[สรุป] ทำไมธีม EV ถึงน่าจับตามองในไทย

[สรุป] หุ้น EV ในตลาดหุ้นไทย ตัวไหนน่าจับตามองบ้าง ?

5 min read  

ฉบับย่อ

  • นวัตกรรมรถยนต์พลังงานไฟฟ้าสร้างขึ้นมาเพื่อลดการใช้พาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นแหล่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)
  • แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ปักหมุดหมายที่ 3 ว่า “ไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของโลก” โดยมุ่งเน้นการพัฒนายานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ และได้มีการออกนโยบายให้เงินอุดหนุนยานยนต์ไฟฟ้าอีกด้วย
  • ผู้ประกอบการในไทยมีทั้งกลุ่มผู้ผลิตที่ประกอบเป็นรถยนต์ และกลุ่มผู้บริการโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"เปิดบัญชี Windsor Broker"
"เปิดบัญชี Windsor Broker"

ช่วงนี้พี่ทุยได้ยินข่าวเกี่ยวกับรถ EV มาไม่น้อย ทั่วโลกกำลังพูดถึงว่าสิ่งนี้กำลังจะมาแทนที่รถยนต์ที่ใช้พลังงานฟอสซิลแบบเดิม ๆ ซึ่งใน “ไทย” เราเองก็เริ่มขยับตามแล้วเหมือนกัน “หุ้น EV” หลายตัวก็พลอยได้อานิสงส์ไปไม่น้อย

เพราะสมัยนี้กระแสรักษ์โลกมาแรงมาก ๆ นานาประเทศต่างก็จับมือกันร่างสนธิสัญญาเพื่อปกป้องโลกจากภาวะโลกร้อน ดังนั้นยุคนี้ถ้ายานพาหนะใหม่ที่ออกมา มีทางเลือกในการใช้น้ำมันขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียวคงเชยไม่น้อย อีกทั้งยังทำร้ายโลกของเราอีกด้วย 

นวัตกรรมหนึ่งที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อช่วยในเรื่องนี้คือ การเปลี่ยนมาใช้ “พลังงานสะอาด” ซึ่งหากนำมาจับคู่กับยานพาหนะ หลาย ๆ คนก็จะนึกถึง “รถยนต์พลังงานไฟฟ้า” (Electric Vehicle) ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ใช้เพียงพลังงานไฟฟ้าอย่างเดียว 100% ในการขับเคลื่อนยานพาหนะ และสามารถชาร์จไฟได้อย่างสม่ำเสมอเมื่อแบตเตอรี่หมด 

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า EV จะใช้เพียงแค่กับรถยนต์เท่านั้น รถบัส หรือ เรือ ก็สามารถนำพลังงานไฟฟ้ามาใช้ขับเคลื่อนเทนน้ำมันได้ วันนี้พี่ทุยจะพาทุกคนไปรู้จักกับธีมรถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือ EV ว่าทำไมถึงเป็นธีมที่น่าสนใจ และถูกพูดถึงกันมากในช่วงนี้ แล้วมี “หุ้น EV” ตัวไหนที่น่าสนใจ ดูทรงแล้วอนาคตไกล ไปฟังกัน

EV เป็นส่วนหนึ่งของ Mega Trend เรื่องพลังงานสะอาด

นานาชาติมีเป้าหมายในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ให้ได้ ภายในปี 2593 จากเป้าหมายดังกล่าวก็เพื่อลดใช้พลังงานจากฟอสซิล (พลังงานดั้งเดิม) ไม่ว่าจะเป็นปิโตรเลียม, ถ่านหิน หรือก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นแหล่งที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จำนวนมหาศาล และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิด “ภาวะโลกร้อน” 

นั่นจึงเป็นเหตุให้เกิดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและผลักดันนโยบายของประเทศต่าง ๆ ในธีม “พลังงานสะอาด (Clean Energy)” ที่จะมาทดแทนพลังงานแบบดั้งเดิมที่ก่อให้เกิดปัญหา กลายมาเป็นหนึ่งใน “Megatrends” แห่งอนาคตที่เกิดขึ้นมาในท่ามกลางวิกฤติโลกร้อนนี้ เช่น พลังงานลม, พลังงานน้ำ, พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น เพื่อทดแทนการใช้พลังงานแบบดั้งเดิมที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนั่นเอง

ซึ่งนวัตกรรมรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ก็สร้างขึ้นมาเพื่อลดการใช้พาหนะที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในการขับเคลื่อนพาหนะที่เราทุกคนล้วนจำเป็นที่ต้องใช้งานกันทุกวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลหลักว่าทำไมธีม EV ถึงเป็นธีมที่ระดับโลกตระหนักและให้ความสำคัญกันไม่แพ้เรื่องอื่น ๆ เลย 

กระแสจากทั่วโลกในตอนนี้ยกตัวอย่างเช่น ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก ปี 2564 ปิดที่ 6.5 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 109% และมีสัดส่วนคิดเป็น 9% ของรถยนต์ใหม่ทั่วโลก, Great Wall Motor เผยยอดจองรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น Ora Good Cat สูงถึง 4,296 คัน หลังเปิดจองเพียง 24 ชั่วโมง หรือจะเป็น Tesla ผู้นำด้านนวัตกรรมรถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ารายแรกของโลก ที่ก่อตั้งเมื่อปี 2003 โดย Elon Musk ซึ่งเป็นคนที่มีอิทธิพลในโลกการลงทุนและนวัตกรรมอีกคนของโลก มีมูลค่าตลาดเป็นเบอร์หนึ่งในอุตสาหกรรมรถยนต์ แซงหน้าแชมป์เก่าอย่าง Toyota เป็นต้น ดูกระแสจากทั่วโลกไปแล้ว สงสัยกันไหมว่าไทยตอบรับกระแสนี้อย่างไร

ไทยบรรจุการผลิตรถ EV ลงในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ปักหมุดหมายที่ 3 ว่า “ไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของโลก” โดยมุ่งเน้นการพัฒนายานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Zero Emission Vehicle: ZEV) ตั้งเป้าหมายการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ในปี 2573 จำนวน 440,000 คัน และเป้าหมายการผลิตจำนวน 725,000 คันเพิ่มสถานีชาร์จให้เพิ่มขึ้น 5,000 หัวจ่าย และส่งเสริมแรงงานด้านยานยนต์ไฟฟ้าไม่น้อยกว่า 30,000 คน

เพื่อที่เปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์แบบดั่งเดิม เป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สําคัญของโลกทั้งในด้านการผลิตเพื่อใช้ในประเทศและส่งออก สนับสนุนการลงทุนเทคโนโลยีที่สำคัญของยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ รวมไปถึงพัฒนาบุคลากร การลงทุนโรงงานผลิตแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ และมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นฐานการผลิตอันดับ 1 ในอาเซียน 

ทั้งนี้ ยังต้องการการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าที่คำนึงถึงความยั่งยืนมากขึ้น ดังนั้น จึงมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านในระยะ 5 ปี ที่ให้ความสำคัญกับการผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้เป็นอุตสาหกรรมใหม่อย่างเต็มที่ เพื่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า โดยมีการผลิตชิ้นส่วนหลัก ไปพร้อมกับการปรับเปลี่ยน ฐานการผลิตยานยนต์แบบสันดาปภายในให้เป็นยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า โดยไม่ละทิ้งตลาด ส่งออกที่มีศักยภาพจากฐานการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์เดิม 

อ่านเพิ่ม

รวมไปถึงเมื่อวันที่ 15 ก.พ. 2565 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัตินโยบายสนับสนุนการใช้ยานยนต์ตั้งแต่ปี 2565 – 2568 ซึ่งสามารถสรุปได้ ดังนี้

1. เงินอุดหนุนรถยนต์คันละ 70,000 บาทต่อคัน และรถกระบะคันละ 150,000 บาทต่อคัน และรถจักรยานยนต์ 18,000 บาทต่อคัน

2. ลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์จาก 8% เป็น 2% และรถกระบะเป็น 0%

3. ลดอากรขาเข้ารถยนต์ที่ผลิตต่างประเทศและนำเข้าทั้งคัน (CBU) สูงสุด 40% สำหรับรถยนต์ถึงปี 2566

4. ยกเว้นอากรขาเข้ารถยนต์ที่ผลิตในประเทศ (CKD) จำนวน 9 รายการ

แต่ค่ายรถที่เข้าร่วมต้องผลิตชดเชยให้เท่ากับจำนวนที่นำเข้า CBU ช่วงปี 2565 – 2566 ในปี 2567 แต่ขยายเวลาได้ ถึงปี 2568 ซึ่งจะต้องผลิตในอัตราส่วน 1.5 เท่า หรือ นำเข้า 1 คัน ผลิต 1.5 คัน ผู้ใช้สิทธิ์จะผลิต BEV รุ่นใดก็ได้เพื่อชดเชย ยกเว้นรถที่มีราคาขายปลีกราคา 2-7 ล้านบาท ต้องผลิตรุ่นเดียวกับที่นำเข้ามา เป็นต้น

5. การผลิตแบตเตอรี่หรือประกอบรถยนต์ BEV ในประเทศ ภายใต้เขตปลอดภาษีอากร (Free Zone) หรือเขตประกอบการเสรีในปี 2565 – 2568 อนุมัติให้นับมูลค่าของ Cell แบตเตอรี่ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศรวมเป็นต้นทุนการผลิตที่เกิดขึ้นในประเทศ สำหรับการคำนวณมูลค่าเพิ่มในประเทศได้ไม่เกิน 15% ของราคายานยนต์ไฟฟ้า (BEV) หน้าโรงงาน 

6. สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตหรือประกอบภายในประเทศ อนุมัติให้ชิ้นส่วนที่มีการนำเข้าในช่วงระยะเวลาปี 2565 – 2568 ให้ได้รับสิทธิยกเว้นอากรขาเข้าตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530

ทั้งแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ และนโยบายที่ออกมาสนับสนุนธีมรถยนต์ไฟฟ้านี้ เป็นการเอื้อต่อประโยชน์ของธุรกิจและแรงงานภายในอุตสาหกรรมนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่านที่ยั่งยืน ตลอดจนสนับสนุนและสร้างแรงจูงใจให้กลุ่มผู้บริโภคปรับเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นนั่นเอง แล้วมีธุรกิจไหนบ้างในไทยที่ได้รับอานิสงส์จากมาตรการและนโยบายเหล่านี้ 

“หุ้น” ตัวไหนได้ประโยชน์ จากธีม EV 

แบรนด์รถไฟฟ้าที่เราคุ้นหูกันอาจจะเป็นแบรนด์ต่างประเทศ ยกตัวอย่างเช่น Tesla, ORA Good Cat, FOMM One, MG ZS EV และ Nissan Leaf เป็นต้น แต่รู้หรือไม่ ในไทยก็มีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ EV โดยตรง ซึ่งกว่าจะประกอบมาเป็นรถยนต์ หรือ EV หนึ่งคันแบบครบวงจรตั้งแต่ตัวรถ สถานีชาร์จต่าง ๆ นั้น ต้องใช้ชิ้นส่วนอะไรบ้าง แล้วธุรกิจเหล่านั้นเป็นใคร 

  • กลุ่มผู้ผลิตที่ประกอบเป็นรถยนต์

1. ผู้ผลิตชิ้นส่วนประกอบแบบ EV100% 

ผู้ผลิตชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ที่ได้รับประโยชน์ส่วนใหญ่ จะเป็นกลุ่มที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับชิ้นส่วนที่ใช้กับเครื่องยนต์สันดาป แต่เป็นบริษัทที่ประกอบชิ้นส่วนอื่น ๆ ได้แก่ ชิ้นส่วนพลาสติก, เบาะ, ยาง, โคมไฟ, ระบบปรับอากาศ ประกอบด้วย FPI, PACO, INGRS, HTECH, TKT, HFT, BM, PIMO, EPG, AH, TRU, PCSGHG, EPG, NER, NDR, PJW และ SAT

2. ผู้ผลิตชิ้นส่วนประกอบแบบ Hybrid/Plug-in ได้แก่  STANLY และ GYT

3. ผู้ผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน

รถยนต์ไฟฟ้าขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าแทนการใช้เครื่องยนต์ที่มีการเผาไหม้ภายใน ดังนั้นกลไกสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้าจึงอยู่ที่ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรีคุณภาพสูง สำหรับแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน คือแบตเตอรี่พลังงานสะอาดที่ถูกคิดค้นเพื่อนำมาทดแทนแบบเดิมที่เป็นตะกั่วกรด ซึ่งเหมาะกับการใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า เพราะน้ำหนักเบา อายุใช้งานนาน และถูกยอมรับว่าเป็นแหล่งกักเก็บพลังงานที่ดีที่สุดในเวลานี้ ประกอบด้วย EA, GPSC, BPP, BANPU และ BCPG

4. ผู้ผลิตแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์

ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์นั้นมีความสำคัญมากกับอุปกรณ์ไฟฟ้า ซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าเช่นกัน ประกอบด้วย HANA, KCE และ DELTA

5. ผู้ผลิตอุปกรณ์สายไฟฟ้าและสายเคเบิ้ล ประกอบด้วย STARK 

  • กลุ่มผู้บริการโครงสร้างพื้นฐาน 

1. ผู้ให้บริการสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า

สถานีชาร์จพลังงานยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV Charger ถือเป็นบริการปลายน้ำที่ต่อยอดมาจากการเติบโตของการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันเราเริ่มเห็นทางภาคเอกชนทยอยติดตั้งสถานีชาร์จมากขึ้นแล้วในบางพื้นที่ เช่น สถานีบริการน้ำมัน, ที่จอดรถตามห้างสรรพสินค้า รวมถึงหลายบริษัทก็อยู่ระหว่างการศึกษาแผนเข้าลงทุนสถานีชาร์จไฟในอนาคต ประกอบด้วย FORTH, SIRI, OR, BCP, CPALL, PTT และ EA

2. ผู้ประกอบการรถโดยสาร 

ผู้ประกอบรถโดยสาร EV Car เช่น รถบัสไฟฟ้า, มินิบัสไฟฟ้า, เรือไฟฟ้า และรถตู้ไฟฟ้า ซึ่งเป็นโครงการสนับสนุนให้ใช้รถโดยสารประจำทางของภาครัฐ ประกอบด้วย AJA, NEX, CHO, CWT, EAT และ TWZ

3. บริการเดินรถขนส่งพนักงานของโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในเขตนิคมอุตสาหกรรม ครอบคลุมพื้นที่ภาคตะวันออก โดยได้รับใบอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบก ให้ประกอบการเดินรถรับจ้างไม่ประจำทาง คือ ATP30

จะเห็นได้ว่าธีม EV เป็นกระแสที่มาแรงเอามาก ๆ มีหลายธุรกิจของไทยที่กำลังเข้าร่วมกับเทรนด์นี้ ซึ่งมีความหลากหลายของธุรกิจที่เกี่ยวโยงกันไว้มากมาย อีกทั้งยังมีการคาดการณ์กันว่าปี 2583 ยอดขายรถยนต์ EV จะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 55% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั้งหมด และรถยนต์ไฟฟ้าจะมีมากกว่า 33% ของจำนวนรถยนต์ที่ใช้ทั่วโลก

นั่นเป็นเพราะการใช้รถยนต์ EV ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทนพลังงานเชื้อเพลิง ทำให้หลายประเทศได้ออกนโยบายสนับสนุนการใช้รถยนต์ EV มากขึ้นเรื่อย ๆ นอกเหนือจากรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องทั้งหมดก็มีโอกาสที่จะเติบโตควบคู่กันไปด้วย โดยจากปี 2558 ถึง 2573 คาดการณ์ว่าความต้องการแบตเตอรี่ลิเธียมทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นถึง 1,829% 

และที่น่าสนใจสำหรับไทย คือ Great Wall Motor ผู้ผลิตรถยนตืไฟฟ้าสัญชาติจีน ลงทุนกว่า 2 หมื่นล้านบาท เพื่อวางรากฐานธุรกิจในไทย และมีแผนประกอบ EV ในไทยต้นปี 2567 หรือจะเป็นรถยนต์ MG ที่มีแผนจะนำเข้า EV จากจีน 3 รุ่น จะขึ้นไลน์ผลิต EV ในปี 2566

Tesla เปิดบริษัทลูกในไทย หนุน “หุ้น EV”

ล่าสุดวันที่ 25 เม.ย.65 จากข้อมูลการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทใหม่ของกระทรวงพาณิชย์ ได้มีการยื่นจัดตั้ง บริษัท เทสลา (ประเทศไทย) จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 3 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการขายรถยนต์ไฟฟ้า ระบบเก็บพลังงานแบบติดตั้งและอุปกรณ์ที่ใช้กับระบบเก็บพลังงานแบบติดตั้ง ระบบผลิตพลังงานและอุปกรณ์ที่ใช้กับระบบพลังงาน

ซึ่งทำเอาตลาดการลงทุนไทยคึกคักไม่น้อย เก็งว่าเมื่อ Tesla บริษัทรถยนต์ไฟฟ้าเจ้าใหญ่ของ Elon Musk บุกตลาดไทยแล้ว ขจะช่วยหนุนภาพรวมตลาด EV ในเชิงบวกได้

นายสุวัฒน์ วัฒนพรพรหม นักวิเคราะห์ด้านกลยุทธ์การลงทุน บล.โนมูระ พัฒนสิน เชื่อว่าตลาดได้รับผลเชิงบวกจากหุ้นที่ได้ประโยชน์ ทั้ง KCE ผลิตแผ่นพิมพ์วงจรอิเล็กทรอนิคส์ DELTA ผลิตองค์ประกอบแบตเตอรี่ ส่วน SNC ทำธุรกิจกับ เทสลาฯ บางส่วนอยู่แล้ว ส่วนหุ้นอื่นเช่น EV , STANLY

อนาคตธีม EV ในไทยน่าจะสดใส

นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ทำไมการลงทุนในระยะยาวของธีม EV ถึงน่าสนใจ และหลาย ๆ คนพูดถึงกันมากในช่วงนี้ แต่ก็ยังมีจุดที่นักลงทุนควรรู้และต้องระวังมากเป็นพิเศษสำหรับการลงทุนธีม EV ในไทย คือ

1. ราคารถ EV ที่ยังสูงและไม่คุ้มค่า

2. มาตรการสนับสนุนของภาครัฐที่ไม่ตรงจุด

3. สถานีอัดประจุไฟฟ้าที่ยังไม่ครอบคลุม

4. แนวโน้มการใช้ชีวิตในเมืองของไทยที่พึ่งพารถยนต์ส่วนตัวน้อยลง 

ถ้ามองในปัจจุบันนโยบาย และมาตรการต่าง ๆ ก็กำลังอยู่ในจุดเริ่มต้น ทั้งต่างประเทศ และไทยเอง นอกจากปัญหาทางฝั่งผู้ผลิต ก็ยังจะต้องใช้เวลาระยะหนึ่งในการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค จากการใช้รถน้ำมันสันดาป มาเป็นรถพลังงานสะอาด รวมไปถึงต้องมีระยะเวลาในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ EV เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการในอนาคตได้อย่างครบวงจรอีกด้วย

ส่องธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากนโยบายรถEV

อ่านเพิ่ม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
error: