีกต่อไป

อ่านเพิ่มได้ที่นี่

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Forex" FXTM
"Forex" FXTM
error: